พาร์ทเนอร์

คุยสารพันสาระเพ

ตอนที่สอง

...แสงแดดยามสายเริ่มแรงขึ้นจนพี่เลี้ยงสาวของคุณยายวิไลต้องเข็นรถนั่งของคุณยายจากใต้ต้นมะขามร้อยปี หลบเข้าไปในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ที่มีหน้าต่างกระจกมองออกไปเห็นแม่น้ำนครชัยศรีได้ชัดเจน ฉันเดินตามไปเพราะอยากรู้เรื่องชีวิตการเป็นพาร์ทเนอร์เมื่อสมัยห้าสิบปีที่แล้ว "คนเราไม่มีใครมุ่งหวังว่าจะมีอาชีพเป็นผู้หญิงพาร์ทเนอร์หรอก ชะตาชีวิตมันพาไปมากกว่า" คุณยายพึมพำเบาๆ แล้วเล่าเรื่องต่อ...

คุณลุงปรีชาขับรถเลยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินสายนี้กว้างนัก วิไลเหลียวซ้ายแลขวามองไปเรื่อยๆ ยังมีกรมประชาสัมพันธ์ กรมสรรพากร กองสลากให้เห็นอยู่ รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่เห็นทั้งสถานที่ราชการ และร้านรวงต่างๆ รวมถึงสถานที่เที่ยวสำหรับคนกลางคืนอยู่ปนเปกันไปบนถนนสายเดียวกัน มาถึงสี่แยกไฟแดงก็เลี้ยวขวาตรงที่มีป้ายเขียนว่า สี่แยกคอกวัว พอเลี้ยวขวาเข้าสี่แยกคอกวัวเข้าไปก็กลายเป็นถนนแคบๆ พี่หวานเช่าบ้านอยู่แถวๆตรอกข้าวสารซึ่งอยู่ผ่านแยกคอกวัวเข้าไปแล้วเลี้ยวไปทางซ้าย สมัยนั้นยังเรียกกันว่าตรอกข้าวสาร ไม่ใช่ถนนข้าวสารที่แปลงสภาพเป็นถนนคนเดินที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติมากมายในยามค่ำคืนเหมือนปัจจุบันนี้

ตอนนั้นเวลาร่วมห้าโมงเย็นแล้ว คุณลุงปรีชาส่งพี่หวานและวิไลลงที่ปากตรอกทางที่จะเข้าไปยังที่พัก พี่หวานไหว้พร้อมกล่าวขอบคุณคุณลุงปรีชาอย่างนอบน้อม วิไลทำตาม คุณลุงปรีชาแค่ผงกศีรษะรับและกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ กับพี่หวานว่า "ดูแลลูกเขาดีๆล่ะ อย่าให้เสียคน" แล้วก็ขับรถออกไป

บ้านที่พี่หวานเช่าอยู่เป็นตึกแถวสองชั้นเก่าๆ แทรกอยู่ในซอกเล็กๆของตรอกข้าวสาร พี่หวานไขกุญแจที่คล้องไว้ที่ประตูบานเฟี้ยมสีเขียวแบบโบราณเข้าไปด้านใน สภาพห้องแถวเก่าและเล็กนิดเดียวแต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน พี่หวานพาวิไลขึ้นข้างบนมีห้องว่างอีกหนึ่งห้องที่พี่หวานให้วิไลอยู่ มีโต๊ะเครื่องแป้งเก่าๆ ตู้เสื้อผ้าพลาสติกสีแปร๋นที่สภาพยังดี ที่นอนฟูกขนาดเล็กไม่มีเตียง

"จัดของซะ เดี๋ยวลงไปกินข้าวกันพี่ชักหิว" วิไลมีกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมมาเพียงใบเดียว กับกระเป๋าสะพายอีกใบ จัดของเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ

"อยู่ได้นะ นี่ยังดีนังแจ๋มันทิ้งตู้กับที่นอนไว้ไม่เอาไปด้วย มันเอาแค่พัดลมไป ร้อนหน่อยนะ" พี่หวานอธิบายต่อว่านังแจ๋ที่พูดถึงคือเพื่อนพาร์ทเนอร์ที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่แล้วแชร์ค่าเช่ากัน "มันเลอะเทอะ กินแล้วก็ไม่เก็บ ไม่เก็บห้อง ทิ้งบุหรี่เรี่ยราด พี่เตือนมันมันโกรธ ทะเลาะกันอีก มันเลยไป ก็ดีเหมือนกันไม่ยุ่งดี" พี่หวานเล่าต่อ

ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีวิไลก็จัดเสื้อผ้าแขวนในตู้เรียบร้อย แถมยังกวาดพื้นปัดฝุ่นได้อีก พี่หวานอุ่นกวยจั๊บเจ้าดั้งเดิมที่ซื้อมาจากร้านดังที่บ้านเก่าให้ตัวเอง และเผื่อวิไลด้วย วิไลเริ่มซักไซร้พี่หวานเรื่องคนรักตัวผอมแห้งของพี่หวานที่วิไลเคยเห็นเมื่อหลายปีก่อน และลูกของพี่หวานซึ่งน่าจะหกเจ็ดขวบแล้ว อีกทั้งยังอาชีพพาร์ทเนอร์ที่พี่หวานทำอยู่ คุณลุงปรีชาอีกล่ะ

"โอ๊ย เรื่องของพี่มันยาวนะ วันนี้เล่ายังไงก็ไม่จบเดี๋ยวก็ต้องแต่งตัวไปทำงานแล้ว" พี่หวานจะไปถึงที่ไนต์คลับประมาณสองทุ่ม และอยู่จนตีสองเป็นอย่างน้อย

"ตายแล้ว พี่หวานนอนกี่โมงตื่นกี่โมงล่ะเนี่ย กลับบ้านดึกๆ ไม่อันตรายหรือพี่" วิไลถามต่อ

"แถวนี้ไม่น่ากลัวหรอก ผู้คนเดินกันคึกคักเกือบทั้งคืนแหละ พี่ถึงชอบอยู่ที่นี่ไงใกล้ที่ทำงาน" มีเรื่องราวมากมายเหลือเกินที่วิไลอยากรู้ จนไม่รู้จะเริ่มต้นถามตรงไหนดี เอาแบบนี้แล้วกัน

"คุณลุงปรีชานี่เป็นใครคะ" พี่หวานยิ้มหวาน ตอบคำถามด้วยความภูมิใจ

"สารวัตรปรีชา คนที่มีบุญคุณท่วมหัวพี่" วิไลงงเป็นไก่ตาแตก สารวัตรนี่ตำรวจไม่ใช่หรือแล้วมาวุ่นวายอะไรกับพาร์ทเนอร์ มันน่าจะเป็นศัตรูกันมากกว่า เพราะหากว่าอาชีพพาร์ทเนอร์นี่มันก้ำกึ่งกับผู้หญิงขายตัวอย่างที่พี่หวานเคยพูดให้ฟัง "เอาเหอะบอกแล้วไงเรื่องมันยาว เอาเป็นว่าสารวัตรเป็นคนดีก็แล้วกัน เดี๋ยวพี่ไปอาบน้ำแต่งตังตัวก่อนนะ เดี๋ยวล้างชามด้วยล่ะ" ว่าแล้วพี่หวานก็ลุกไปหยิบกระโปรงชุดไปยืนรีดก่อนที่จะไปอาบน้ำ

พี่หวานแต่งตัวสวยเช้ง กระโปรงชุดดอกสีเหลืองฟิตเปรี๊ยะ คอลึกเสียจนก้มไม่ได้เพราะคงเห็นหน้าอกทั้งเต้า พี่หวานออกจากบ้านไปเรียกตุ๊ก ตุ๊ก หรือแท็กซี่วิไลไม่เห็น คราอยู่คนเดียวหล่อนเริ่มสับสนว่า ตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่หนีพ่อแม่มาถึงที่นี่ วิไลถูกขังอยู่ในบ้านเนื่องจากพี่หวานล็อกบ้านจากข้างนอกเพื่อจะได้เปิดประตูเข้ามาเอง เพราะไม่อยากปลุกวิไลตอนตีสองตีสาม

