60 พรรษา มหาจักรีสิรินธร

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

พระอารมณ์ขัน ทัวร์ปราสาทนครวัด

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีความผูกพันกับประเทศเขมรมาช้านาน นับจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พอทราบแน่ว่าอย่างไรเสียพระองค์คงจะไม่ได้ทรงศึกษาในแผนกวิทยาศาสตร์แน่แล้ว จึงทรงพยายามหัดเรียนภาษาบาลี อ่าน เขียนอักษรขอม ซึ่งไทยเรานำมาใช้เขียนคัมภีร์พุทธศาสนา ทั้งที่เป็นภาษาบาลีและภาษาไทย เมื่อทรงศึกษาระดับมหาบัณฑิต ก็ได้ทรงศึกษาภาษาและวรรณคดีเขมรเพิ่มเติม ทรงอ่านจารึกเขมร ตั้งแต่สมัยก่อนพระนครสมัยเขมรกลาง ทรงเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์เขมร ทรงร้องเพลงเขมร และทรงดนตรีเขมรด้วย หลังสำเร็จการศึกษาแล้วยังทรงมีโอกาสทำงานให้กับสภากาชาดไทยในเรื่องเขมรอพยพอีก ด้วยเหตุนี้จึงมีพระราชวินิจฉัยที่จะทรงใช้ภาษาเขมรและความรู้เกี่ยวกับเขมรให้เต็มที่

เมื่อถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2535 มูลนิธิสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดา ได้จัดนิทรรศการและจัดพิมพ์พระนิพนธ์ของ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง นิราศนครวัด จึงเป็นแรงบันดาลพระทัยให้มีพระราชประสงค์จะไปทัวร์ แต่ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล มีรับสั่งว่าเดือนสิงหาคมฝนตก ไม่เหมาะจะทรงทัวร์นครวัด ถึงจะเสด็จฯก็จะฉายพระรูปไม่สวย จึงมีพระดำริจะเสด็จฯแค่พนมเปญ และเป็นการเสด็จฯแบบไปรเวทที่ไม่เป็นทางการ ทรงรับสั่งด้วยพระอารมณ์ขันว่า ภาษาเขมรและศิลปะเขมรที่เคยเรียนมานั้นลืมหมดแล้ว อาจารย์อุไรศรีซึ่งเคยสอนภาษาเขมรพระองค์ จึงถวายรายงานให้ทรงทบทวนความรู้ที่ได้เคยเรียนมาเสียหน่อย แต่ก็ทรงไม่มีเวลา จึงมีรับสั่งว่า ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นการเสด็จฯไปเล่นๆ ไม่ทรงซีเรียสแต่อย่างใด

ครั้งนั้นได้เสด็จฯประเทศกัมพูชาอย่างไปรเวท ระหว่างวันอังคารที่ 25 สิงหาคม-27 สิงหาคม 2535 ครั้งหนึ่งก่อนมีพระดำริว่า เป็นเขมรยกหนึ่ง เป็นทัวร์สั้นๆ ณ กรุงพนมเปญ เท่านั้น ต่อมาเสด็จฯไปทรงเยือนกัมพูชา เป็นเขมรยกสอง และเขมรยกสาม (8 มกราคม-18 มกราคม 2536) ซึ่งการเสด็จฯคราวนี้ ทรงมีโอกาสทอดพระเนตรปราสาทเขมรที่มีชื่อเสียงมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงใช้เวลากับปราสาทนครวัดอันเลื่องชื่อระดับโลกเพื่อชื่นชมกับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้อย่างใกล้ชิดถึง 1 วันเต็ม

