คนข้างบ้าน...ชื่อนางฉวย...

เศรษฐกิจประจำบ้าน

สืบเนื่องจากฉบับที่แล้วที่พูดถึงเพื่อนใกล้ตัวชื่อ โอกาส ซึ่งถ้าใครมี "โอกาส" เป็นเพื่อนสนิทแล้วนั้น โอกาสมักจะพาเราไปสู่หนทางที่ทำให้ชีวิตมีความสุขและประสบผลสำเร็จอยู่เสมอๆ ส่วนฉบับนี้จึงอยากกล่าวถึง นางฉวย ชื่อจริงคือ นางฉกฉวย นั่นเอง ชื่ออาจจะฟังดูไปในทางลบหน่อย แต่อยากให้คิดใหม่ว่า นางฉวย ก็เป็นเพื่อนสนิทของโอกาสเหมือนกันนั่นแหละ เพราะบางครั้งโอกาสมาหาเรา แต่เราไม่ได้ต้อนรับ ปล่อยให้โอกาสผ่านไป เลยอยากให้มีนางฉวย มาช่วยตะโกนอยู่ข้างบ้านคอยเตือนสติว่า โอกาสมาแล้วนะ เพราะหลายครั้งที่เราขี้เกียจ กำลังนอนสบายๆ ไม่อยากลุกมาทำอะไร ชีวิตก็สบายๆดี เรื่อยๆ ปล่อยให้โอกาสไปบ้านอื่นก่อนแล้วกัน ซึ่งลืมนึกไปว่า โอกาส เมื่อผ่านไปแล้ว มันไม่ได้ถอยกลับมาหาเราอีก ใครที่มีโอกาสเป็นเพื่อน และมีนางฉวยอยู่ข้างบ้านแล้ว ชีวิตย่อมไม่ธรรมดาเหมือนคนทั่วไป

ใครๆก็คงอยากมีชีวิตที่ดี ปัจจัยที่จะช่วยทำให้ชีวิตดีและมีความสุขนั้น มีทั้งปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ปัจจัยภายใน คือ สิ่งที่ส่งผลต่อภาวะของจิตใจ อารมณ์ ส่วนปัจจัยภายนอกนั้นมีปัจจัยอยู่หลายอย่าง เช่น สภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย หน้าที่การงาน และปัจจัยที่สำคัญอยู่เรื่องหนึ่งก็คงไม่พ้นเรื่องเงินๆทองๆ และส่วนใหญ่ปัจจัยภายนอกเหล่านี้จะส่งผลถึงปัจจัยภายในของแต่ละคน ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่มีเงิน ต้องไปยืมเงินคนอื่น ทำให้เป็นหนี้ จึงเกิดความเครียดขึ้น สิ่งที่จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวให้ได้นั้น คือ ต้องเป็นนักวางแผนและนักสร้างสรรค์ควบคู่กันไป ทำไมถึงกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะว่า คนที่เป็นนักวางแผน ย่อมมีความคิดที่ละเอียดรอบคอบ หาเหตุผลมาประกอบการตัดสินใจ และต้องคาดเดาเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ส่วนนักสร้างสรรค์ ชอบหาอะไรใหม่ๆ และท้าทายให้กับชีวิตอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ลักษณะของคนสองประเภทนี้จะคล้ายกัน นั่นคือ การเปิดใจ พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอ

นางฉวย ยกตัวอย่างเรื่องเล่าจากโลกอินเทอร์เน็ตเรื่องหนึ่ง " ถ้าบิล เกตต์ เจ้าของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระดับโลก ทำ 100 ดอลลาร์หล่นลงพื้น เขาควรก้มลงเก็บหรือไม่?" คราวนี้ลองดูกันว่า เศรษฐีที่ติดอันดับร่ำรวยระดับต้นๆ ของโลก มีรายได้เท่าไรกัน ซึ่งมีข้อมูลอ้างอิงจากนิตยสาร Forbes (ฟอร์บส์) ของปี 2013ว่า บิล เกตต์ มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 15,000 ล้านเหรียญ แสดงว่าในแต่ละวัน บิล เกตต์ จะมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นวันละกว่า 41 ล้านเหรียญ คิดเป็นชั่วโมงละประมาณ 1.7 ล้านเหรียญ นาทีละประมาณ 28,333 เหรียญ และสุดท้ายคิดเป็นวินาทีละ 472.2 เหรียญ เทียบเป็นเงินไทยเท่ากับวินาทีละ 16,500 บาท ดังนั้น คำถามที่ว่า ถ้า บิล เกตต์ ทำ 100 เหรียญหล่นพื้น เขาไม่ควรก้มเก็บมัน เพราะค่าเสียเวลาที่ก้มเก็บมันแพงกว่า เพราะถ้าเทียบเป็นเงินไทยแล้ว 100 เหรียญ เท่ากับ ๓,๐๐๐ กว่าบาท ฟังดูแล้วช่างเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาจริงๆ ซึ่งก็เป็นไปได้ยากที่ทุกคนจะมีชีวิตเช่นนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เคยมีคนที่ทำได้แล้วนี่นา หรืออาจทำให้เป็นแรงผลักดันความคิดว่า ทุกวินาทีมีค่า อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เพราะไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีหรือคนธรรมดา ทุกคนมีต้นทุนเวลาที่เท่ากัน ใครจะใช้เวลาให้คุ้มค่ากว่ากันเท่านั้นเอง

มีนิทานอีกเรื่องหนึ่งที่นางฉวย อยากเล่าให้ได้อ่าน เป็นเรื่องที่แสดงถึงการใช้ระยะเวลาที่เรามีอยู่ในชีวิต ในวัยทำงานที่เราสามารถสร้างความมั่นคงถาวรให้กับอนาคตเมื่อเรายังมีเรี่ยวแรงที่ดีอยู่...

มีชายหนุ่ม 2 คน อาศัยอยู่ในชนบท ชื่อ ปาโปน และ บรูโน่ ชายหนุ่ม 2 คนนี้ เป็นเพื่อนรักกัน และต่างก็ใฝ่ฝันที่อยากจะมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ วันหนึ่ง...มีชายคนหนึ่งว่าจ้างให้หนุ่มทั้งสอง ขนน้ำจากแหล่งน้ำบนยอดเขาอีกลูกหนึ่ง มาไว้ใช้ภายในหมู่บ้าน และจะจ่ายค่าแรงเท่ากับปริมาณน้ำที่ขนได้ ถ้าขนได้มากก็จะได้เงินมาก หนุ่มทั้งสองต่างกระตือรือร้นที่จะขนน้ำเพื่อเป็นการหารายได้ วันแรกๆ ทั้งสองต่างก็เพียรพยายามในการขนน้ำไปกลับ วันละหลายๆเที่ยว เพราะเห็นจำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละวัน จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง บรูโน่คิดว่า ถ้าทำให้ถังน้ำใหญ่ขึ้น จะทำให้ขนน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น และเริ่มขนน้ำใส่ในถังใบใหญ่ขึ้นตามความคิดของตน แต่ปาโปนกลับใช้เวลาคิดอยู่หลายวัน จนทำให้ปาโปนเกิดความคิดที่จะทำท่อส่งน้ำจากยอดเขามายังหมู่บ้าน และได้นำเอาความคิดนี้ไปเสนอยังบรูโน่ แต่บรูโน่กลับไม่สนใจและคิดว่าเป็นความคิดที่ไร้สาระ ไม่สามารถทำได้ บรูโน่ก็ยังใช้วิธีการเดิมๆของบรูโน่ต่อไป ส่วนปาโปนก็ยังใช้วิธีเดินขนน้ำไปกลับเช่นกัน แต่กลับใช้เวลาว่างที่เหลือจากการเดินขนน้ำ มาขุดดินทำท่อส่งน้ำวันแล้ววันเล่า จนคนในหมู่บ้านต่างเยาะหยันและเรียกล้อเลียนปาโปนว่า ปาโปนท่อน้ำ จนเวลาผ่านไปหลายเดือน บรูโน่มีเงินที่มากพอที่จะทำตามความฝันที่ตัวเองตั้งไว้ คือ การซื้อบ้านหลังใหม่ และซื้อวัวเพิ่ม เมื่อว่างจากการขนน้ำ บรูโน่ก็ใช้เวลาในการดื่มเบียร์นั่งตามบาร์ เวลาผ่านไปเป็นปี ร่างกายบรูโน่เริ่มงองุ้มจากการทำงานหนักในการเดินขนน้ำ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากขึ้น แต่ปาโปนกลับทำความคิดได้สำเร็จ และได้รายได้จากการทำท่อส่งน้ำได้อย่างมากมาย โดยปาโปนไม่ต้องเดินขนน้ำอีกเลย ความสำเร็จนี้ ทำให้ปาโปนมีรายได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยกับการขนน้ำอีก และมีเวลาเหลือมากพอที่ทำอย่างอื่น ไม่ว่าจะอยู่กับครอบครัว ไปเที่ยว ปลูกพืช เลี้ยงวัว

