อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน

สายลม แสงแดด

จำได้ว่าสมัยเรียนประถม มีอยู่สองสามปีที่ฝนมักจะตกติดๆกันในช่วงสงกรานต์

แปลกดี ทั้งๆที่เป็นกลางเดือนเมษายน หน้าร้อนแท้ๆแต่กลับมีฝนตกหนักหลายวันติดต่อกัน จะว่าฝนหลงฤดูก็ไม่น่าจะใช่ และตอนนั้นอากาศก็ยังไม่วิปริตแปรปรวนเท่าขนาดทุกวันนี้

ตอนนั้น หน้าหนาวถ้าตื่นเช้าจะหนาวมากจนหายใจออกมาเป็นไอ หมอกขาวๆลอยอ้อยอิ่ง ไอน้ำเกาะกระจกหน้ารถพ่อเป็นฝ้า ต้องเช็ดออกเสียก่อนถึงขับออกไปได้ ต้องใส่เสื้ออย่างน้อยสองชั้น กางเกงขายาวหนาๆแล้วรีบมุดเข้าไปนั่งในรถ ดูพ่อพยายามสตาร์ทรถให้เครื่องติด คือไม่รู้ว่าจริงๆสมัยนั้นรถทั่วไปสตาร์ทปุ๊บติดปั๊บหรือยัง แต่คันนั้นของพ่อติดไม่ง่ายเลย พอบิดกุญแจกิ๊กหนึ่งแล้ว ระหว่างรอไฟให้สัญญาณสตาร์ทดับต้องภาวนาอ้อนวอนมันไปด้วย บางทีถ้าไปเที่ยวข้างนอก รถเกิดเกเรไม่ยอมติดขึ้นมาดื้อๆก็ต้องลงเข็นกัน

ดูเหมือนว่าธรรมเนียมของเด็กประถมที่โรงเรียนประชานิเวศน์ยุคนั้น แม้จะไม่เคยมีใครพูดออกมาดังๆ แต่ก็เป็นอันรู้กันในทีว่าการใส่เสื้อกันหนาวถือเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี เด็กในห้องทั้งหญิงและชาย แต่ละคนต่างพยายาม "ทนหนาว" ให้ได้นานที่สุด คือไม่ยอมเอาเสื้อกันหนาวมาโรงเรียน บางคนผู้ปกครองบังคับใส่มา พอมาถึงโรงเรียนก็ถอดออก คนที่เก่งที่สุดจะทนหนาวไปจนกระทั่งหมดหน้าหนาวโดยไม่ใส่เสื้อกันหนาวเลย เท่านั้นยังไม่พอ มีการกระหน่ำเปิดพัดลมให้ถึงเบอร์ 3 อันเป็นเบอร์ที่แรงที่สุด เพื่อเพิ่มความหนาวให้แก่ทุกคนในห้อง โดยไม่ได้ถามความสมัครใจว่าใครลงแข่งบ้าง ทั้งๆที่บางคนก็ไม่สนใจจะแข่งขันท้าลมหนาว

อยู่ในห้องเดียวกัน ถ้าเปิดพัดลมเบอร์ 3 ก็ต้องหนาวไปด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ

แตกต่างจากตอนขึ้นมัธยม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวัยที่เติบโตขึ้น หรือเพราะแต่ละโรงเรียนวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน แต่ที่โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ทุกคนดูร้อนหนาวเป็นปกติดี ร้อนก็เปิดพัดลมแรง หนาวก็ปิดซะ

ตอนนั้นอากาศก็ยังค่อนข้างปกติ แต่ยิ่งปีผ่านไป อากาศยิ่งพิกล มีอยู่หลายปีติดกันที่อากาศไม่หนาวเลย มีเย็นๆอยู่แค่วันสองวันแล้วก็หายไป เสื้อกันหนาวช่วงนั้นแขวนเก็บลืมไว้ในตู้ คราวนี้ไม่ได้มีใครแข่งทนหนาว แต่ไม่ได้พกเสื้อกันหนาวไปโรงเรียนเพราะไม่คิดว่ามันจะหนาวทั้งวันต่างหาก พอวันต่อมาจะเอาไป อากาศก็หายหนาวเสียแล้ว

ที่ดูจะไม่ค่อยเปลี่ยนไปมากนักเห็นจะเป็นหน้าฝน ทุกปีหน้าฝนทีไรก็ตกเหมือนแม่น้ำสวรรค์ถล่มทุกที แต่อาจจะเพราะว่าสังเกตการณ์ในฐานะคนเมืองที่ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หรืออาชีพอื่นๆที่ผูกความหวังอยู่กับลมฟ้าอากาศ อย่างมากก็รู้สึกว่าปีนี้ฝนตกน้อยหน่อยหรือเยอะหน่อย แต่ไม่ได้ผิดแปลกมากไปกว่าเดิมนัก ยากจะสังเกตได้อย่างฤดูหนาวกับฤดูร้อน ซึ่งรู้สึกว่าหนาวน้อยลงเรื่อยๆ และร้อนมากขึ้นเรื่อยๆยังไงก็ไม่รู้สิ