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระดำรัสเกี่ยวกับปราสาทนครวัด เมื่อแรกทอดพระเนตรว่า ปราสาทนครวัดนี้ใหญ่โตจริงๆ ข้าพเจ้าสนใจว่าเขาหาหินมาจากที่ไหน มาสร้างปราสาทได้ใหญ่โตเป็นก่ายเป็นกอง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ถวายรายงานพระองค์ว่า หินทั้งหมดที่นำมาสร้างปราสาททั้งหมด มาจากเขาพนมกุเลน เมื่อตัดหินแล้วล่องมาตามแม่น้ำเสียมราฐมาถึงปราสาท ประโยชน์อย่างหนึ่งของคูหรือสระรอบปราสาทก็คือการขนส่งวัสดุก่อสร้าง ปราสาทพระนครวัดสร้างขึ้นราว พ.ศ.1650-1700 สันนิษฐานว่าสร้างเพื่อบรรจุพระศพหรือเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 รูปภาพสลักต่างๆสวยงามมากจริง แต่ทรงเสียดายที่บางส่วนน้ำฝนรั่วเข้าไปได้ ซึ่งถ้าไม่ระมัดระวังให้ดีจะทำให้เสียหายได้ โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นภาพสลักเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งคล้ายกับภาพฝาผนังที่ระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ฝีมือในการแกะสลักมีระยะใกล้ไกล ทำให้มีชีวิตชีวาอย่างน่าอัศจรรย์

มีรับสั่งด้วยพระอารมณ์ขันว่า โปรดที่จะดูรายละเอียดของภาพสลักเหล่านั้น เช่น ศึกลงกา มีพระราม พระลักษณ์ รูปยักษ์คงเป็นพิเภก รถไม่ใช้ม้าลากอย่างปกติ ใช้สิงห์ลาก ลิงส่วนมากไม่มีอาวุธสู้รบด้วยการกัดข้าศึก มีสัตว์ประหลาดเหมือนม้าปนแพะอย่างไรก็บอกไม่ถูก ในแง่การผูกลายหรือจัดองค์ประกอบภาพช่างทำได้สวยงามมาก พอเหมาะสมกับเนื้อที่ที่มีอยู่ แต่ภาพบางส่วนในสมัยหลังมองเห็นชัดว่าฝีมือไม่งามเท่า ส่วนระเบียงด้านตะวันตกเฉียงใต้ สลักภาพมหาภารตะ มีรับสั่งว่าทรงเดาเรื่องราวหรือตีความภาพได้น้อยกว่าเรื่องรามเกียรติ์

เพราะศึกษามาน้อยกว่า มีพระราชวินิจฉัยด้วยว่าภาพมหาภารตะองค์ประกอบภาพไม่ซับซ้อนเท่าภาพในรามายนะหรือรามเกียรติ์ นอกจากมหากาพย์ใหญ่สองเรื่องที่ถูกนำมาสลักภาพในปราสาทนครวัดแล้ว ยังมีภาพกองทัพพระเจ้าสูรยวรมัน ฉัตรที่แสดงยศของแม่ทัพมีหลายระดับ มีธงกระบี่ธุช พระครุฑพ่าห์ นอกจากนี้ในส่วนที่เป็นทัพชาติต่างๆที่เขาว่าเป็นทัพไทยนั้น รับสั่งว่า ทรงไม่ทราบว่าเขารู้ได้อย่างไร ทราบว่าแต่ก่อนมีชื่อสลักไว้ แต่หน้าตาคนในกองทัพบางคนเหมือนต่างชาติ เช่น แขก

