พระราชินี 3 พี่น้อง

ศรีพัชรินทรานุสรณ์

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย ปีกุน ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2406 ทรงเป็นพระราชธิดาลำดับที่ 66 ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระชนนีคือ เจ้าจอมมารดาเปี่ยม ซึ่งต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา

ทรงมีพระเชษฐา 2 พระองค์ พระเชษฐภคินี 2 พระองค์ และพระอนุชา 1 พระองค์ โดยพระเชษฐภคินีร่วมพระอุทร ประกอบด้วย พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ พระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา และ พระองค์เจ้าหญิงเสาวภาผ่องศรี ต่อมาเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงสถาปนาพระมเหสี 3 พระองค์ ปรากฏนามคือ ลำดับที่ 1 พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ พระองค์ที่ 2 พระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา และพระองค์ที่ 3 พระองค์เจ้าหญิงสุขุมาลมารศรี จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ทำพิธีโสกันต์แล้วไม่นาน จึงได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง สันนิษฐานว่าคงมีพระชนมายุประมาณ 15 พรรษา และนับเป็นมเหสีชั้นลูกหลวงองค์เล็กสุด ความสัมพันธ์ของพระมเหสีทั้ง 4 พระองค์นั้น มีความสนิทสนมกันเป็นอย่างยิ่ง ด้วย พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ และ พระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา ทรงเป็นพระเชษฐภคินี หรือพี่สาวแท้ๆของ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ส่วนพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี เป็นพระพี่นางต่างพระชนนี ประสูติจากเจ้าจอมมารดาสำลี

ครั้นเกิดเหตุการณ์มหาวิปโยคขึ้น เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2423 พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ สิ้นพระชนม์ด้วยอุปัทวเหตุเรือพระที่นั่งล่มกลางแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นำความโทมนัสมาสู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอย่างยิ่ง พระองค์เจ้าหญิงเสาวภาผ่องศรี ก็ทรงโทมนัสที่ต้องสูญเสียพระพี่นางร่วมพระชนนีเดียวกันด้วยอุปัทวเหตุที่เกิดขึ้น ขณะทรงร่วมขบวนเสด็จสู่พระราชวังบางปะอินด้วยกัน เพียงแต่ประทับเรือพระที่นั่งคนละลำเท่านั้น

กล่าวกันว่า ความทุกข์ในพระราชหฤทัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้นลึกซึ้งและยิ่งใหญ่มาก พระองค์ทรงเก็บพระองค์อยู่แต่ในที่มิมีผู้ใดกล้าเข้าเฝ้าฯ แม้จะปริวิตกกันมากในบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ และเสนาอำมาตย์ แต่ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนพระบรมราชโองการ มีก็แต่เพียงพระองค์เจ้าหญิงเสาวภาผ่องศรี ที่ทรงมีพระอุตสาหะเอาอกเอาใจช่างเล่น ด้วยพระชันษายังเยาว์นัก จนกระทั่ง สมเด็จพระบรมราชสวามี ทรงคลายความระทมทุกข์ และกลับมาทรงพระเกษมสำราญในที่สุด

หลังจากการสิ้นพระชนม์ของ พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ พะบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาพระมเหสีผู้ด่วนจากไปขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และโปรดเกล้าฯสถาปนาพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ในขณะที่เวลานั้นพระฐานันดรศักดิ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา จึงเท่ากับทรงขึ้นเป็น พระอัครมเหสี ต่อมาใน พ.ศ.2429 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนา สมเด็จเจ้าฟ้าชายมหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี จึงทรงเป็นราชินีคู่บัลลังก์ ตามโบราณราชประเพณีที่ทรงมีพระราชโอรสเป็นองค์รัชทายาท (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ ทรงประสูติพระราชโอรสพระองค์แรก เมื่อพ.ศ.2421 ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ ผู้เป็นขนิษฐา ประสูติพระราชโอรสพระองค์แรก เมื่อ พ.ศ.2423 )

สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ ทรงมีพระราชโอรส และพระราชธิดาถึง 14 พระองค์ ซึ่งนับเป็นศุภนิมิตแห่งบุญญาธิการ แต่ในจำนวน 14 พระองค์นี้ เป็นพระราชโอรสไม่ประสูติ 5 พระองค์ และพระราชโอรส และพระราชธิดาที่ทรงเจริญพระชันษา 9 พระองค์ ซึ่งมากกว่าพระมเหสี พระสนม และเจ้าจอมทั้งปวง ประกอบด้วย สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพาหุรัดมณีมัย ประไพพรรณพิจิตร นริศราชกุมารี ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2421 สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2430 ขณะพระชนมายุ 9 พรรษา สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวาราวดี ประสูติ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2423 ขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สวรรคต เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 ขณะพระชนมายุ 46 พรรษา สมเด็จเจ้าฟ้าชายตรีเพ็ชรุตมธำรงค์ ประสูติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2424 สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2430 ขณะพระชนมายุเพียง 6 พรรษา สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ประสูติ เมื่อวันที่ 3 นาคม พ.ศ.2525 สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2463 ขณะพระชนมายุ 38 พรรษา สมเด็จเจ้าฟ้าชายศิริราชกกุธภัณฑ์ ประสูติ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2428 สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2430 ขณะพระชนมายุเพียง 1 พรรษาเท่านั้น สมเด็จเจ้าฟ้าชายอัษฎางค์เดชาวุธ ประสูติ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2432 สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ขณะพระชนมายุ 35 พรรษา สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฑาธุชธราดิลก ประสูติ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2435 สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2466 ขณะพระชนมายุ 32 พรรษา และสมเด็จเจ้าฟ้าชายประชาธิปกศักดิเดช ต่อมาทรงขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

ในพ.ศ.2437 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงพระฐานันดรศักดิ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกสิ้นพระชนม์ ตำแหน่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช จึงลำดับมาทางพระราชโอรสของ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ซึ่งก็คือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทำให้พระราชมารดาเลื่อนขึ้นเป็นพระอัครมเหสีโดยปริยาย ตามโบราณราชประเพณีที่ยึดถือกันมา แต่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ก็ยังทรงเคารพรักในพระพี่นาง และมักทรงให้เกียรติพระเชษฐภคินี ด้วยการจะไม่เสด็จออกดำเนินนำหน้า ในขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา แม้จะเป็นพระพี่นาง แต่ก็ทรงให้เกียรติพระขนิษฐา ซึ่งทรงเป็นพระราชชนนีขององค์รัชทายาท จึงไม่ทรงดำเนินนำหน้าเช่นกัน จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงตรัสว่า ให้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา เสด็จนำหน้า ภายหลังสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา จึงทรงใช้วิธีไม่ทรงแสดงองค์เป็นพระราชินีคู่บัลลังก์เหมือนเช่นกาลก่อน ด้วยเกรงพระทัยพระขนิษฐา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มิมีพระราชประสงค์ที่จะทรงลดพระอิสริยยศของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา เพราะพระองค์ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยให้เกียรติและรักษาน้ำพระทัยของพระมเหสีทุกพระองค์เสมอ แต่การเพิ่มพระอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นเรื่องที่ต้องกระทำตามจารีตประเพณี จึงทรงสถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2439 ก่อนที่พระองค์จะเสด็จประพาสยุโรป และทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

หากในทางส่วนพระองค์แล้ว สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ก็ยังทรงเคารพรักและวางพระองค์เป็นพระน้องนางอยู่เช่นเดิม ทั้งในเวลาต่อมาเมื่อทั้งสองพระองค์ต้องสูญเสียพระปิยราชสวามีผู้เป็นดั่งร่มโพธิ์ในชีวิตแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ก็เสด็จไปวังพญาไท เพื่อเยี่ยมพระขนิษฐาอยู่เสมอ เนื่องจากในเวลานั้น สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงประชวรด้วยพระโรคเครียด เนื่องจากทรงทุกข์โศกจากการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างมิคลาย และทรงตรากตรำพระวรกายจากพระราชกิจที่ได้รับมอบหมายในการบริหารบ้านเมืองเป็นเวลาถึง 9 เดือน ในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ระหว่างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป บางครั้งมีพระอารมณ์ฉุนเฉียวบ้าง

ทำให้ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาต้องชักชวนพระองค์ไปเปลี่ยนพระอิริยาบถนอกวังโดยการเสด็จประพาสไปตามสถานที่ต่างๆ ทำให้ทรงพระสำราญขึ้นไม่น้อย

สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงรักและเคารพสมเด็จพระเชษฐภคินีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แม้จะทรงเจริญพระราชอิสริยยศสูงสุดเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 และเป็นสมเด็จพระราชชนนีในรัชกาลที่ 6 แต่ยังมีพระราชจริยาวัตรอันงดงามและเคารพในพระราชอาวุโสของพระประยูรญาติ เมื่อเสด็จออกกลางพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน สมเด็จพระพันปีหลวงจะทรงหมอบถวายบังคมสมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระปิตุจฉาเจ้า ผู้เป็นพระเชษฐภิคินีร่วมพระมารดาด้วยความเคารพรักใคร่เสมอมา และสมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระปิตุจฉาเจ้า ก็ได้ทำหน้าที่ในการทรงดูแลพระขนิษฐาเป็นอย่างดี ตราบวันสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