อ่านจิตให้กระจ่างใจใน "จิตตนคร"

ตอน 24 สมุทัยยึดไตรทวารให้ทุจริต
หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

"ฝ่ายสมุทัยกับพรรคพวก เมื่อเห็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้นก็มีความตกใจ เกรงว่าตนจะสิ้นอำนาจครองใจชาวจิตตนคร เห็นว่าจำจะต้องกำจัดศีลและหิริโอตตัปปะออกไปให้พ้นทาง มิให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับนครสามี โอกาสที่จะกำจัดได้ก็คือเมื่อคู่บารมีถอยห่างออกไปจากนครสามี เพราะในโอกาสที่คู่บารมีอยู่กับนครสามี สมุทัยก็ต้องถอยห่างออกไป"

บ้านเมืองใดก็ตามหากว่าลงหลักปักฐานไว้ด้วยคุณธรรม บ้านเมืองนั้นย่อมรุ่งเรืองยั่งยืนยาวนาน ในทางกลับกัน บ้านเมืองใดก็ตามหากว่า ผู้นำหรือผู้ปกครองมิได้ครองใจชาวเมืองด้วยธรรม ไม่ช้าก็เร็วความเสื่อมถอยย่อมมาเยือนเป็นแน่แท้

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงชี้ให้เห็นว่า ยามใดที่เหล่ากิเลส ตัณหา และสมัครพรรคพวกเป็นฝ่ายมีพละกำลัง ยามนั้นฝ่ายคุณธรรมและคุณงามความดีทั้งหลาย ดังเช่น ศีล และหิริโอตตัปปะ ฯลฯ ย่อมถูกกันออกไปให้พ้นทาง ในทางตรงกันข้าม หากฝ่ายคุณธรรมเป็นฝ่ายแข็งขันด้วยเรี่ยวแรงกำลัง เวลานั้นฝ่ายกิเลส ตัณหา และพลพรรคย่อมหลบลี้หนีหาย และหากฝ่ายกิเลส ตัณหามิต้องการให้ฝ่ายคุณธรรมได้ปลูกฝังลงในจิตใจผู้คน ย่อมมองหาช่องทางเข้าขจัดขัดขวาง

"เมื่อโอกาสดังกล่าวมาถึง สมุทัยก็เข้าหานครสามี และกล่าวฟ้องว่า ศีล และหิริโอตตัปปะได้มาทำให้จิตตนครเสื่อมโทรม ทรัพยากรลดถอย ความเจริญทางด้านต่างๆชะงักงัน บ้านเมืองเงียบเหงา หมดความสุขสนุกสนาน ประชาชนชาวจิตตนครต่างหมดอิสระเสรีภาพ ต้องถูกควบคุมอยู่ทุกประตู จะทำอะไรก็ขัดข้องทั้งนั้น ทุกคนพากันอยู่เหมือนอย่างถูกจำกัดบริเวณอันคับแคบ หมดความสุขสนุกสนานไปตามกัน และพากันร้องทุกข์ขอให้เลิกใช้ศีล และหิริโอตตัปปะเสีย สมุทัยได้ชี้แจงต่อไปว่า เพราะศีลนั่นเทียวทำให้ต้องเว้นสิ่งนั้นสิ่งนี้ จึงทำให้เสียโอกาสที่จะร่ำรวย การงานหลายอย่างก็ทำไม่ได้ ทั้งการงานที่ทำอยู่แล้วหลายอย่างก็ต้องหยุดเลิก หิริโอตตัปปะก็ทำให้เป็นคนมักรังเกียจ มักกลัว ดูอะไรๆก็เป็นบาป น่ารังเกียจ น่ากลัวไปหมด"

เรื่องของการสร้างคุณงามความดี การปลูกฝังคุณธรรมนั้นย่อมสวนทางกับกิเลสตัณหา ยกตัวอย่าง หากมองในแบบที่ถือเอาความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุเป็นตัวตั้ง เอาตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆมาเป็นตัวชี้วัด ย่อมมีเป้าประสงค์ที่ต้องหาให้ได้มามากๆย่อมหวังแสวงหาผลกำไรส่วนต่างให้มากที่สุด ย่อมกระตุกกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อให้เกิดความเจริญที่วัดค่าออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจให้ได้สูงๆ

ในขณะที่คุณธรรมด้านต่างๆที่เน้นถึงเรื่องการประหยัด อดออม การบริจาค การเสียสละ ผู้ที่เหนือกว่าควรมีน้ำใจช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า เป็นต้น สิ่งเหล่านี้กลับถูกละเลยมองข้ามไป ถูกกลบกลืนหายไปในกระแสบริโภคนิยม ที่กล่าวเช่นนี้ มิใช่ไม่ให้มุ่งแสวงกำไรเพราะในการค้าการขายหรือในกิจการใดๆก็ตาม ผู้ค้าผู้ขายย่อมเล็งถึงผลกำไรเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ควรเฉลี่ยผลกำไรอย่างสมเหตุสมผลด้วยกันทุกฝ่าย ทั้งผู้ร่วมงาน คู่ค้า ผู้บริโภค สังคมรอบด้านและประเทศชาติด้วย เปิดโอกาสให้ผู้อื่นกลุ่มอื่นๆได้ยืนอยู่ได้ด้วย

"นครสามีเมื่ออยู่กับสมุทัย ฟังคำของสมุทัย ก็ชักเอนเอียงไปตามสมุทัย ใจหนึ่งคิดจะสั่งพักหน้าที่ศีล และหิริโอตตัปปะเสียทั้งหมด อีกใจหนึ่งก็ยังเกรงใจคู่บารมีผู้แนะนำ ครั้นสมุทัยเห็นนครสามีเกิดความลังเล รู้ว่าชักจะเอนเอียงมาทางฝ่ายตนแล้ว จึงเพิ่มเติมอารมณ์แก่นครสามีให้มากขึ้น ปรากฏเหมือนอย่างภาพยนตร์ชักชวนให้ยินดีพอใจอยากได้ในอารมณ์บางอย่าง ให้ขัดใจไม่ชอบใจในอารมณ์บางอย่าง ให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลในอารมณ์บางอย่าง ซึ่งหัวโจกทั้ง 3 คือ โลโภ โทโส โมโห ได้โอกาสก็เข้าแทรกผสม"

เจ้าเมืองที่ดีย่อมมีจิตใจหนักแน่น ไม่โอนเอนอ่อนไหวไปตามอำนาจเงินตราและผลประโยชน์ การชักจูงหว่านล้อม เอาอกเอาใจ ไปจนถึงปั้นน้ำเป็นตัวฯ หากเป็นเช่นนั้นเจ้าเมืองหรือผู้ปกครองแห่งนครนั้นๆ ย่อมไม่อาจรักษาความเที่ยงธรรมไว้ได้ ผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องมีจิตใจที่มั่นคง มีสติ ไม่หวั่นไหวโยกโคลงไปตามบรรยากาศแวดล้อม สิ่งต่างๆที่เข้ามาล่อตาล่อใจ ซึ่งอาจเกิดจากอำนาจชักจูงของโลโภ โทโส และโมโห ทั้งที่พึงรับรู้ได้ หรือที่อาจแฝงเร้นอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งในจิตตนครของเรานั่นเอง ทั้งนี้สิ่งที่ได้มาอาจเป็นเพียงประโยชน์ในระยะสั้นๆแต่อาจกลับกลายเป็นโทษในระยะยาว ไม่ใช่ประโยชน์ที่ยั่งยืน ดังนั้น จึงพึงพิจารณาอย่างรอบด้าน แล้วดำเนินการอย่างเหมาะสม

"สมุทัยได้โปรยอารมณ์ให้ฟุ้งเป็นอย่างพายุฝุ่นไปตลบทั้งเมือง ชาวจิตตนครก็พากันติดอารมณ์เพราะพากันได้เห็นได้ยินเป็นเรื่องเป็นราวอย่างภาพยนตร์ หัวโจกทั้ง 3 ก็เข้าแทรกผสมทั้งเมือง มิใช่แต่เท่านี้ แม้ตัณหา 108 กิเลส 1,500 ก็พากันได้โอกาสตื่นตัวเข้าแทรกผสม วุ่นวายไป ถึงตอนนี้ ศีล และหิริโอตตัปปะก็ถูกสั่งพักหน้าที่ สมุทัยกับพรรคพวกก็เข้ายึดไตรทวารของจิตตนครส่งลูกมือ คือกายทุจริตให้ดำเนินการทางกายทวาร ส่งวจีทุจริตให้ดำเนินการทางวจีทวาร ส่งมโนทุจริตให้ดำเนินการทางมโนทวาร จิตตนครจึงเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆเช่นเดียวกัน หรือน่าจะยิ่งกว่าในบ้านเมือง ที่เรียกว่าเจริญๆในโลกปัจจุบัน สุรา พาชี นารี บุรุษ กีฬาบัตร มีทั่วไป ผู้คนร่ำรวยเร็ว ยากจนเร็ว เพราะไม่ต้องคอยงดเว้นอะไร สุดแต่อารมณ์พาไป และสุดแต่โอกาสอำนวย ศีล และหิริโอตตัปปะกลายเป็นสิ่งที่หายาก ถ้าใครจะพูดถึงก็ไม่เป็นที่สนใจ หรือเป็นที่หัวเราะเยาะ หรือซ้ำร้ายถูกหมิ่นแคลน สมุทัยจึงกลับมีอำนาจครองใจชาวจิตตนครได้อีก โดยใช้อารมณ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการผูกคล้องใจคน เป็นเหตุให้ศีล และหิริโอตตัปปะ ต้องหลีกถอยไปไกล"

ความเจริญก้าวหน้าของสังคม ย่อมไม่ใช่มาจากมิติทางเศรษฐกิจและตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัด สังคมที่เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนย่อมมาจากรากฐานคุณธรรม จริยธรรม ที่ที่ถูกปลูกฝังไว้อย่างดี สิ่งที่เติบโตต่อยอดมาจึงสามารถงอกงามผลิดอกออกผลที่งดงามได้

ยกตัวอย่างดังเช่นในบ้านเมืองของเรา มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ทำต่อเนื่องกันมาแล้วไม่น้อย นับถึงฉบับที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือฉบับที่ 11 ฉบับ เหตุไฉนไม่ว่าเศรษฐกิจหรือสังคมของบ้านเมืองเรากลับลุ่มๆดอนๆบางครั้งบางคราวทำท่าจะพังพาบ ต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ก็หลายครั้งหลายหน

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าหากสังคมเต็มไปด้วยผู้คนที่ตั้งใจโกง ขยันเลว เก่งกอบโกย หมั่นหว่านพวกพ้อง แล้วสังคมเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร ดังนั้น ถึงแม้ว่าตัวเลขที่ออกมาจะสวยหรูสักแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีคุณธรรมจริยธรรมกำกับเสียแล้ว ในไม่ช้าก็ย่อมล่มสลาย แต่ก็น่าแปลกใจอยู่ครามครันว่า ที่ผ่านมาเราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

และหากลองมานึกๆดูกันบ้างว่าจะเป็นอย่างไร หากว่าบ้านเมืองของเราจะมีแผนพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 มาชูเป็นนโยบายหลักของชาติ ก็ไม่แน่ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำกันแบบเต็มกำลังเต็มรูปแบบ ถึงเวลานั้น เศรษฐกิจของประเทศเราอาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือโดยที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ นักการตลาดทั้งหลายไม่ต้องเหนื่อยยากอย่างทุกวันนี้ก็เป็นได้

ในยุคที่บ้านเมืองกำลังเดินหน้าเข้าสู่การปฏิรูปอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราต้องเร่งปฏิรูปก็คือ ปฏิรูปค่านิยมที่ควรส่งเสริม ร่วมกันสร้างค่านิยมใหม่ที่ดีงามให้กับสังคม หันมาใส่ใจในระบบสมดุลนิเวศ ทำการค้าอย่างมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม เห็นคุณค่าของพหุวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นต้น เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ โดยประชาชนทุกกลุ่มทุกชุมชนต้องย่างก้าวไปด้วยกัน พัฒนาไปพร้อมกัน

ขอยกตัวอย่างที่เห็นดาษดื่น เรื่องค่านิยมในการสร้างความร่ำรวยมั่งคั่ง ซึ่งก็แน่นอนในยุคนี้ผู้คนต่างก็มุ่งแสวงหาความร่ำรวยและความสำเร็จกันทั้งนั้น แต่เงินทองและความร่ำรวยมั่งคั่งที่มาจากฉ้อโกงเอาเปรียบ ลาภยศที่มาจากฉ้อฉลทุจริต ควรนับเป็นความสำเร็จด้วยหรือ

เมื่อผู้คนไม่น้อยเชื่อตามๆกันว่า "เอ็งโกงไม่ว่า ขอข้าเอี่ยวด้วย" ดังนั้น เราจึงได้เห็นว่า ที่ผ่านมาในหลายกรณีสังคมเรามีแต่ตัวเลขปลอมๆเต็มไปหมด มีตั้งแต่ตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจปลอมๆงบประมาณเบิกจ่ายปลอมๆ ผู้ถือครองหุ้นตัวปลอม ไปจนถึงบัญชีรายรับ รายจ่ายปลอมๆ เพื่อเลี่ยงภาษีที่แพร่ระบาดไปทั่ว แน่นอนว่าผลพวงจากความเชื่อชุดนี้ยังตามหลอกหลอนและยังคงส่งผลกระทบต่อสังคมเราให้กระเพื่อมต่อเนื่องไปอีก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่คนในสังคมเราจะตระหนักว่า การอยู่กับสิ่งจอมปลอมนั้นนอกจากไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้ว ในทางตรงกันข้ามยังฉุดดึงตัวเราและสังคมให้ตกต่ำลงอีกด้วย

ดังนั้น เราต้องหันหน้ามาสร้างค่านิยมใหม่ให้ทันกับสภาพสังคม สภาพสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป บ้านเมืองของเราเปลี่ยนจากสังคมที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ เต็มไปด้วยความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจ กลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขัน ละโมบโลภมาก ฉาบทาด้วยความทุจริตฉ้อฉล สิ่งแวดล้อมที่เคยอุดมสมบูรณ์ กลับลดปริมาณลงอย่างฮวบฮาบ มีร่อยหรอจนเหลือเชื่อ ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนเป็นอันมาก

ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เห็นเด่นชัดมากขึ้นทุกที ดังเช่น โลกร้อน ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้สิ่งแวดล้อมแปรปรวน ยังส่งผลถึงจิตใจของผู้คนอีกด้วย เมื่อโลกร้อนขึ้น ทำให้อารมณ์ผู้คนร้อนรนง่ายขึ้น แปรปรวนง่ายขึ้น น้ำจิตน้ำใจที่เคยมีก็เหือดหายกลายเป็นแล้งน้ำใจ ปัญหาก็วนกลับไปกลับมาจากน้ำท่วมใหญ่แปรเปลี่ยนมาเป็นภัยแล้ง แล้วภาพเดิมๆที่ผู้คนออกมาแย่งชิงกันเอากระสอบทรายกั้นน้ำก็ย้อนกลับมาอีก เพียงแต่หนนี้เปลี่ยนจากกั้นน้ำไม่ให้ทะลักเข้ามาท่วมที่อยู่อาศัย กลายเป็นกั้นน้ำให้เปลี่ยนเส้นทางไหลเข้ามาสู่พื้นที่ตัวเอง เนื่องจากขาดแคลนน้ำ

ถ้าเรายังไม่รู้สึกตัว ยังคงบริโภคอย่างขาดความรับผิดชอบ ไม่คำนึงที่มาของสินค้าที่จับจ่ายใช้สอยหรือสิ่งที่กินดื่มเสพใช้ ว่ามาจากการทำร้ายโลกหรือไม่ มาจากวิถีที่มุ่งตักตวงเอาผลประโยชน์อย่างผิดๆ ละเมิดสมดุลสิ่งแวดล้อม สร้างความบอบช้ำให้กับธรรมชาติจนยากจะเยียวยาฟื้นฟู

แล้วเราก็คงต้องย่ำอยู่กับปัญหาเดิมๆที่จะวนกลับมาใหม่ร่ำไป หากเราไม่ปฏิรูปคุณธรรม จริยธรรมในใจเรา หากเราไม่ตระหนักว่าความเจริญทางด้านเศรษฐกิจนั้นจะสะท้อนถึงความเจริญก้าวหน้าที่แท้จริงก็หาไม่ ความเจริญก้าวหน้าที่แท้จริงย่อมมาจากความเจริญที่มีคุณธรรม จริยธรรมกำกับอยู่ในตัว เพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าที่ยั่งยืนและสง่างาม

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะอยู่กับความเป็นจริง ยึดถือความเป็นจริงเป็นตัวตั้ง น้อมนำเอาหลักศาสนาที่สังคมเรามีเป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้วนำมาช่วยฟื้นฟูสังคมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข อาทิ ศีล สมาธิ ปัญญา พรหมวิหาร 4 ที่ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นต้น เมื่อไหร่ที่เราสามารถแยกแยะดีชั่วถูกผิดได้อย่างชัดเจน เดินหน้าปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ผิดให้เป็นถูก ลงมือทำอย่างจริงจัง เมื่อนั้นจิตตนครของเราย่อมไกลห่างจากความทุจริต ย่อมอยู่กับความเจริญที่ยั่งยืนนาน อยู่กับความสำเร็จที่มาจากความภาคภูมิใจอย่างแท้จริง ทั้งนี้ผลที่เกิดขึ้นนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการประพฤติตัวปฏิบัติตนของเราแต่ละคนนั่นเอง ดังที่ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงเน้นย้ำไว้ในช่วงท้ายของตอนนี้ว่า

"ความจริงก็เป็นเช่นนั้น ในใจของบุคคลทุกคน เมื่อมีความชั่วครองอยู่ ความดีก็จะไม่มี หรือเมื่อมีความดีครองอยู่ ความชั่วก็จะไม่มี การบริหารจิต คือการพยายามจะทำให้ใจมีความดีครอง ให้ความชั่วไม่มี ทั้งนี้ ผลย่อมเป็นไปตามควรแก่การปฏิบัติของแต่ละคน"


(ขอขอบคุณ ภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า