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีรับสั่งว่า ทอดพระเนตรยังไม่เสร็จก็ถึงเวลาต้องพักกลับไปเสวยพระกระยาหารกลางวันที่โรงแรมแกรนด์ ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสยังปกครองอยู่ หลังเสวยเสร็จจึงเสด็จฯกลับมาทอดพระเนตรปราสาทนครวัดต่อ ได้พบกับชาวต่างประเทศที่มาชมปราสาทนครวัดในวันนี้หลายคน อาทิ ช่างภาพอิสระชาวอังกฤษที่มาทำงานให้กับมูลนิธิคุ้มครองเด็ก กลุ่มอาจารย์ชาวญี่ปุ่น มาจากมหาวิทยาลัยโซเฟียและมหาวิทยาลัยวาเซดะ พาลูกศิษย์มาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องสถาปัตยกรรม จากนั้นจึงเสด็จฯทอดพระเนตรปราสาทนครวัดต่อ มีรับสั่งว่า บางตอนต้องปีนบันไดค่อนข้างสูงและขาลงน่าหวาดเสียว ทอดพระเนตรภาพที่ประดับฝาผนังซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพนางอัปสร ที่ชวนให้พระองค์รำลึกถึงเรื่องสั้นสมัยหิน ในหนังสือเรื่องสั้นคึกฤทธิ์

มีพระราชอารมณ์ขันรับสั่งว่า "นางอัปสรเหล่านี้แต่งกายและแสดงกริยาท่าทางต่างๆกัน มีคนช่างสังเกตบอกว่ามีอัปสรเพียงสี่นางที่นครวัดที่ยิ้มเห็นฟัน ใครไปนครวัดถ้าสนใจฟันก็ไปหาดูได้" นอกจากนี้ยังทรงตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ภาพนางอัปสรฟ้อนรำนั้น อัปสรเขมรฟ้อนรำไม่ว่าจะสมัยอะไรเห็นทำอยู่ท่าเดียว คือ ยกขาข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งเขย่ง ทรงลองหัดทำอยู่หลายครั้งยังไม่สำเร็จ

อัปสร หรือ อัปสรา ตามศาสนาพราหมณ์ฮินดู คือ เทพธิดาผู้พิทักษ์เทวสถาน และเป็นบาทบริจาริกา หรือผู้รับใช้เทพเจ้าแห่งศาสนสถาน ซึ่งปราสาทที่ปรากฏภาพสลักเทพธิดามากที่สุด คือ นครวัด มีถึงประมาณ 1,800 องค์ เป็นอัปสราที่มีการจำหลักลวดลายเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ไว้อย่างละเอียดอ่อนช้อย กล่าวกันว่าเครื่องแต่งกายของอัปสรา คือ ภาพสะท้อนวัฒนธรรมการแต่งกายของสตรีในราชสำนักขอมเมื่อพันปีก่อน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทอดพระเนตรศิลาจารึกไทย เขียนปี 116 บอกวัน เดือน ปี ว่า "ข้าพเจ้า คุณหญิงหมา แท่พลับ ฯลฯ ได้มาทำบุญเทศน์ 4 กัณฑ์ ขอให้อนุโมทนาด้วย มาจากนครราชสีหมาฯ นายคำเป็นคนเขียน"

ขณะทอดพระเนตรปราสาทพระนครวัด มีการแสดงให้นักท่องเที่ยวชม ได้แก่ ระบำอัปสร เบิกโรง ระบำนกยูง รามเกียรติ์ เดี่ยวขลุ่ย ปี่อ้อ ปี่จุม เขาสัตว์ และตรด ซึ่งเป็นการแสดงพื้นบ้านของชาวลัมเร แสดงในตอนสงกรานต์ จากนั้นทรงพระมหากรุณาธิคุณให้เหล่านักแสดงได้ถ่ายรูปกับพระองค์อย่างทรงเป็นกันเองยิ่ง

