พาร์ทเนอร์

คุยสารพันสาระเพ

ตอนที่สาม

...คุณยายวิไลย้อนชีวิตในหนหลังให้ฉันฟังอยู่นานพักใหญ่ เรื่องราวที่คุณยายกำลังเล่าเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ไปพร้อมกับผักตบชวาที่ลอยมาเพิ่มหนาขึ้นๆ จนเวลานี้คลุมผืนแม่น้ำนครชัยศรีตรงจุดที่หญิงสองคนสองวัยนั่งคุยกันอยู่จนมิดมองไม่เห็นผิวน้ำเลย มองเผินๆเหมือนสนามหญ้ามากกว่าจะเป็นผืนน้ำ ช่างน่าอัศจรรย์แท้ คุณยายวิไลหลับตาลำดับเหตุการณ์ในอดีตสักพักก็เล่าต่อเรื่อง พาร์ทเนอร์...

พี่หวานจึงเริ่มอาชีพพาร์ทเนอร์นับแต่บัดนั้น เวลานั้นหล่อนแค่คิดง่ายๆ ทำงานกลางคืนก็ไม่เห็นแปลก แต่ก่อนหล่อนก็ตื่นตั้งแต่ตีสามมาช่วยแม่เตรียมของขาย เวชเพื่อนของโดมก็ทำงานกลางคืนเล่นกีต้าร์ให้กับวงดนตรีในไนต์คลับ นอนเกือบเช้าตื่นเที่ยงบ่ายโน่น เพียงแต่พาร์ทเนอร์ต้องเต้นรำเป็น

"เวช ก็นับว่าเป็นคนดีคนหนึ่งแม้จะทำงานกลางคืน เขาก็ช่วยเหลือพี่ดีมาตลอดจนตับแข็งตายเอาตอนยังหนุ่มแท้ๆ กินเหล้าเยอะมาก กินทั้งวันเล่นดนตรีก็กิน ซ้อมดนตรีก็กิน อยู่เฉยๆก็กิน เฮ้อ" พี่หวานปลงกับชีวิตคนดีๆคนหนึ่งในชีวิตของพี่หวาน

เมื่อพี่หวานได้งานเป็นพาร์ทเนอร์ รับรู้เรื่องหน้าที่ต้องทำเรียบร้อยแล้ว ต่อไปที่หล่อนต้องทำคือเต้นรำให้เป็น พาร์ทเนอร์รุ่นพี่ช่วยกันสอนหล่อนเต้นรำ บาร์เล็กๆ ที่เวชฝากงานให้หล่อน ไม่ใช่บาร์ที่เวชทำงานอยู่ เพียงแต่เขารู้จักเจ้าของและพอจะฝากฝังให้กันได้ น่าแปลกใจที่ทำงานกลางคืนแม้ชั่วโมงการทำงานจริงๆจะไปยาวมาก แต่ก็เหนื่อยเอาเรื่องเงินเดือนกลับน้อยนิด

"เขาให้เงินเดือนพี่แค่ 100 บาทนะที่เก่า แต่ที่นี่ได้เยอะหน่อย ไม่พอใช้หรอกต้องหาเพิ่มเยอะถึงจะพอ" พี่หวานเล่า

"อ้าว แล้วพี่พอใช้ได้ไงล่ะคะ แต่งตัวเยอะขนาดนี้"

"ก็ได้รายได้พิเศษจากดริ๊งค์ไง อยากได้เยอะๆ ก็ออฟกับแขกไป เราต้องชวนแขกเปิดเหล้า หรือดื่มเยอะๆ จะได้เปอร์เซ็นต์จากดริ๊งค์นั่น เรียกว่ายิ่งมอมแขกได้มากเท่าไหร่ รายได้เรายิ่งดี" พี่หวานเล่าเรื่องไป หัวเราะไป

"แล้วออฟล่ะพี่ แปลว่าอะไร" หน้าใหม่ในเมืองใหญ่อย่างวิไลอยากรู้

"เฮ้อ ก็ให้แขกเขาหิ้วออกไปข้างนอกไง บางคนก็ทิปหนักได้มาทีอยู่สบายทั้งเดือน"

