60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

เว้ ราชธานีเก่าเวียดนาม

ในปี 2559 ไทยกับเวียดนามจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 40 ปี แต่ย้อนหลังไป ประวัติศาสตร์ระหว่าง2ประเทศมีมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อองเชียงสือหนีร้อนมาพึ่งเย็นบนแผ่นดินสยาม และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ได้พระราชทานความช่วยเหลือ

เว้ เป็นเมืองหลวงเก่าของเวียดนาม ในสมัยที่ยังปกครองด้วยกษัตริย์ราชวงศ์เหงวียน ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ ริมฝั่งซงเฮืองหรือแม่น้ำหอม ราชวงศ์เหงวียนเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง สถาปนาขึ้นโดยจักรพรรดิยาลอง เมื่อ พ.ศ.2345 โดยมีเว้ เป็นศูนย์กลางในการบริหารประเทศ ความรุ่งเรืองของยุคสมัยสะท้อนผ่านพระราชวัง สุสาน วัด และเจดีย์ ที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง มีบางห้วงเวลาที่ถูกบดบังความงามจากการถูกฝรั่งเศสครอบงำ ตามด้วยการเข้ายึดครองของญี่ปุ่น และการสละราชบัลลังก์ของจักรพรรดิเบาได๋ กษัตริย์องค์สุดท้ายในพ.ศ.2488 เมื่อโฮจิมินห์ประกาศจัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นที่ฮานอย ทางตอนเหนือของเวียดนาม เว้ จึงสิ้นสุดฐานะของการเป็นเมืองหลวงนับจากนั้น

ในช่วงสงครามเวียดนาม ตัวเมืองเว้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนามใต้ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โบราณสถานหลายแห่งถูกกระสุนปืน และระเบิดถล่ม ยังมีร่องรอยปรากฏ แต่เว้ก็ยังเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังคงรักษาการดำเนินชีวิต และวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลง จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ด้วยความโดดเด่นของอาคารสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาทางด้านศิลปวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนเว้ ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536 มีรับสั่งว่า เมืองเว้ เคยเป็นราชธานีของอาณาจักรเวียดนาม มาตั้งแต่ ค.ศ.1802-1945 แต่ก่อนนั้นความสำคัญของที่นี่ คือ เป็นศูนย์อำนาจของตระกูลเหงวียน มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ประมาณ

ค.ศ.1775 ตระกูลตรินช์แย่งอำนาจมาได้ ต่อมาเกิดกบฏไต้เซิน เหงวียนอันห์ หรือที่คนไทยรู้จักในนาม องเชียงสือหนีมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณช่วยเหลือในการพักพิง ต่อมาองเชียงสือได้ฝรั่งเศสช่วยปราบกบฏให้เรียบร้อย จึงตั้งตนเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าเวียดนามยาลอง สร้างเมืองเว้ มีอาคารป้อมค่ายตามแบบฝรั่งเศส กษัตริย์เวียดนามในราชวงศ์เหงวียน นครองราชย์สืบต่อกันมาอีกหลายองค์ จนเวียดนามตกเป็นของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้เผาทำลายพระราชวังไปบางส่วน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯไปทอดพระเนตรพระราชวังหลวงของเมืองเว้ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างบูรณะ แต่ก็ทรงมีโอกาสได้เยี่ยมชมพลับพลาสูง ซึ่งภายในเป็นท้องพระโรง มีโรงละครหลวง ที่ประทับของจักรพรรดิและพระมเหสี มีหอพระสมุดที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิมินหม่าง สมัยก่อนเป็นสถานที่จักรพรรดิแต่งบทกวี ตัวอาคารมองจากภายนอกประดับด้วยกระเบื้องเป็นรูปนกฟ่งหรือหงส์ มีสวนและเขามอ ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ซึ่งอยู่ในอาคารเก่าๆ เก็บของใช้ในวัง ได้แก่ เครื่องถ้วย เครื่องถมปัด รูปเขียนบนกระจก บทกวี มีเกี้ยวใช้คนถึง 16 คนหาม เตียง เครื่องทรง ฉลองพระองค์จักรพรรดมินหม่างและพระมเหสี เป็นต้น

จากนั้น เสด็จฯไปทอดพระเนตรวัดเทียนมู่ อยู่ใกล้แม่น้ำเฮือง หรือลำน้ำหอม ซึ่งในคืนเดือนเพ็ญ มักจะมีการล่องเรือฟังเพลงพื้นเมือง เป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านกลางเมืองเว้ เป็นประหนึ่งเส้นแบ่งเขตเมือง ด้วยทางฝั่งเหนือของแม่น้ำ คือ ที่ตั้งของพระราชวัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของย่านประวัติศาสตร์ ป้อมปราการ โบราณสถาน และวัดสำคัญ ส่วนทางฝั่งใต้ของแม่น้ำ จะเป็นเขตเมืองใหม่ มีย่านธุรกิจ และที่พักอาศัย ทรงรับสั่งถามว่า ทำไมถึงเรียกแม่น้ำสายนี้ว่า เฮือง หรือแม่น้ำหอม เขาบอกว่า ต้นแม่น้ำมีต้นไม้ดอกหอมตกลงมาในน้ำ น้ำใสสะอาดตลอดทั้งปี วัดเทียนมู่ เป็นหนึ่งในวัดพุทธนิกายเซน ที่หลงเหลืออยู่น้อยมากในเวียดนาม เนื่องมาจากการล่มสลายของพุทธศาสนา ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาริมแม่น้ำหอม จุดเด่นอยู่ที่เจดีย์แปดเหลี่ยม สร้างลดหลั่นกันเจ็ดชั้น แต่ละชั้นแทนภพชาติต่างๆของพระพุทธเจ้า มีรถออสตินจอดอยู่คันหนึ่ง ได้ความว่าเป็นรถของพระที่เดินทางเข้าไปในไซง่อน ค.ศ.1963 เพื่อเผาตัวตายประท้วงรัฐบาลโงดินเดียม ซึ่งขัดขวางการฉลองวันวิสาขบูชา ด้านหลังวัด มีสวนครัว ลูกผัก และไม้ผลอีกด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่าระหว่างเดินดูวัด เด็กวิ่งตามกันเกรียว สนุกดี

ในตอนเย็น ประธานคณะกรรมการจังหวัดเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแบบเวียดนามแท้ ซึ่งเมืองเว้ มีอาหารถึง 3,000 ชนิด เสวยอาหารเวียดนามมากมาย อาทิ ขนมเบื้องญวนขนานแท้ดั้งเดิม ใส่กล้วยดิบ ถั่วงอก ผัก ราดน้ำจิ้มเผ็ดๆ ใส่ มีการจัดแสดงถวาย อาทิ รำดาบแบบงิ้ว เพลงพื้นเมืองของเว้ ดีดพิณ ระบำเจ้าหญิงเจ้าชาย แต่ที่โปรดมาก คือ การแสดงรำโคมดอกบัว มีพระดำริว่าเป็นญวนรำโคมขนานแท้ ทรงทราบมาว่าองเชียงสือก็เคยนำญวณรำโคมถวาย

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536 เสด็จฯไปทอดพระเนตรสุสานจักรพรรดิราชวงศ์เหงวียน ซึ่งตั้งอยู่เรียงรายตามฝั่งแม่น้ำเฮือง คนเวียดนามโบราณเชื่อว่าชีวิตหลังความตายมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การสร้างสุสานต้องสร้างให้ดีและถูกต้อง ดีกว่าที่อยู่อาศัยในขณะมีชีวิตอยู่เสียอีก ดังคำกล่าวว่า "ยามมีชีวิตอยู่ เราเป็นเพียงแขกผู้มาเยือน ยามสิ้นลมหายใจแล้ว จึงได้เป็นเจ้าของบ้าน" เมื่อองค์จักรพรรดิขึ้นครองราชย์ จึงมีพระราชภารกิจสำคัญในการสร้างสุสานด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นที่พักอันนิรันดร์ในภพหน้า บนเนินเขาริมสองฝั่งแม่น้ำเฮืองทางตอนใต้ของเมืองเว้ จึงเรียงรายด้วยสุสานจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหงวียน รูปแบบของสุสานจักรพรรดิในราชวงศ์เหงวียน จะทำตามแบบอย่างสุสานของจักรพรรดิจีน คือต้องสร้างในพื้นที่กว้างใหญ่ อาคารต้องมีรูปแบบที่สอดคล้องกับภูมิประเทศ แสดงความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ต้องใช้เซียนผู้มีความรู้ออกแบบเนินเขา ลำธาร สระน้ำ น้ำตก สวน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีรับสั่งว่า ทรงรู้สึกเสียดายที่สุสานจักรพรรดิราชวงศ์เหงวียนถูกทำลายไปมากแล้ว ทอดพระเนตรสุสานจักรพรรดิมินหม่าง เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ของจักรพรรดิยาลอง ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ของราชวงศ์เหงวียน ทรงพระปรีชาด้านการปกครอง ปฏิรูปบ้านเมืองทั้งด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม สาธารณูปโภค และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ แต่พระองค์ต่อต้านศาสนาคริสต์และปกครองประเทศอย่างเข้มงวด ทำให้เกิดการต่อต้านที่ไซ่ง่อน สุสานแห่งนี้สร้างตามขนบธรรมเนียมแบบเวียดนามแท้ โดดเด่นที่การผสานความงามของธรรมชาติเข้ากับสถาปัตยกรรม มีพระวินิจฉัยว่า สุสานจักรพรรดิที่ทอดพระเนตรจะมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน คือ มีศาลาจารึก จารึกพระราชประวัติ พระเกียรติคุณของจักรพรรดิ มีวิหารเป็นที่วางพระป้าย มีที่เก็บของที่จักรพรรดิเคยใช้ ที่บรรจุพระศพ ซึ่งส่วนมากจะลึกลับซับซ้อนหาพระบรมศพไม่เจอ ลานปูอิฐ มักจะมีช้าง ม้า ขุนนางฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น และสระเลี้ยงปลา ล้อมด้วยต้นสน สำหรับสุสานจักรพรรดิมินหม่าง มีบทกวีอยู่ตามศาลาและประตู เป็นบทกวีที่ทรงพระราชนิพนธ์เองอีกด้วย สุสานแห่งนี้ใช้เวลาสร้างไม่กี่ปี แต่ใช้เวลาถึง14ปี ในการเลือกสถานที่

นอกจากนี้ยังมีสุสานจักรพรรดิไคดินห์ พระราชบิดาของจักรพรรดิเบาได๋ ซึ่งโดดเด่นด้วยการผสานศิลปกรรมตะวันตกแบบฝรั่งเศสกับศิลปะเวียดนาม ที่รับอิทธิพลจากจีน จนกลายเป็นศิลปะแบบผสมผสานที่แตกต่างออกไปจากประเพณีนิยม บนเพดานสุสาน เป็นจิตรกรรมเขียนด้วยเท้า ชื่อ มังกรในม่านเมฆ พระองค์เป็นจักรพรรดิเวียดนามพระองค์แรกที่เสด็จฝรั่งเศส จึงพยายามพัฒนาประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก จนถึงขั้นทรงเลิกระบบสอบข้าราชการแบบจีน และเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายที่มีสุสาน นอกจากนี้ยังมีสุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก โอรสองค์เล็กของจักรพรรดิเทียวตรี โอรสจักรพรรดิมินหม่าง เป็นสุสานที่ต่างจากสุสานของจักรพรรดิอื่นๆ เพราะสร้างเหมือนอุทยานสวรรค์ ร่มรื่นด้วยแมกไม้ สายน้ำ สระบัว และงานศิลปะสถาปัตยกรรมที่งดงามลงตัว เลือกใช้กระเบื้องปูหลังคาสีอ่อนหวานแทนสีฉูดฉาดตามแบบสถาปัตยกรรมจีน จนกลายเป็นแบบเฉพาะของงานศิลปะแบบเว้ ทรงใช้สุสานแห่งนี้เป็นสถานที่แปรพระราชฐานพักผ่อนพระราชอิริยาบถ และทรงเป็นกวี มักเสด็จมาเขียนบทกวี และตกปลาเสมอ

รัฐบาลเวียดนามบูรณะสุสานจักรพรรดิ โดยได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่นบริจาคผ่านยูเนสโก

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยสุสานจักรพรรดิเวียดนาม ใช้เวลาตลอดทั้งวันในการทอดพระเนตร จนรับสั่งว่า ทรงเพลียเต็มที และชักจะฟังไม่รู้เรื่องแล้ว


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สิ้นสุดการเสด็จพระดำเนินไปเยือนเว้ และเสด็จฯต่อไปยังดานัง เพื่อทรงประทับเครื่องบินเสด็จฯต่อไปยังโฮจิมินห์ซิตี้ ทิ้งเมืองเว้ เมืองโบราณไร้กาลเวลาแห่งนี้ไว้เป็นความทรงจำ