พี่หวานกลับมากี่โมงยามก็ไม่รู้ได้ วิไลตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัวลงมาชั้นล่างตอนหกโมงครึ่งก็พบแต่รองเท้าส้นสูงของพี่หวานที่สองข้างกระเด็นไปคนละทาง ห้องมีกลิ่นเหม็นอ่อนๆของเหล้าและบุหรี่ วิไลจัดแจงเปิดประตูหน้าบ้านให้กว้างเพื่อรับแสง และระบายกลิ่น เก็บกวาดจนเสร็จเรียบร้อยไม่รู้จะทำอะไรจึงล็อกประตูบ้านด้วยกุญแจที่ตกอยู่กับพื้น ถึงคราวที่พี่หวานจะโดนขังอยู่ในบ้านบ้าง ด้านนอกของตรอกข้าวสารและย่านบางลำพูยามเช้าดูคึกคักนัก อบอุ่นด้วยแดดอ่อนๆ อากาศในกรุงเทพฯเมื่อห้าสิบปีที่แล้วยังไม่ร้อนจัดเท่าสมัยนี้ ออกจะสบายไม่มีฝุ่นควัน ผู้คนยังคงใส่บาตรพระภิกษุที่ท่านเดินออกบิณฑบาตอยู่หลายรูปบริเวณนั้น วิไลออกเดินสำรวจโดยไม่ลืมที่จะสังเกตทิศทางให้ดีเพราะเกรงว่าจะหาทางกลับบ้านไม่ถูก มีรถตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่อยู่มากมาย วิไลชอบใจรถแท็กซี่สีเทารูปร่างเหมือนรถแวนเล็กๆ เวลาเลี้ยวซ้ายขวาจะมีแขนสีเหลืองยื่นออกมาจากประตูข้างตัวรถ เป็นการบอกสัญญาณเลี้ยวแทนที่จะเป็นไฟท้ายกับไฟข้างเหมือนรถคันอื่น เขาเรียกรถรุ่นนี้ว่า ฟอร์ดเทมส์ เดินไม่ได้ไกลก็ต้องรีบกลับด้วยเกรงว่าจะหลงทาง วิไลได้โจ๊กหมูใส่ไข่มาสองถุง ปาท่องโก๋ และกาแฟร้อนเผื่อพี่หวาน ชาเย็นของตัวเองก่อนกลับเข้าบ้าน

พี่หวานตื่นนอนเกือบเที่ยงในขณะที่วิไลนั่งดูทีวีขาวดำจอขนาด 14 นิ้ว อยู่ข้างล่าง แทบจำไม่ได้ในยามที่พี่หวานไม่แต่งหน้า หน้าตาดูทรุดโทรม ขอบตาคล้ำ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ปากเขียวเพราะสูบบุหรี่จัด ลมหายใจยังมีกลิ่นเหล้าและบุหรี่อยู่ วิไลอึ้งไปเล็กน้อยยามเห็นหน้าพี่หวาน

"เหมือนผีใช่ไหม" พี่หวานทักแต่ก็หัวเราะ "นอนดึกก็อย่างนี้แหละ ต่อให้ตื่นสายแค่ไหนก็ไม่รู้สึกสดชื่น ไม่เหมือนนอนหัวค่ำตื่นเช้าอย่างสมัยก่อน วันนี้จะทำอะไรเล่าเราน่ะ พี่ว่าเลิกคิดถึงไอ้ก่ออะไรนั่นเสียทีเถอะ อยู่นี่สักสองสามวันเดี๋ยวพี่พาเที่ยวแถวๆ นี้ แล้วค่อยกลับบ้านไป อย่าอยู่เลยกรุงเทพฯเนี่ย" วิไลคิดตามและแย้งในใจว่าที่พี่หวานยังอยู่ได้เลย ไอ้ความทรุดโทรมเหมือนผีของพี่หวานนี่ก็น่าจะมาจากการใช้ชีวิตของพี่หวานเอง ไม่ใช่ว่าตื่นสายหรือเช้า วิไลยังอยากเจอหน้าก่อเกียรติอีกสักครั้งเผื่อคุยกันจริงๆจังๆ ว่าเขาไม่ได้รักหล่อนจริงๆ จะได้ตัดใจแล้วกลับบ้าน แต่ยังไม่กล้าพูดอะไรกลัวพี่หวานจะว่าเอา

"ไลอุ่นโจ๊กให้กินนะ มีกาแฟด้วย ปาท่องโก๋ชืดหมดแล้วแต่ยังอร่อย" ระหว่างตระเตรียมของกินวิไลเริ่มซัก

"พี่หวานเล่าเรื่องของพี่หวานให้ฟังหน่อยซิ เรื่องคุณลุงสารวัตรปรีชาด้วย อยากรู้เขามาเป็นแฟนพี่ได้ไง แฟนตัวผอมๆของพี่ ลูกพี่อีก แล้วพี่มาเป็นพาร์ทเนอร์ได้ไง" วิไลถามยาวจนพี่หวานหัวเราะขำ

"เฮ้ย ทีละเรื่องต้องเริ่มที่ไอ้โดมตัวแสบ" พี่หวานกินโจ๊กไปเล่าเรื่องของตัวเองไป "พี่เข้ากรุงเทพฯมาพร้อมโดม มันพาพี่ไปอยู่บ้านเพื่อนหลบแม่หลบเมียมัน"

"อ้าว มีเมียแล้วหรือ" วิไลแปลกใจ

"ทางบ้านมันฐานะดีอยู่หรอกมีบ้านหลังใหญ่อยู่ดอนเมือง แม่มันมีแผงขายผลไม้ใหญ่ในตลาดขายส่งน่ะ ถึงต้องไปซื้อผลไม้ตรงจากสวนไง มันมีเมียอยู่แล้วมีลูกสาวสองคน"

"งั้นพี่ก็เป็นเมียน้อยเขาซิ เมียเขารู้ไหมว่าเขามีพี่อีกคน" วิไลแปลกใจ

"มารู้ทีหลัง พวกมันแผนสูงพอพี่คลอดลูกชาย มันก็มาเอาลูกพี่ไปบอกว่าจะเลี้ยงดูให้อย่างดี พ่อมันอยากได้หลานชายไว้สืบวงศ์ตระกูล เมียมันมีลูกอีกไม่ได้ ทีแรกพี่ก็ไม่ยอมหรอก แต่แม่โดมเขามีอิทธิพล มีลูกน้องนักเลงเยอะแยะ ข่มขู่พี่สารพัดพี่ก็ชักกลัว"

"อ้าวแล้วนายโดมล่ะเขาไม่ช่วยอะไรพี่หรือ"

"มันก็เฉยๆ กลัวแม่กลัวเมีย มารู้ทีหลังว่ามันเที่ยวยุ่งกับผู้หญิงไปทั่ว คนที่เดือดร้อนคือผู้หญิงทั้งนั้น" วิไลคิดตามก็สะท้อนใจ ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบกับความรักอยู่เรื่อยไปแบบนี้หรือ

...คุณยายวิไลนิ่งอึ้งไปเสียเฉยๆ ตายังจับจ้องไปที่ผักตบชวาที่คลุมแม่น้ำอยู่ "จะว่าไปนะผู้หญิงมักจะยอมเสียเปรียบให้กับความรักเองแหละ" รอยยิ้มคุณยายดูเย้ยหยันชีวิตแปลกๆ ว่าแล้วก็เล่าต่อ...

พี่หวานพูดต่อว่าเธอรับเงินจากแม่ของนายโดมมาก้อนหนึ่งไม่มากนัก เงินก้อนนั้นแม่นายโดมให้ไปเพื่อให้พี่หวานกลับบ้านไปซะ หรือไม่ก็ไปอยู่ที่อื่นให้พ้นหูพ้นตา และอย่ากลับมายุ่งกับโดมและลูกอีก รับรองว่าลูกชายของหล่อนจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีในฐานะทายาทของตระกูล ซึ่งพี่หวานเองก็ไม่กังขาในข้อนั้น

"อย่างน้อยพี่ก็เชื่อมั่นว่าเขาจะเลี้ยงลูกพี่ดี คนจีนน่ะต้องมีลูกชายถึงจะดี พี่ไม่คิดจะกลับบ้านขี้เกียจไปผจญกับพ่อเลี้ยง พอดีเวชเพื่อนโดมที่พี่เคยไปอยู่บ้านเขานี่ เป็นนักดนตรีเลยหางานให้พี่เป็นพาร์ทเนอร์อยู่ที่ไนต์คลับนี่แหละ ทีแรกอยู่บาร์เล็กๆแถวสุทธิสารแล้วก็ย้ายมานี่"

นั่นคือที่มาของการมีอาชีพเป็นพาร์ทเนอร์ของพี่หวาน

"แล้วพาร์ทเนอร์เขาต้องทำอะไรบ้างล่ะพี่ พี่ต้องแต่งตัวสวยแบบนี้ทุกวันหรือคะ"

...คุณยายวิไลนั่งนิ่งตายังจับจ้องไปที่แม่น้ำนครชัยศรี ที่ยังคงมีผักตบแผ่คลุมแม่น้ำอยู่จนเต็ม "ความสวยงาม รอยยิ้มแย้ม ท่าทีดูเหมือนกร้านชีวิต มันก็ฉาบฉวยอยู่อย่างนั้นแหละ ลึกลงไปแล้วชีวิตผู้หญิงกลางคืนไม่เห็นมีใครมีความสุขสักคน"...


โปรดอ่านต่อฉบับหน้า