"แล้วพี่ออฟกับแขกบ่อยไหมล่ะ" วิไลเริ่มสนใจชีวิตพาร์ทเนอร์ และเห็นพี่หวานยินดีตอบ

"ก็บ่อยอยู่ตอนไม่มีเงินใช้ แต่แขกที่มาเที่ยวไนต์คลับแถวนี้ค่อนข้างดีนะเป็นข้าราชการซะเยอะ เป็นพ่อค้าก็มาก ส่วนใหญ่มีสตางค์ เดี๋ยวนี้เลิกแล้วตั้งแต่มาเจอสารวัตรปรีชานี่ ถามอะไรกันเยอะแยะ ว่าแต่เราเหอะวันนี้จะทำอะไร" พี่หวานย้อนถาม

"สมัยนั้น ข้าวแกงมันก็จานละบาทสองบาท น้ำอัดลมก็บาทเดียว เท่ากับว่ากินข้าวสามมื้อต่อวันเงินเดือนแค่นั้นยังไงก็ไม่พอหรอก เขาถึงต้องยอมออกไปกับแขกไง บางคนมันก็ด้วยความจำเป็นต้องหาเงิน บางคนมันก็สันดานอยากออกไปกับเขาเอง นานาจิตตัง นานาเหตุผลแหละหลาน แต่ชีวิตมันก็สนุก ปนเศร้า" คุณยายวิไลกล่าวช้าๆ แววตาเปล่งประกายเมื่อยามคิดถึงชีวิตในอดีต...

วิไลอยู่กับพี่หวานมาระยะหนึ่งจึงได้ข่าวจากโก๋ เพื่อนรักว่า ก่อเกียรติเข้ามหาวิทยาลัยได้ติดคณะนิติศาสตร์อย่างที่ตั้งใจ วิไลเลยจะอยู่กรุงเทพฯต่ออีกสักนิดเพื่อเจอหน้าก่อเกียรติ หล่อนเหลือเงินที่แคะกระปุกกับเงินเก็บที่เอามาจากบ้านไม่มากนักอยู่อีกไม่เกินสองสัปดาห์คงต้องกลับ แม้พี่หวานจะใจดีไม่คิดค่ากินอยู่ แต่วิไลก็ซื้อของกินให้บ้างและเหมาทำงานบ้าน ซักรีดเสื้อผ้าให้พี่หวานเพื่อตอบแทน พี่หวานก็ดูพอใจ

วันนั้นวิไลต้องไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนพี่หวาน หล่อนต้องไปพบหมอทุกสามเดือนเพื่อตรวจสุขภาพทั่วไป และเพื่อตรวจโรค "อย่างว่า" ว่าไม่ติดโรคมาจากแขกผู้ชายคนไหน วิไลพอรู้ว่าไอ้โรคนั้นมันหมายถึงอะไร และก็แปลกใจว่าทำไมไม่เรียกมันออกมาตรงๆว่าโรคหนองใน โรคซิฟิลิส มันน่าอายตรงไหน เรียกว่าโรคอย่างว่ามันฟังดูดีกว่าหรืออย่างไร บางทียังมาเรียกกันว่า โรค "ผู้หญิง" อีก ทั้งๆที่โรคนี้ผู้ชายเป็นฝ่ายเอามาติดผู้หญิงแท้ๆ บาปกรรมอะไรก็เอามาลงที่ผู้หญิงหมด หนีตามผู้ชายก็หาว่าใจง่าย ทีถูกผู้ชายทิ้งไม่เห็นมีใครว่าผู้ชายว่าไม่รับผิดชอบบ้าง ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายถูกประณามหยามเหยียดเสมอเลยหรือ

"จะมาคิดอะไรกันมากมายวิไล จะดีจะชั่วก็อยู่ที่ตัวเรา นี่ดีที่ไม่มีใครรู้ว่าพี่มีลูก คนเขาอาจจะพูดได้ว่าพี่เห็นแก่เงินทิ้งลูก จริงๆแล้วพี่เลือกที่จะยกลูกให้ปู่ย่าเขาเลี้ยงเอง พี่ไม่มีปัญญาหรอก พี่คิดถึงลูกมาก แต่อยากให้ลูกได้ดีมีการศึกษาไม่ใช่จบ ป.4 อย่างพี่" พี่หวานเล่าให้ฟังระหว่างนั่งเรือข้ามฟากกลับมาจากโรงพยาบาล ชี้ให้ดูมหาวิทยาลัยที่ก่อเกียรติเรียน

