อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอน 23 วันขึ้นปีใหม่ในจิตตนคร

"ปีใหม่แห่งชาวโลกทั่วไปได้ย่างมาถึง ได้มีการแสดงความยินดีรื่นเริงกันเป็นพิเศษ ฝ่ายในจิตตนครก็มีการขึ้นปีใหม่เช่นเดียวกัน และได้มีบุคคลต่างกล่าวคำปราศรัยในโอกาสนี้ เป็นต้นว่า นครสามีผู้เป็นเจ้าเมืองจิตตนครได้กล่าวคำปราศรัยว่า จิตตนครได้ดำรงผ่านมาอีกปีหนึ่ง ในขวบปีที่ผ่านมานั้น ได้มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากทั้งในด้านสุข ทั้งในด้านทุกข์ ก็ได้พยายามแก้ไขเหตุการณ์ ในด้านทุกข์ให้กลับเป็นสุขอย่างเต็มความสามารถ ขอขอบใจผู้ที่ช่วยทั้งหลาย เช่น สมุทัยและพรรคพวก และคู่บารมีกับพรรคพวก ในปีใหม่ก็ขอให้ช่วยกันต่อไปเพื่อความสุขความเจริญของจิตตนคร"

ในตอนนี้เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้ทรงกล่าวถึงวาระขึ้นปีใหม่สำหรับชาวโลกทั่วไป อันเป็นอีกวาระหนึ่งที่ควรแก่การแสดงความรื่นเริงยินดี ในจิตตนครแห่งนี้ก็เช่นกันเสมือนเป็นวาระครบรอบปีด้วย จึงเป็นที่น่ายินดีไม่ต่างจากการขึ้นรอบปีใหม่ของชาวโลกทั่วไป หรือในนครแห่งอื่นเลย แน่นอนว่าในแต่ละขวบปีที่ผ่านไปไม่ว่าในเมืองไหนย่อมมีเหตุการณ์ต่างเกิดขึ้นมากมาย ทั้งทุกข์สุข ทั้งยินดีโศกเศร้า เรื่องราวต่างหมุนเวียนกันเกิดขึ้นเรื่อยไป แต่ไม่ว่าสุขหรือเศร้า ไม่ว่าพบหรือจาก ไม่ว่าชัยชนะหรือพ่ายแพ้ ไม่ว่าได้มาหรือเสียไป ไม่ว่าสมหวังหรือผิดหวัง สุดท้ายแล้วทุกสิ่งย่อมเป็นไป เช่นนั้นเอง ทุกอย่างย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนไป เป็นไปตามวัฏจักรของกฎแห่งความเป็นจริงที่เรียกว่า อนัตตา หรือ เกิด แก่ เสื่อม ดับ อยู่ทุกขณะ

ดังเช่นที่หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุท่านกล่าวว่า "ทั้งหมดนั้นมันเป็นอย่างนั้นเอง เป็นตามธรรมชาติของมันอย่างนั้นเอง พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า 'ตถาตา' ตถาตา แปลว่า ความเป็นอย่างนั้น ฝรั่งก็ไปแปลตรงว่า suchness ความเป็นอย่างนั้น ความเป็นอย่างนั้นน่ะ คือ ทั้งหมด ทั้งหมดของธรรมะ ของโลก ของศาสนา ของความสุข ความทุกข์ ต้องเข้าใจไอ้คำว่า 'อย่างนั้น' ถึงขนาดนั้น จึงจะไม่มีความทุกข์ ฉะนั้นพูดแต่ปากไม่ได้ ท่องเป็นบทมนต์ก็ช่วยไม่ได้ ต้องเข้าใจซึมซาบความเป็นอย่างนั้นน่ะคืออะไร พออะไรเกิดขึ้นก็ 'อย่างนั้นเอง' ก็หมดกัน เลิกกัน ไม่ต้องรัก ไม่ต้องเกลียด ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเศร้า ไม่ต้องหลงใหลลิงโลดอะไรเลย ความเป็นอย่างนั้น หรือว่าอย่างนั้นๆนั่นน่ะ อย่างนั้นเอง พรรณนั้นเอง มันมีคุณมากถึงอย่างนี้ เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนาเกี่ยวกับเหตุ เกี่ยวกับปัจจัย ฉะนั้นหัวใจของพุทธศาสนาที่พูดไว้ต่างกัน ในรูปประโยคต่างกัน ทั้งหมดนั้นสรุปอยู่ในคำนี้ ในคำว่า 'อย่างนั้นเอง' "