หรือว่าเพราะแบบนี้เขาก็เลยเรียกว่า "โลกร้อน"

ย้อนกลับไปในสงกรานต์ปีนั้น

ตอนนั้นญาติผู้พี่สามคนจากขอนแก่นมาพักอยู่ด้วย เป็นลูกของพี่สาวพ่อ (หรือลูกของป้านั่นเอง) และมีญาติฝ่ายแม่อีกคน (รายนี้เป็นลูกของน้า) มักมาแจมด้วยบ่อยๆ ด้วยเหตุผลง่ายๆก็คือเด็กย่อมแสวงหาเพื่อนเล่น ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานแบบที่หวนนึกถึงครั้งไรก็ต้องถอนหายใจด้วยความคิดถึง เมื่อมองย้อนกลับไปถึงเพิ่งตระหนักว่าคงมีเด็กเมืองไม่มากนักหรอกที่ได้โตขึ้นมาในครอบครัวที่มีเด็กมากขนาดนี้ และอายุไล่เลี่ยกันด้วย นับรวมๆบวกตัวเองกับน้องชายเข้าไปแล้ว ในบ้านช่วงนั้นจะมีเด็กประจำอยู่ถึง 6 คน ไม่นับญาติคนอื่นๆที่แวะเวียนมาตามแต่โอกาส พ่อกับแม่หัวหมุนแย่ไปเลยทีเดียว

เทศกาลสงกรานต์ในปีดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีใครถึงวัยออกไปเที่ยวเล่นตามสถานที่วัยรุ่นนิยมไปอย่างตรอกข้าวสาร หรือแม้แต่ขึ้นท้ายรถกระบะไปกรี๊ดกร๊าดสาดน้ำแข็ง เราจึงกระจุกตัวรวมกันอยู่หน้าบ้าน สาดน้ำใส่กันเอง และใส่รถที่ผ่านเข้ามาในหมู่บ้านเป็นครั้งคราว

ยิ่งเล่นนานไป ก็ยิ่งต้องสาดน้ำใส่ทั้งคนอื่นและตัวเอง เพราะพอชินกับการตัวเปียกโชกแล้ว น้ำจะกลายเป็นอุ่น และลม...ต่อให้เป็นลมเดือนเมษาก็เถอะ...ก็กลับกลายเป็นหนาวได้ เหมือนเวลาไปว่ายน้ำนั่นแหละ

ดังนั้น พวกเราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่อยู่ๆฝนก็เทซู่ลงมา

ไม่มีผู้ใหญ่คอยไล่ให้เข้าบ้าน เพราะเลยช่วงสงกรานต์หลักที่เป็นวันหยุดมาแล้ว พ่อกับแม่ต้องกลับไปทำงาน แต่เด็กๆปิดเทอมและถือว่ายังอยู่ในช่วงเทศกาล

พี่ชายนั่งลงในถังพลาสติกที่พ่อใช้รองน้ำไปเช็ดรถมาตั้งรองน้ำฝน เอาสายยางที่เปิดค้างสำหรับฉีดน้ำใส่กันตั้งขึ้นสวนทางกับฝน เหมือนจะสู้กับมวลน้ำจากฟากฟ้า

พวกเราหัวเราะลั่นแข่งกับเสียงฟ้าร้อง ตะโกนท้าทายขึ้นไป

"มีแค่นี้เองเหรอ"

"ตกลงมาอีกเซ่!"

สายฝนที่ทำท่าว่าจะเบาบางลงแล้วกลับกระหน่ำแรงขึ้นอีกระลอก

ถ้าคนบนสวรรค์เล่นสงกรานต์ พวกเขาก็คงรับคำท้าทายของเราเป็นที่เรียบร้อย

จะว่าไปแล้ว ชีวิตของเราก็คล้ายๆกัน

มีทั้งหน้าหนาวที่เจอคนแปลกๆแข่งกันหนาวไม่พอ ยังบังคับให้เราแข่งด้วย โดยการเปิดพัดลมเบอร์ 3 ทรมานกันเล่น

มีทั้งหน้าร้อน ที่ร้อนจนแทบคลั่ง แต่ยังดีที่ห้องเรียนติดเครื่องปรับอากาศ

และก็มีสงกรานต์ ที่ควรจะร้อนระอุอ้าว แต่ฝนดันตกหนัก อย่างกับหน้าฝนไปซะได้

ยิ่งยุคนี้ ยิ่งบอกยากกว่าที่แล้วมา ว่าตอนไหนจะร้อน ตอนไหนจะหนาว

ในนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่ง พูดถึงดาวดวงหนึ่งซึ่งมนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถึงขนาดที่ว่าแม้แต่ตอนฝนตกก็ไม่กางร่ม เพราะถือว่านี่คือสมดุลของธรรมชาติ

เมื่อฝนตก เราก็ควรจะเปียก

อย่าได้แคร์เสียงตะโกนแซวที่ว่า "เล่นมิวสิควิดีโอเหรอ"

แล้วผิดตรงไหนล่ะ จะเล่นเอ็มวีมันเรื่องของข้า ถ้าเล่นเอวีละค่อยว่ากัน