หนังตะลุงสุชาติ...

มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น
เรียนรู้เรื่องราว

โหน่งเหน่ง...โหน่งเหน่ง...โหน่งเหน่ง!!! เสียงเสนาะจากเครื่องดนตรีพื้นบ้าน อย่างโหม่ง ฉิ่ง กลองทับ กลองตุ๊ก ปี่ชวา หรือกรับ บรรเลงเป็นท่วงทำนองที่ครึกครื้น ซึ่งมาผสานกับการแสดงเชิดหนังตะลุง ภายในบ้านหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน

ผมก้าวตามไป ราวกับสุ้มเสียง มีมนตร์สะกด

แล้วก็ทรุดตัว ตรงที่นั่งหลังสุด ชมการแสดง

การแสดงเชิดหนังตะลุง ได้สร้างเสียงหัวเราะแก่ผู้ชมมิได้ขาด แม้แต่หัวหน้าประชาสัมพันธ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เสาวลักษณ์ แหละบัง ที่เห็นกำลังนั่งอยู่ข้างกับ จิระนันท์ ประเสริฐกุล ประธานกลุ่ม สห+ภาพ ต่างก็พากันหัวร่อต่อกระซิก

โรงเชิดหนังตะลุง เป็นอาคารกึ่งไม้กึ่งปูนเปิดโลง จุคนดูได้ประมาณ 30 ที่นั่ง เปิดให้ชมการแสดงเป็นรอบๆ ก็มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับจักรๆวงศ์ๆ ที่มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาร่วมในการแสดง อาทิ โทรศัพท์มือถือ มอเตอร์ไซค์ เครื่องบิน ซึ่งนอกจากจะแลดูกลมกลืนอย่างดีแล้ว ก็ยังได้สร้างในความครื้นเครง

การแสดงเริ่มต้นด้วยการโหมโรง จากนั้นปรากฏตัวแสดงตัวแรก คือ รูปฤาษี ได้มาทำการร่ายเวทมนตร์คาถา ส่วนตัวแสดงตัวที่สอง คือ รูปพระอิศวร เพื่อเป็นการระลึกถึงเทพในศาสนาฮินดู ต่อมาเป็นหนังปลายหน้าบท คือ รูปไหว้ครู เพื่อทำความเคารพต่อครูบาอาจารย์ และตัวหนังตัวที่สี่ ถือเป็นตัวแทนนายหนัง ที่ออกมาบอกเรื่องการแสดง

การแสดงจบ แต่คนดูไม่จบ ก็ยังคุยฟุ้งกันต่อ

พร้อมกับหัวเราะเฮฮา กับมุกขบขันเมื่อสักครู่

จากนั้นสืบเท้าไปเยี่ยมเยือน สุชาติ ทรัพย์สิน นายหนังผู้ที่มีชื่อเสียง และเมื่อ พ.ศ.2539 ยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดงพื้นบ้าน

แม้ว่า...เมื่อ 2 กรกฎาคม 2558 จะมีอายุครบ 77 ปีเต็ม (พ.ศ.2481) ทั้งรุมเร้าด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แต่ยังมีรอยยิ้มที่สดใส เจือบนใบหน้าอยู่เสมอ

นายหนังสุชาติ ทรัพย์สิน สามารถเขียนรูป และแกะตัวหนังตะลุงได้ตามแบบโบราณ และแบบที่ประยุกต์ อีกทั้งยังเขียนบทกาพย์ กลอน และบทหนังตะลุงได้ด้วย ที่สำคัญตัวนายหนังสุชาติและครอบครัว ยังได้ช่วยกันก่อตั้งขึ้นเป็น พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง หรือบ้านหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน เมื่อ พ.ศ.2530 ดั่งที่ได้เคยเปรยแกมติดตลกให้แก่คนทั่วๆไปฟังว่า "พูดถึง 'พิพิธภัณฑ์' ผมไม่รู้จัก ไม่เข้าใจเลยว่า พิพิธภัณฑ์คืออะไร ผมเก็บของเก่า เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวผมเอง ที่จะแกะภาพหนัง และที่ผมชอบมาก คือเครื่องมือเหล็ก มีดจักตอก ไปเห็นที่ไหนสวยหรือชอบก็ซื้อมา...จนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านตรัสว่า "ขอบใจนะ ที่รักษาของเก่าไว้ให้ และอย่าหวงวิชา ขอให้ถ่ายทอดให้ลูกหลาน ก็เลยตัดสินใจสร้างพิพิธภัณฑ์"

ตามปกติธรรมดา ช่วงสุขภาพยังดีอยู่ มีการร้องกาพย์ กลอน พร้อมกับสาธิตเชิดหนังตะลุง เพื่อสร้างความประทับใจ ให้แก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย

สุขภาพเปลี่ยนไป แต่คุณความดี ไม่เปลี่ยน

ยังสืบสาน คุณความดี จากรุ่นสู่รุ่น มิให้สูญ

แล้วก็มาเยื้องกายสู่อาคารขนาดใหญ่สองชั้น ภายในมีการจัดแสดงตัวหนังตะลุง โดยมีทั้งเทวดา ยักษ์ เจ้าเมือง หรือตัวพระ-ตัวนาง กระทั่งรวมถึง "ตัวเอียด" เป็นตัวหนังตะลุงตลกหญิง อีกทั้งมีตัวหนังตลก อายุราว 50-100 ปี อย่างนุ้ย เท่ง แก้ว ทอง พร้อมกับมีตัวหนังจากแหล่งต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ของแต่ละยุคแต่ละสมัย

โดยในสมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน บังเกิดการเล่นเงาในราชสำนัก ด้วยฮ่องเต้พระองค์หนึ่ง ได้สูญเสียฮองเฮาไป จึงเสวยไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นเวลาหลายเดือน มีขุนนางผู้หนึ่งหาวิธีแก้ไข ด้วยการนำหนังวัวมาแกะเป็นรูปฮองเฮา แล้วก็ใช้แสงเทียน ให้เงาไปทาบที่ม่านบรรทม ทำให้ฮ่องเต้พอพระทัย และให้มีการเล่นเงาในพิธีสำคัญเป็นประจำ

ส่วนการเล่นเงาในอียิปต์ ครั้งแรกฟาโรห์ฉลองชัยชนะ ในการทำศึกสงคราม โดยใช้คนเชิดภาพเต้นรอบกองไฟ ภายหลังเปลี่ยนมาใช้จอผ้าขาว ปัจจุบันใช้กระดาษแข็งแทนเปลือกไม้ เชื่อว่าหนังสัตว์มาทำภาพ...จะเป็นบาป และไม่ได้ระบายสี

ขณะที่ทางประเทศตุรกี เล่นเงาเพื่อการเทิดทูนอาณาจักรอ๊อตโตมัน ภายหลังก็กลายเป็นมหรสพ วิธีการแสดงคล้ายกับทางอียิปต์ เพียงแต่นำหนังอูฐมาทำภาพ เพื่อการเล่นบูชาสิ่งที่เคารพ เป็นเรื่องเกี่ยวกับโจรสลัด ถึงตอนนี้ยังมีการแสดงอยู่

ทางด้านอินเดีย เล่นเงาครั้งแรก ด้วยพราหมณ์ฮินดู เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า โดยใช้หนังแพะทำภาพอย่างเดียว เพราะเชื่อว่า...วัว-ควาย เป็นพาหนะของพระเจ้า โดยตัวหนังมีขนาดโตเท่าๆกับคนจริง และยังได้เคลื่อนไหวเหมือนกับคนจริงๆด้วย

และในการเล่นเงาของไทย หรือเรียกกันว่า หนังตะลุง ก็น่าจะแสดงในสมัยศรีวิชัย ในขณะนั้นมีความเจริญอย่างมาก มีต่างชาติหลายประเทศ เข้ามาทำการค้าขาย และยังนำลัทธิต่างๆเข้ามาด้วย อย่างอินเดียนำพุทธศาสนา เครื่องบูชาเทพเจ้า ตามลัทธิพราหมณ์ฮินดู โดยหนังตะลุงก็ได้เข้ามาในช่วงนี้ เพื่อการแสดงบูชาต่อพระผู้เป็นเจ้า

บ้านหนังตะลุง สุชาติ ทรัพย์สิน ได้จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่ง ออกมาจากบ้านพัก สำหรับไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากประมาณ พ.ศ.2528-2529 นายหนังสุชาติไปเล่นหนังตะลุงในวัง พร้อมกับนำหนังตะลุงถวายในหลวง และนั่นเป็นแรงบันดาลใจครั้งสำคัญยิ่ง ของการก่อตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์หนังตะลุง เพียงแต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนัก ต่อเมื่อบุตรชายคนโตกลับคืนสู่บ้าน จึงจัดทำพิพิธภัณฑ์ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น และมาแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2536 ต่อมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. มอบรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Thailand Tourism Awards) ปี 2539 และให้รางวัลยอดเยี่ยมแหล่งการเรียนรู้และนันทนาการ ในปี 2552

และก็มาปิดท้าย "เรียนรู้เรื่องราว" ด้วยการชมทำหนังตะลุง จึงเริ่มต้นการถามไถ่กับหนุ่มใต้หน้าเข้ม ที่กำลังขะมักเขม้น แกะลายด้วยตุ๊กตู่

หนัง...เป็นวัสดุที่สำคัญของภาพตะลุง สมัยก่อนหนังวัวแช่โคลนไว้ 15 วัน นำขึ้นมาขูดแต่งผิวให้เรียบทั้งสองด้าน แล้วไปแช่น้ำผสมขี้เถ้าอีกครั้ง เอาออกมาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นผึ่งลมให้แห้งพอหมาดๆ และค่อยๆนำไปตึงไว้กับกรอบไม้

ยังมีวิธีทำหนังอย่างอื่น อย่างเช่น การฟอกหนังด้วยส้ม มะเฟือง หัวข่า หรือใบสอบ โดยตำผสมน้ำแช่หนัง 3-5 วัน หลังล้างทำความสะอาด นำไปขึงตากลมไว้กับกรอบไม้ หรือฟอกหนังด้วยสับปะรด ด้วยการสับทั้งหมดผสมกับน้ำ แช่หนังเอาไว้ประมาณ 1-3 วัน แล้วตึงไว้กับกรอบไม้ตากลม และวิธีการฟอกหนังสุดท้าย แช่ในกรดอาซิติคราวๆ 24 ชั่วโมง ตามด้วยตัดแต่งขนออกไป และนำขึงตากลมกับกรอบไม้ ก็จะได้หนังที่แห้งสนิทดี

คนโบราณสร้างหนังตะลุงตัวเจ้า 3 ตัว คือ รูปพระฤาษี...จะใช้หนังเสือ ส่วนรูปพระอิศวร...ใช้หนังโคตายพราย คือ ตายอยู่ในท้องหรือถูกฟ้าผ่า และรูปตัวตลก...จะใช้หนังหมี โดยผู้ที่ทำหนังตะลุง มักถือศีลแปด นุ่งขาวห่มขาว ก่อนลงมือทำ

ต่อเมื่อได้หนังคุณภาพที่ดีแล้ว ก็ถึงมาเข้าสู่กระบวนการวาดลาย โดยคนที่จะทำหนังตะลุงได้นั้น ต้องรอบรู้เรื่องสัดส่วนของคนมาก่อน แต่ที่สำคัญที่สุด...ต้องรู้จักในเรื่องลายไทย อย่างลายกระหนกเปลว ลายกระหนกเพลิง หรือลายกระหนกสองชั้น-สามชั้น รวมถึงลายกระจังตาอ้อย ลายประจำยาม กระทั่งเข้าใจในการผูกลายเข้าด้วยกัน มีความรอบรู้เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ซึ่งในการวาดลวดลาย ต้องให้เหมาะสมกับกาลเทศะ อย่างการวาดภาพการยกทัพออกรบ จะใช้เป็นลวดลายกระหนกเปลว ที่สื่อได้ถึงความร้อนแรง หรือความรุนแรงในการศึก

ส่วนการระบายภาพหนังตะลุง สมัยโบราณใช้สมุนไพรมาทำสี โดยที่สีแดงได้มาจากหมากต้ม แล้วเอาแต่น้ำหมากมาทำสี ส่วนสีเหลืองได้มาจากขมิ้นอ้อย สีเขียวได้มาจากใบพริก หรือสีดำได้มาจากเขม่าไฟ ที่ได้ผสมกับน้ำข้าวหรือน้ำหม้อ

แล้วมีสีมาจากเมืองจีน อย่างสีแดงได้มาจากชาดก้อน สีเหลืองได้มาจากรงค์ สีเขียวได้มาจากรงค์กา หรือสีดำได้มาจากหมึกจีน ปัจจุบันใช้สีผสมอาหาร มาผสมกับสุราหรือเหล้าขาว สีจึงซึมเนื้อหนังได้ดี ไม่ลอกง่าย ติดทน และก็โปร่งแสง

เสร็จสิ้นการพูดคุยหาความรู้ ก็เริ่มมองหาของฝากของที่ระลึก ด้วยภายในอาคารสาธิตทำหนังตะลุง ยังได้มีการจำหน่ายตัวหนังตะลุงอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง หรือบ้านหนัง สุชาติ ทรัพย์สิน เลขที่ 6 ซอยศรีธรรมโศก 3 ถนนศรีธรรมโศก ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช แหล่งร่วมหัตถศิลป์ได้อย่างปราณีปราศรัย ไม่ว่าจะเป็นภาพหนังตะลุง เครื่องดนตรี เครื่องมือทำภาพหนัง หรือรูปภาพเก่าแก่ ซึ่งล้วนแต่แสดงถึงหรือบ่งบอก ความเป็นปราชญ์ชาวนคร