วันนั้น เป็นครั้งแรกที่พี่หวานพาวิไลไปเที่ยวที่ไนต์คลับ ตอนเย็นจะมีครูสอนเต้นรำมาฝึกเต้นให้กับบรรดาพาร์ทเนอร์ทั้งเก่าและใหม่ วิไลอยากไปเองเพราะชอบอยู่แล้วเรื่องร้องรำทำเพลง วิไลเป็นนางละครของโรงเรียนมาก่อน หล่อนปลื้มนักเวลาที่มีคนจ้องมองหล่อนรำบนเวทีด้วยสายตาชื่นชม วันนี้เลยอยากไปดูการเต้นรำบ้าง

วิไลแต่งชุดสวยตามสมัยนิยม กระโปรงชุดติดกันที่เรียกว่าชุดแสคสีชมพูอ่อนๆ คอแหลมลึก แขนกุดกว้าง ความยาวเหนือเข่าเล็กน้อย สวมทับเสื้อแขนยาวพองน้อยๆ สีขาวตัดด้วยผ้าชีฟอง คอปิดมีผ้าติดตัวเสื้อผูกเป็นโบไว้ที่คอ สมัยนั้นเรียกกันว่าชุดทอมโจนส์ เป็นชุดที่สวยทันสมัยทีเดียว วิไลได้ชุดนี้มาตอนไปงานแต่งงานคนรู้จักที่สามพราน ช่างตัดเสื้อที่นครปฐมตัดให้ตามแบบที่ดาราใส่ถ่ายรูปในหนังสือดาราภาพยนตร์

"แหม แต่งตัวทันสมัยเหมือนกันนะเรา ชุดทอมโจนส์นี่กำลังฮิต นักร้องใส่กันหลายคน พาร์ทเนอร์ไม่ค่อยใส่มันไม่โป๊" พี่หวานพูดไปหัวเราะไป หล่อนดูครึกครื้นในยามพลบค่ำ ผิดกับตอนกลางวันที่ซีดเซียวและซึม

พี่หวานพาวิไลไปนั่งเป็นแถวรวมกับเพื่อนพาร์ทเนอร์หลายคน ครูสอนเต้นรำผู้ชายกำลังหัดเต้นรำให้บรรดาสาวๆ เหล่านั้นอยู่ "กลัวจะรักไม่จริง เฮ้อ กลัวจะรักไม่จริง กลัวจะรักไม่จริง จริงไม่กลัวเธอจ๋า กลัวรักนาน พาลให้ช้ำอุรา คนใหม่มา เขาจะคว้าเธอไป..." เสียงเพลงดังมาจากจานเสียง ครูสอนให้พาร์ทเนอร์จับคู่กันเอง และคอยบอกจังหวะ โปะ โปะ เพื่อให้พาร์ทเนอร์ย่อตัวลงตามจังหวะเพลง คอยจับมือจับตัวให้เพื่อการเคลื่อนย้ายร่างกายตามจังหวะเพลงจะได้ดูสวย

"อ๋อ คนนี้หรือน้องของหวาน" พี่แต๋วตามที่พี่หวานบอกให้เรียก พาร์ทเนอร์รุ่นใหญ่ทำผมทรงทันสมัยในยุคนั้นทรงสั้นแสกข้างยีฟู เหน็บผมข้างซ้ายไว้ด้านหลังใบหู ส่วนด้านขวาปล่อยผมลงมาปิดแก้ม มีจอนโค้งเคลียมาข้างแก้ม ติดตุ้มหูเป็นดอกไม้สีส้มเข้ากับชุดของหล่อน แต่งหน้าจัด เขียนตาสองชั้น ทาขอบตาเขียวปิ๊ด ติดขนตาปลอมด้วย วิไลข้องใจว่าถ้ามาเจอพี่แต๋วตอนยังไม่แต่งหน้านี่จะจำกันได้ไหม รูปร่างหล่อนสวยดี ตัวสูงขายาว สะโพกใหญ่ เอวคอด หน้าอกโต เรียกว่าพันธุ์เนื้อนมไข่ทีเดียว

"หน้าตาคมคายดีนะเรา อายุเท่าไหร่แล้ว" พี่แต๋วหันมาถามวิไลตรงๆ

"สิบเจ็ดค่ะ" วิไลตอบเบา "อืม ไม่เด็กแล้วนี่จะมาทำงานที่นี่หรือ ดีเหมือนกันจะได้ปลดระวางนังพวกนี้เสียที แก่กันหมดแล้ว" มีเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กมาจากสาวๆพาร์ทเนอร์

"เปล่าค่ะพี่ หนูมาดูเขาเต้นรำกันค่ะ หนูชอบ"

"มาซิ ลองหัดดูตอนนี้ยังได้อยู่นะ เดี๋ยวสักพักก็จะทำงานแล้ว" ว่าแล้วพี่แต๋วก็ดึงแขนวิไลขึ้นไปหัดเดินตามจังหวะ ผิดๆ ถูกๆ สักพักวิไลก็พอจะขยับขาตามจังหวะโปะ โปะ นั้นได้ วิไลเป็นนางรำ รำละครไทยยากกว่านี้นัก หัวหล่อนไวจับจังหวะเพลงได้ไม่ยาก ผิดกับการเรียนวิชาอื่นซึ่งสมองหล่อนทึบสิ้นดีท่องหนังสือก็ไม่ค่อยจะจำ ไม่เหมือนการรำละคร ครูสอนเต้นรำถึงกับตบมือชอบใจ

"เออ อีหนูนี่เก่งเพิ่งมาทำงานหรือเรา ท่าทางจะหัวดี" ครูเต้นรำวัยกลางคนทักทายเสียวิไลอาย พาร์ทเนอร์บางคนส่งเสียงเชียร์ "น้องใหม่ค่ะครู"

"มา ครูจับให้" แล้วครูเต้นรำก็เข้ามาจับคู่เต้นกับวิไล วิไลรู้สึกเก้อเขินอย่างประหลาดด้วยไม่เคยมีผู้ชาย มาถูกเนื้อต้องตัวใกล้ชิดขนาดนี้ หล่อนเหยียบเท้าครูไปหลายครั้งด้วยความประหม่า ครูสอนวิไลอย่างมืออาชีพ จบเพลงก็ปล่อยมือบอกเทคนิคการเต้นให้สวยกับวิไลอีกสองสามอย่าง ก็หันไปสนใจพาร์ทเนอร์คนอื่นต่อ

"วิไลเดินกลับบ้านก่อนไหม เดี๋ยวดึกจะกลับลำบาก อย่ารอพี่เลยโน่นสองยามไปแล้ว" พี่หวานอุตส่าห์เป็นห่วง

วิไลชักสนุกอยากดูเขาเต้นรำ อยากฟังนักร้องมีชื่อเขาร้องเพลงกันเลยขออยู่ต่อ พี่หวานไม่ว่าอะไรเพียงแต่เตือนให้หลบอยู่ในๆ " อย่าให้แขกเห็นเดี๋ยวเขาจะนึกว่าเป็นพาร์ทเนอร์" ว่าแล้วพี่หวานก็ไปเตรียมตัวทำงาน

ยิ่งมืดค่ำบรรดาพาร์ทเนอร์ก็ยิ่งทะยอยกันมาทำงาน นั่งเรียงแถวกันบนเก้าอี้ที่จัดไว้โดยเฉพาะ หากแขกถูกใจคนไหนพนักงานก็จะเดินมาเรียก วิไลนับคร่าวๆ พาร์ทเนอร์ที่นี่มีมากกว่ายี่สิบคน สวยบ้างไม่สวยบ้างบางคนก็ดูแก่กว่าพี่หวานมาก พี่หวานเองก็สามสิบต้นๆแล้ว เครื่องสำอางหนาๆ บนใบหน้าของพวกหล่อนและแสงไฟสลัวๆ ในไนต์คลับ ช่วยให้พวกหล่อนแต่ละคนดูดี การแต่งตัวในชุดล่อแหลมบวกกับจริตจะก้านของแต่ละคนเป็นตัวช่วยเรียกแขกให้มาสนใจและเลือกตัวไปให้บริการ

วิไลได้รับแต่คำทักทายว่า "มาใหม่หรือเรา" หรือไม่ก็ "เพิ่งมาทำงานหรือ" วิไลได้แต่ยิ้มคอยสังเกตการทำงานของพาร์ทเนอร์ไปเรื่อยๆ พร้อมกับคิดว่าหากหล่อนต้องมาทำงานแบบนี้บ้างชีวิตจะเป็นอย่างไรหนอ


โปรดอ่านต่อฉบับหน้า