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทางด้านการเงินนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมาจากคนที่เคยลำบาก ยากจนมาก่อนแทบทั้งนั้น ทั้งที่จริงแล้ว คนเหล่านี้จะมีต้นทุนทางสังคมที่ต่ำกว่าคนธรรมดาทั่วไปด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ฐานะความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจของครอบครัว แต่พวกเขาก็สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะความมุมานะ บากบั่น ขยันหมั่นเพียร และแน่นอนว่าการมีความคิดสร้างสรรค์ และได้รับโอกาสที่ดีทางสังคม ทั้งที่ไขว่คว้าค้นหาด้วยตัวเอง หรือบางคนอาจจะได้รับจากความช่วยเหลือจากคนอื่น เรื่องบางเรื่องอาจต้องใช้เวลาบ้าง แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้วันหนึ่งก็ย่อมสัมฤทธิผล

นางฉวยว่า ยกตัวอย่างเรื่องของฝรั่งมา 2 เรื่องแล้ว จะขอเล่านิทานแบบของไทยบ้าง ซึ่งนางฉวย เห็นมาจากเว็บไซต์รวมนิทานชาดกของไทย ที่ชื่อ Error! Hyperlink reference not valid. นางฉวยเห็นว่า เป็นเรื่องที่มีคติสอนใจที่ดี และทุกคนก็สามารถทำเช่นนี้ได้ ถ้าเจอเพื่อนที่ชื่อโอกาสแนะนำ นางฉวยจึงขอนำมาแบ่งปันให้อ่านกัน

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี มีเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อว่า จุลลกเศรษฐี ซึ่งนอกจากจะมีทรัพย์สมบัติมากแล้ว ยังฉลาดรอบรู้ในเรื่องนิมิตดีร้ายอย่างดีอีกด้วย

วันหนึ่งเขาไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินกับคนรับใช้ที่ชื่อ จูฬันเตวาสิก ในระหว่างทาง ท่านเศรษฐีได้เห็นหนูตายตัวหนึ่งที่ข้างถนน จึงตรวจดูฤกษ์ผานาที แล้วพูดขึ้นว่า

"ถ้าใครมีปัญญา หนูตัวนี้จะทำให้เขาเป็นเศรษฐีได้ในไม่ช้า"

นายจูฬันเตวาสิกได้ยินดังนั้น จึงคิดว่า ท่านเศรษฐีนี้ ถ้าไม่รู้จริงจะไม่พูดเลย ดังนั้น เขาจึงเก็บหนูตายตัวนั้นมา แล้วนั่งคิดว่าจะเอาไปทำอะไร ก็พอดีมีคนเลี้ยงแมวเดินผ่านมา เขาจึงบอกขายหนูตายตัวนี้ให้กับหญิงเลี้ยงแมว

"เจ้าจะขายเท่าไรล่ะ หนูตายของเจ้าน่ะ"

"แล้วแต่พี่สาวเถอะจ้ะ" นายจูฬันเตวาสิกตอบอย่างนอบน้อม

"งั้นฉันซื้อ 1 กากณึก ก็แล้วกัน" หญิงเลี้ยงแมวเสนอ

"ได้จ้ะ" นายจูฬันเตวาสิก รับเงินมาด้วยความดีใจ มันขายได้จริงๆด้วย

เมื่อได้เงินมา 1 กากณึกแล้ว แม้ว่าจะเป็นเงินจำนวนน้อยนิด เขาก็ไม่ได้ย่อท้อ เขานำเงินนั้นไปซื้อน้ำอ้อย และตักน้ำใส่หม้อไปไว้แจกให้กับคนเก็บดอกไม้ของวังหลวง เหล่าคนเก็บดอกไม้กำลังเหนื่อยๆ เมื่อได้กินน้ำอ้อย และได้ดื่มน้ำของนายจูฬันเตวาสิก ก็นึกชอบใจ และให้ดอกไม้แก่เขาคนละกำมือ เป็นการตอบแทน นายจูฬันเตวาสิกได้นำดอกไม้นั้นไปขาย แล้วก็นำเงินที่ได้จากการขายดอกไม้ไปซื้อน้ำอ้อย และตักน้ำใส่หม้อมารอแจกเหล่าคนเก็บดอกไม้อีก เขาทำแบบนี้อยู่ระยะหนึ่ง ก็รวบรวมเงินได้ถึง 8 กหาปณะ

อยู่มาวันหนึ่ง ลมพายุใหญ่ได้พัดต้นไม้ในอุทยานโค่นลงเป็นอันมาก คนเฝ้าอุทยานไม่รู้จะขนเศษกิ่งไม้พวกนี้ไปไว้ไหน เมื่อนายจูฬันเตวาสิกเห็นจึงเข้าไปทักทาย

"พี่ชาย ฉันขอเศษกิ่งไม้ใบไม้พวกนี้เถอะนะ ฉันจะรับผิดชอบเก็บให้สะอาดเลย"

"เอาสิ ฉันก็กำลังคิดอยู่ว่าจะจัดการพวกเศษกิ่งไม้นี้ยังไง" คนเฝ้าอุทยานรีบตอบด้วยความยินดี

เจ้าหนุ่มจูฬันเตวาสิก จึงจัดแจงซื้อน้ำอ้อยแจกเด็กๆที่กำลังเล่นกันอยู่ แล้วขอให้พวกเด็กๆช่วยกันขนเศษกิ่งไม้ เด็กๆนึกสนุกอยู่แล้ว อีกครู่เดียวเศษกิ่งไม้ใบไม้เหล่านั้นก็มากองอยู่ที่หน้าประตูอุทยานเรียบร้อย พอดีว่าช่างหม้อหลวงกำลังเดินหาเศษไม้เพื่อไปไว้ใช้ทำฟืนผ่านมาเห็นเข้า จึงขอซื้อเศษกิ่งไม้พวกนั้นทั้งหมดจากนายจูฬันเตวาสิก วันนั้นเขาจึงได้เงินถึง 16 กหาปณะ และตุ่มอีก 4 ตุ่ม จากการขายเศษไม้

เมื่อรวบรวมเงินได้ 24 กหาปณะแล้ว เขาก็คิดต่อว่า...เราน่าจะตักน้ำใส่ตุ่ม ไว้บริการคนหาบหญ้า 500 คน ที่ตรงโน้น?เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็ไม่รอช้ารีบทำตามความคิดทันที คนหาบหญ้ากำลังเหนื่อยๆ กลับออกมาได้ดื่มน้ำของนายจูฬันเตวาสิก ก็นึกขอบใจ แล้วบอกกับเขาว่า

"นี่ ไอ้น้อง ขอบใจมาก กลับมาเหนื่อยๆ ได้ดื่มน้ำเย็นๆจากเจ้าแบบนี้ หากเจ้ามีอะไรให้พวกข้าช่วยก็บอกมาเลยนะ พวกข้ายินดีช่วยเหลือเจ้าเต็มที่"

"ขอบคุณมากครับพี่ชาย แต่ตอนนี้ฉันยังไม่มีอะไรให้พี่ช่วยหรอก แต่ในกาลข้างหน้า ฉันอาจต้องรบกวนพี่แน่นอน" นายจูฬันเตวาสิกกล่าวตอบ

"อื้ม ได้สิ มีอะไรก็ขอให้บอก ไม่ต้องเกรงใจเลย" คนหาบหญ้าพูดตอบอย่างใจดี แล้วก็เดินจากไป

นายจูฬันเตวาสิกบริการน้ำดื่มอยู่อย่างนี้ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง ผูกมิตรกับคนทั้งหลาย ทั้งคนทางบก และคนทางน้ำ วันหนึ่งเขาได้ยินข่าวว่า ในวันพรุ่งนี้จะมีพ่อค้าม้า 500 ตัวเดินทางผ่านมา เขาจึงไปบอกกับคนหาบหญ้าทั้ง 500 คนว่า

"พี่ชาย วันนี้ฉันมีเรื่องมาให้ช่วยเหลือ ฉันขอหญ้าจากพี่ชาย และเพื่อนๆคนละ 1 กำได้ไหม"

"อ้อ เอาสิ พวกเรายินดีให้เจ้า เป็นการตอบแทนที่เจ้าได้ตักน้ำมาคอยบริการพวกเรา" คนหาบหญ้าบอก

"และมีอีกอย่างหนึ่งที่ฉันอยากจะขอก็คือ ในวันพรุ่งนี้ ถ้าฉันยังไม่ได้ขายหญ้า พวกพี่ก็อย่าเพิ่งขายนะครับ" นายจูฬันเตวาสิก บอกต่อ

"ก็ได้ ไม่มีปัญหา" คนหาบหญ้ารับคำแล้วพากันวางหญ้าคนละกำที่หน้าบ้านนายจูฬันเตวาสิก ดังนั้น ในตอนนี้เขาจึงมีหญ้าทั้งหมด 500 กำ

ในวันรุ่งขึ้น เมื่อพ่อค้าม้ามาถึง เขาเที่ยวหาซื้อหญ้าจากในหมู่บ้าน แต่ก็หาไม่ได้เลย จนกระทั่งได้มาถึงบ้านของนายจูฬันเตวาสิก พ่อค้าตกลงซื้อหญ้าทั้งหมดด้วยเงินหนึ่งพัน พลอยทำให้คนขายหญ้ารายอื่นๆ ขายหญ้าได้ในราคาที่สูงไปด้วย จากนั้นอีก 2-3 วัน เพื่อนที่ทำงานทางน้ำบอกกับจูฬันเตวาสิกว่า จะมีเรือใหญ่มาจอดที่ท่าน้ำ เขาจึงออกอุบาย นำเงิน 8 กหาปณะ ไปเช่ารถพร้อมด้วยบริวาร จัดฉากให้เป็นคนรวยมีฐานะ แล้วนำแหวนวงหนึ่งไปมัดจำกับนายเรือเพื่อซื้อสินค้าทั้งหมด พร้อมกับสั่งคนไว้ว่าถ้ามีพ่อค้าจากที่อื่นมาเพื่อจะซื้อสินค้า ให้มาหาเขา ดังนั้น เมื่อพ่อค้าต่างๆได้ยินว่านายจูฬันเตวาสิกซื้อสินค้าไว้หมดแล้ว จึงพากันไปที่บ้านเขา แล้วต่อรองซื้อสินค้า ในที่สุด พ่อค้าประมาณ 100 คนนั้นก็ได้ร่วมหุ้นส่วนกับจูฬันเตวาสิก คนละ 1,000 กหาปณะ และซื้อสินค้าอีก 1,000 กหาปณะ เขาจึงขายสินค้าไปและได้กำไรทันที สองแสนกหาปณะ ในตอนนี้เขาก็ได้เป็นเศรษฐีจริงๆแล้ว จูฬันเตวาสิกนึกถึงท่านจุลลกมหาเศรษฐีที่ชี้บอกทางให้จนเขามีวันนี้ จึงได้นำเงินหนึ่งแสนไปเพื่อจะตอบแทนคุณ

"นี่เจ้าหายไปไหนมา แล้วทำไมเจ้าดูเปลี่ยนไปอย่างนี้" ท่านจุลลกมหาเศรษฐีถาม

"กระผมได้ทำตามคำของท่าน เริ่มจากหนูตัวหนึ่งที่ตายอยู่ข้างทาง?" จูฬันเตวาสิกเล่า เรื่องทั้งหมดให้ท่านเศรษฐีฟัง ท่านเศรษฐีเมื่อได้ฟังแล้วก็นึกในใจว่า...เจ้าหนุ่มคนนี้ฉลาดดีแท้ มีความวิริยอุตสาหะ และมีความกตัญญู อนาคตไม่อับจนแน่?ท่านเศรษฐีจึงยกลูกสาวให้กับจูฬันเตวาสิก และมอบทรัพย์สมบัติให้ครอบครอง

สรุปจากเรื่องเล่าของนางฉวย ได้ว่า เมื่อมีผู้ชี้แนะให้รู้จักกับโอกาสแล้ว ควรจะพิจารณาดูก่อน อย่าเพิ่งปิดหรือหลีกเลี่ยงที่จะเจอกับโอกาส เพราะมันอาจจะได้พบกับสิ่งดีๆ และทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปตลอดกาลก็เป็นได้...