หลังพระกระยาหารค่ำซึ่งเป็นอาหารเขมรแท้ๆ คล้ายอาหารไทยรสชาติดีแล้ว รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงการต้อนรับ และแสดงความปลาบปลื้มในการเสด็จฯเยือนกัมพูชา ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นภาษาเขมร โดยมีล่ามแปล อาจารย์อุไรศรี รีบเขียนให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตอบเป็นภาษาเขมร เป็นที่ชอบใจของเจ้าภาพเป็นอย่างมาก ทรงร่วมเล่นดนตรีกับวงดนตรีเขมรอีกพักหนึ่ง จากนั้นจึงมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรปราสาทนครวัดยามราตรี เพราะเคยประทับพระทัยมากจากการได้ทอดพระเนตรทัชมาฮาล ที่ประเทศอินเดีย ในเวลากลางคืน แต่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาทักท้วงว่า คืนนี้พระจันทร์ขึ้นช้าจะไม่ทรงเห็นอะไร แต่เขาก็ได้เตรียมทหารไว้ตามรายทาง แม้จะจุดไต้ให้ก็ยังทอดพระเนตรไม่เห็นอะไร และทรงรู้สึกอ่อนเพลีย เพราะทรงเป็นไข้หวัด จึงไม่มีพระอารมณ์ที่จะเป็นนักสำรวจ ทว่ามีรับสั่งด้วยพระอารมณ์ขันเช่นเคยว่า "ถึงจะไม่ได้ทรงปีนนครวัดยามราตรี แต่ท้องฟ้าก็ดีมากเหมือนผ้าดำสนิท มีดาวระยิบระยับ ซึ่งเป็นภาพที่จะไม่มีโอกาสได้ทอดพระเนตรที่กรุงเทพฯเลย เนื่องจากแสงไฟสว่าง เป็นเพราะคนโบราณได้ดูดาวแบบนี้ จึงทำให้มีจินตนาการอะไรกันมากมาย อากาศก็เย็นสบาย"

ระหว่างทรงประทับอยู่ในราชรถที่ทางการกัมพูชาจัดถวาย ทรงเปิดหน้าต่างเอาไฟฉายส่องเห็นพนมบาแต็ง ปราสาทปักษีจำกรัง ปราสาทบายน ป่าไม้ ต้นไม้ใหญ่เป็นเงาทะมึน ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่จะทัวร์ต่อจากปราสาทนครวัดอันเลื่องชื่อ ในดินแดนที่เป็นอาณาจักรขอมแล้ว คำว่า ปราสาท หรือ เทวาลัย มิได้หมายถึงพระราชวังอันเป็นที่อยู่ของกษัตริย์ หากคือศาสนสถานอันเป็นที่ประทับของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ตามลัทธิเทวราชาที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย รูปแบบของการสร้างปราสาทหินจึงมักสร้างบนเขาสูงหรืออยู่บนฐานที่ทำเป็นชั้นขึ้นไป ล้อมรอบด้วย บาราย หรือสระน้ำ เปรียบได้ดั่งเขาพระสุเมรุที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทร อันเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาลที่ยิ่งใหญ่

นอกจากเป็นมรดกโลกแล้ว ปราสาทนครวัดยังได้รับยกย่องเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก จนมีคำกล่าวว่า "See Ankor and die"

Ankor เป็นชื่อที่บาทหลวง ผู้สำรวจพบนครวัดจดบันทึกไว้ ศิลาจารึกที่ค้นพบกล่าวถึงชื่อเดิมของปราสาทนครวัดว่า ปราสาทวิษณุโลก ส่วนคำว่ านครวัด ถูกเรียกเมื่อสยามเข้ามามีอำนาจในดินแดนของขอม หลัง พ.ศ.1974 ตรงกับรัชสมัยอยุธยาตอนต้น

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทอดพระเนตรปราสาทนครวัด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2536 จากนั้นจึงเสด็จฯไปทรงเยี่ยมชมปราสาทอื่นๆอีก จนเสร็จสิ้นการเยือนกัมพูชา หรือเขมรยกสาม ในวันจันทร์ที่ 18 มกราคม 2536 ทรงได้รับการถวายของที่ระลึกบนเครื่องบินพระที่นั่ง เป็นเสื้อยืดลายนครวัด พร้อมลายเซ็นของคณะทัวร์ในครั้งนั้น ทรงรับสั่งถึงเขมรด้วยความประทับพระทัยว่า ยังทรงปรารถนาที่จะมีเขมรยกสี่ และยกต่อไปอีกหลายแห่งที่มีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรสืบไป