นิทรรศน์ พัสตราภรณ์ มหาราชินี

หญิงไทยรายงาน

รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย / รถไฟฟ้ากรุงเทพฯ และ แบงคอก เมโทร เน็ตเวิร์คส์ ร่วมใจจัดงาน "นิทรรศน์ พัสตราภรณ์ มหาราชินี" เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 83 พรรษา

ภายในงานนอกจากได้ชมนิทรรศการภาพพระราชกรณียกิจ ในด้านอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทยแล้ว ยังสามารถร่วมเขียนใบถวายพระพรแม่ของแผ่นดิน พร้อมชื่นชมความสามารถของคนไทย อีกทั้งชมผลงานผ้าทอนานาชนิด ที่มาจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ

พร้อมกันนี้ชมการสาธิตขั้นตอนการทอผ้าไหมมัดหมี่ การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ อีกทั้งร่วมแต่งกายชุดไทยถ่ายภาพที่ระลึก โดยงานได้จัดขึ้นวันที่ 10-23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ สถานี MRT ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

กรรมการผู้จัดการ แบงคอก เมโทร เน็ตเวิร์คส์ ทิพย์สุดา ยิ้มวิไล ได้กล่าวว่า "การจัดงาน 'นิทรรศน์ พัสตราภรณ์ มหาราชินี' เรามีความพร้อมจัดนิทรรศการ ให้ประชาชนเดินทางมาโดยง่าย เพื่อได้ร่วมชื่นชม ภาพพระราชกรณียกิจอันงดงาม ตลอดจนกระทั่งพระราชปณิธาน ทางด้านการอนุรักษ์และการพัฒนาผ้าไทย รวมถึงการรวบรวมเรื่องราว และจัดโชว์ผ้าไทยอันทรงคุณค่านานาชนิด จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ อาทิ ผ้าไหมแพรวา ผ้าจกไหม ผ้าตีนจก ผ้ายกขิด และผ้ามัดหมี่ รวมไปถึงผ้าพระราชทานที่เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณ ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระราชทานแก่ผู้ถวายงาน ซึ่งผ้าพระราชทานส่วนหนึ่ง ไม่ได้แสดงที่ใดมาก่อน"

อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และนักสะสมผ้าไทย ได้เผยว่า "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงงานยังที่ท้องถิ่นทุรกันดารต่างๆ และทรงเล็งเห็นว่า ประชาชนค่อนข้างลำบาก และมีรายได้น้อย การทำการเกษตรนั้น ได้เงินกันช้า แต่การทอผ้า 3-4 วัน ก็ได้รับเงินสดแล้ว อีกทั้งทรงเห็นว่า ไม่มีใครสานต่องานทอผ้าของปู่ย่า ตายาย พระองค์ท่านทรงสนับสนุน ให้ชาวบ้านทอผ้าขึ้นมาอีกครั้ง ตลอดจนกระทั่งทรงพระราชทานเส้นไหมและเส้นด้ายให้กับประชาชน โดยพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการใส่ฉลองพระองค์ผ้าไทย และเมื่อมีการส่งเสริมให้มีการนุ่งผ้าไทย ได้มีการทอผ้าขิดไหมขึ้นเป็นจำนวนมาก พระองค์ท่านจึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานผ้าขิดไหม ให้กับข้าราชบริพารผู้ถวายงาน ซึ่งผมก็ได้รับผ้าขิดไหมพระราชทานนั้น มาตัดชุดใส่ในงานพระราชทานเลี้ยง หรือในวาระโอกาสต่างๆ และบางส่วนก็ยังเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก"

อาจารย์เผ่าทอง...เล่าอีกว่า ผ้าที่ได้มาแสดงเป็น ผ้าขิดไหมกระรอกหลงรัง ซึ่งได้เป็นชื่อทางการในราชสำนัก ปัจจุบันรู้จักในนาม "ลายประแจจีน" ที่รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน เป็นขิดที่มีความละเอียด ซึ่งเป็นผ้าที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ 10 ปีซ้อน จากการประกวดการทอผ้า ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร อีกด้วย

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ทรงได้มีพระเมตตาเปี่ยมล้น กับพสกนิกรทุกหมู่เหล่า อย่างมิได้ทรงเลือกชนชั้นวรรณะ หรือเชื้อชาติศาสนา ดังเห็นได้จากการที่มีมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตั้งอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในด้านผ้าไทยทุกวัน พระองค์ท่านเปรียบเสมือนครู ของนักทอผ้าไทยทุกคน ทรงให้การบ้านเกี่ยวกับการทอผ้าแก่ชาวบ้าน ทั้งเสด็จฯไปทรงตรวจการบ้านของพสกนิกร ด้วยพระองค์เองเช่นกัน

อาจารย์เผ่าทอง...เล่าทิ้งท้ายเรื่องคุณยายไท้-คุณยายทุ้ม แสงวงศ์ ว่าในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2518 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯมาที่โรงเรียนร่มเกล้า ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร พระองค์ทรงทอดพระเนตร เห็นผ้าไหมมัดหมี่ที่ คุณยายไท้ และคุณยายทุ้ม แสงวงศ์ ราษฎรบ้านหนองแข้สวมใส่

พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัย ในผ้าไหมที่สวยงามประณีตผืนนั้น พร้อมรับสั่งถามขอซื้อผ้าไหมผืนนั้น ทันทีที่คุณยายไท้ได้ยินรับสั่ง ได้เกิดอาการตกใจ จึงรีบตอบว่า... "ขายไม่ได้ เพราะฉันนุ่งมาผืนเดียว ถ้าพระองค์อยากได้ ก็ต้องตามไปรับที่บ้าน ยังมีอีกหลายผืน" สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงรับสั่งว่า... "วันหน้าฉันจะไปซื้อนะ" จนกระทั่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในเช้าวันหนึ่ง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2521 เสียงขบวนรถวิ่งฝุ่นตลบมุ่งตรงเข้าสู่หมู่บ้านหนองแข้ จังหวัดสกลนคร ไม่มีใครทราบล่วงหน้าว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จะได้เสด็จพระราชดำเนินนอกหมายกำหนดการ

โดยทรงสอบถามเส้นทางจากชาวบ้าน เพื่อทรงตามหาบ้านของตระกูลแสงวงศ์ พระองค์เสด็จขึ้นไปบนบ้านหลังเก่า สภาพทรุดโทรมใกล้ผุผัง พระราชทานเงินเป็นค่าผ้าไหมตามสัญญาให้กับคุณยายทั้งสองคน ท่ามกลางความปลื้มปีติ ก่อนที่จะเสด็จฯกลับ พระองค์ท่านทรงทิ้งฉลองพระองค์สีม่วงไว้ ให้คุณยายไท้ทอเหมือนต้นแบบ เป็นพระกุศโลบายแยบยล ที่เป็นต้นแบบสำหรับทอขึ้นใหม่ และสร้างรายได้ให้ชาวบ้านหนองแข้

ส่วน อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไหมของเมืองไทย ในครั้งนี้ได้นำ ผ้าไหมยกทอง ที่เป็นผ้าย้อมมะเกลือปักไหมทอง ประดับเลื่อมทอง และปีกแมลงทับ ผ้าผืนนี้มีความงดงามอยู่ที่มีการจัดองค์ประกอบลวดลายอันงดงามมาก ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผ้าทรงสะพักของเจ้านายชั้นสูงในราชสำนักสยาม เป็นผ้าที่มีสังเวียนล้อมท้องผ้า และที่ชายผ้าทั้ง 2 ข้างมีลายกรวยเชิงประดับอยู่ที่ลายกรวย ที่เชิงทั้ง 2 ข้างผูกลายกระหนกเคล้าภาพตัวครุฑพนม และครุฑอัด สลับแทรกกันไปตลอดหน้าผ้ากรวยเชิงไปเป็นส่วนสังเวียนหรือกรอบผ้า ซึ่งประกอบด้วยลูกแม่ลาย และลูกขนาบ แม่ลายผูกเป็นลายครุฑเห และครุฑอัดเคล้าลายก้านขด ที่คั่นด้วยลายพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นระยะ นอกจากนี้ยังนำชุดไทย เครื่องแต่งกายสำหรับสตรีบรรดาศักดิ์ ในราชสำนักสมัยโบราณแต่งเต็มยศ คือ แบบ "นุ่งยก ห่มตาด" ที่สืบทอดตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มาจัดแสดงให้ได้ชมกันตลอดระยะเวลาการจัดงาน

ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หนึ่งในผู้ค้นคว้าศึกษา และสะสมผ้าไทยมานานกว่า 10 ปี ได้นำ ผ้าตีนซิ่นของแม่ มาร่วมโชว์ในนิทรรศการถึง 4 ผืน ทั้งจากจังหวัดสกลนคร จังหวัดเพชรบรูณ์ และจังหวัดร้อยเอ็ด โดยแต่ละผืนได้มีความแตกต่างกันตามชาติพันธุ์ ซึ่งชาวอีสานมีความเชื่อว่า ตีนซิ่นของแม่ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ เมื่อนำติดตัวไปจะเกิดสิริมงคลของชีวิต ทั้งนี้ผ้าซิ่นในแต่ละลาย ก็จะมีความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น ถูกบรรจงถักทอเข้าไปในผืนผ้า ที่ได้เรียงร้อยต่อกันไว้อย่างงดงาม