แน่นอนว่าในฐานะปุถุชนคนธรรมดาที่ยังไม่อาจสลัดรัก โลภ โกรธ หลง ยังคงว่ายวนอยู่ในกระแสธารกิเลสอย่างต่อเนื่องนี้ สิ่งสำคัญคือความเพียรพยายามว่ายทวนกระแสกิเลส ฝึกหัดขัดเกลาจิตใจให้ค่อยลดละเลิก ปรับทิศทางจากที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลเร็วรี่ตามกระแสเหล่านั้นเป็นทวนกระแสเพื่อมุ่งสู่ความถูกต้องดีงามไปตามลำดับ และด้วยความมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอย่อมช่วยให้เข้าถึงความเป็นอย่างนั้นเองได้บ้างไม่มากก็น้อย

"สมุทัยได้กล่าวปราศรัยว่า สมุทัยเป็นตัวแห่งความสุข อย่าเข้าใจว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ สถานรื่นเริงบันเทิงสนุกทั้งปวงสมุทัยสร้างขึ้นทั้งนั้น ได้สร้างภาพยนตร์ให้ดูกันทั้งเมืองตลอดวันคืน ปีใหม่จะสร้างสิ่งที่บำรุงสุขสนุกสนานให้มากขึ้นไปอีก และอย่าได้กลัวต่อโลโภ โทโส โมโห และพรรคพวก ต่างช่วยกันสร้างความมั่งมีศรีสุขทั้งนั้น มิใช่เพราะโลโภดอกหรือ จึงพากันร่ำรวยเป็นเศรษฐีไปตามกัน ถ้าใครไม่คบหากับโลโภ ก็ยากที่จะเป็นเศรษฐี มิใช่เพราะโทโสดอกหรือ จึงมีเดชอำนาจ เป็นที่กลัวเกรงของใครมิใช่เพราะโมโหดอกหรือ จึงมีความสุขสนุกสนานอยู่ในโลกได้ ในปีใหม่ ใครปรารถนาสุขก็ให้หมั่นเชื่อฟังสมุทัย คบหากับโลโภ โทโส โมโห ให้มากขึ้นเถิด"

ความสุขทางโลก หรือความสุขแบบโลกในแง่หนึ่งนั้นหรือก็คือ สมุทัย อันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ เพียงแต่ถูกพรางไว้ด้วยสุขแบบลวงที่หลอกให้เราวิ่งไล่ไขว่คว้า จูงจิตของเราวิ่งวุ่นไปไหนต่อไหนตามแต่กิเลสจะชักจูง แต่ส่วนใหญ่เรากลับหลงติดอยู่ในมายานั้นว่าคือสุข ยิ่งเมื่อประกอบกับโลภ โกรธ หลง เข้าผสมโรงด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ สิ่งที่เรียกกันว่าความก้าวหน้า สิ่งที่เรียกกันว่าการพัฒนาอย่างเกินขีดจำกัด จึงแผ่ขยายออกไปอย่างมากมายเกินเลยยิ่งขึ้น

ยิ่งเร่งเครื่องพัฒนามากเท่าไหร่ ผู้คนก็มุ่งหน้าแสวงหาความร่ำรวยมั่งคั่งตอบสนองความพรั่งพร้อมทางวัตถุให้มากขึ้นเรื่อยพร้อมกับมองหาลู่ทางใหม่ ช่องทางใหม่ที่จะเพิ่มกำไรให้มากขึ้น ด้วยข้ออ้างที่ไม่ยักสมเหตุสมผลว่าช่วยสร้างความสุขความเจริญ แท้จริงคือหาวิธีเทกำไรเข้ากระเป๋าจนล้นใช่หรือไม่

น่าแปลกที่เสียงเรียกร้องของคนยากคนจนทั่วทุกแห่งหนนั้นแทบไม่ต่างจากเสียงรำพึงรำพันอันแผ่วเบาที่มักถูกพัดหายไปกับสายลมเสมอ ต่างจากเสียงของบรรดาผู้พรั่งพร้อมทั้งหลายที่มีอยู่เพียงหยิบมือเดียวหากเทียบกับจำนวนผู้ขัดสนที่มีอยู่ แต่เหตุไฉนเสียงของกลุ่มคนน้อยนิดเหล่านี้จึงกลายเป็นเสียงอันดังกังวานก้องที่ผู้คนได้ยินกันทั่ว อีกทั้งยังประกอบด้วยบรรดาผู้พร้อมปฏิบัติตามทันทีทันใด ดังเช่นเสียงของนักลงทุนผู้มาพร้อมความสุขความเจริญทั้งหลายที่มักมีโลโภ โทโส โมโห คอยตอมรายล้อมพร้อมหน้าอยู่เนืองเป็นต้น เมื่อคนจนเสมือนไร้ปากไร้เสียง คนรวยมองเห็นแต่ทางทำกำไร ดังนั้นช่องว่างทางสังคมจึงยิ่งถ่างกว้างยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามใช่ว่านักลงทุนนั้นโลภโมโทสันไปเสียทั้งหมดก็หาไม่ เพราะนักลงทุนที่ดียังมีอยู่ไม่น้อย และการลงทุนที่ดีนั้นก็ย่อมมีหลักธรรมาภิบาลในการบริหาร มีผลตอบแทนให้กับผู้ร่วมงานอย่างเหมาะสม สร้างบรรยากาศให้การทำงานร่วมกันนั้นเต็มไปด้วยความสุข มองถึงผลกำไรที่ตอบแทนกลับสู่สังคม ช่วยสร้างสังคมที่เป็นธรรมให้กับชุมชน ช่วยลดช่องว่างระหว่างผลกำไรกับต้นทุนที่รวมถึงค่าแรงพนักงานและสวัสดิการต่างไว้แล้วไม่ให้ถ่างกว้างจนเกินไป อันเป็นการช่วยเฉลี่ยความสุข ช่วยค้ำจุนสังคมและปรับสมดุลสังคมไปในตัว

"ฝ่ายคู่บารมีได้ปราศรัยว่า ให้คิดทบทวนถึงเหตุการณ์ในปีเก่า พิจารณาดูให้เห็นเหตุผล อย่าด่วนเชื่อฟังใครง่ายแม้ที่คู่บารมีกล่าวอยู่นี้ก็อย่าเพิ่งเชื่อก่อน ให้พินิจพิจารณาให้ถ่องแท้ก่อน ทุกคนมีหัวคิดอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ขอให้ยั้งคิด ทุกข์เดือดร้อนต่างในจิตตนครเกิดจากการที่ทำขึ้น และการที่ทำขึ้นนั้นเล่าเกิดจากอะไร ถ้ามิใช่จากจิตใจที่ประกอบด้วยโลภโกรธหลง ฉะนั้น ในปีใหม่ก็ให้รู้จักยับยั้งจิตใจ อย่ายอมต่อความโลภโกรธหลง จะมีความสุขกว่าปีเก่าแน่นอน"

ในอีกแง่หนึ่ง ความสุขทางธรรม เป็นความสุขจากการสละ ละ วาง เป็นความสุขที่ทวนกระแสโลก จากที่เคยรู้ออกนอกตัว รู้ตามโลกวิ่งตามโลก หมุนตามกระแสโลกหมุนตามกิเลส ก็เพียรพยายามทวนกระแสเปลี่ยนมาเป็นรู้เรื่องภายใน ตามรู้กายรู้วาจารู้ใจ เท่าทันกายวาจาใจ เป็นอยู่อย่างมีสติมีจิตสำนึกอยู่เหนืออารมณ์ให้มากขึ้น แม้เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่หากใส่ใจนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง นำไปประยุกต์ให้สอดคล้องใช้การได้ดีในสังคมปัจจุบัน ธรรมก็ย่อมช่วยคุ้มครองตนคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม หากคนในสังคมมีธรรมะ ธรรมนั้นก็ย่อมช่วยคุ้มครองสังคม เมื่อแต่ละชุมชนมีความเป็นธรรม ความสุขก็แผ่ขยายโดยรอบ และสังคมที่เป็นธรรมย่อมส่งเสริมให้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

ขอยกตัวอย่างเรื่องของการทวนกระแสที่เห็นได้ชัดอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นแนวพระราชดำริที่ทรงพระราชทานเป็นแนวทางดำรงชีพ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งนับเป็นเรื่องทวนกระแสที่ทำได้ยากในท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมที่เฟื่องฟูอย่างยิ่ง หากแนวคิดนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้เป็นไปได้จริงและประสบผลสำเร็จในทางปฏิบัติในสังคมไทย ก็จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางพัฒนาที่ทำให้เกิดความสมดุล สมเหตุสมผล และสมประโยชน์อย่างทั่วถึง

เพราะแม้ในการลงทุนก็ต้องเป็นการลงทุนอย่างมีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่เสี่ยงจนเกินไป ลงทุนอย่างเหมาะสม เน้นในสิ่งที่ให้ประโยชน์แก่สังคมทั้งระยะสั้นและระยะยาว การลงทุนที่ดีคือการลงทุนที่สร้างความเป็นธรรมแก่ชุมชนอย่างยั่งยืนทั่วถึง มีความรัก ความเมตตาต่อกัน พาสังคมหวนคืนสู่ความเป็นมนุษย์ ไม่เอารัดเอาเปรียบหรือแก่งแย่งแข่งขันชิงผลประโยชน์หรือแสวงหากำไรจนเกินควร

แล้วทำอย่างไรผู้คนในบ้านเมืองเราจึงจะเข้าใจถึงความสำคัญของการดำรงชีวิตในความพอดี ไม่ลุ่มหลงอบายมุข และไม่โลภในทางที่ผิด ทำอย่างไรจึงจะหันมาหาการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น ด้วยมิใช่มุ่งเน้นพัฒนาทางวัตถุเพียงอย่างเดียว แต่ให้ควบคู่ไปกับพัฒนาจิตใจ ส่งเสริมจิตสำนึกด้านคุณธรรม พัฒนารสนิยมในการแสวงหาความรู้ นำไปสู่การปฏิบัติอย่างสร้างสรรค์ ดังพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งที่ว่า "ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหาได้ด้วยความเป็นธรรม ทั้งในเจตนาและการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น"

พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุและผล ในการแสดงธรรมของพระพุทธองค์ทรงมุ่งที่การชี้แจงแสดงเหตุผล เพื่อแนะนำให้ผู้คนเห็นถึงความจริงที่เรียกว่า อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ การดับทุกข์ และหนทางดับทุกข์ เพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ เข้าใจ เห็นถึงหนทางดับทุกข์ นำไปสู่วิธีปฏิบัติเพื่อแก้ไขหาหนทางผ่อนผันบรรเทาทุกข์ลงได้ วิธีการของพระองค์เน้นที่ทรงชี้แจงแสดงธรรมด้วยเหตุและผล ใครจะว่าอย่างไรก็ว่าไปมิได้ทรงคัดค้าน แต่ทรงแนะนำว่า ไม่ควรด่วนเชื่อ แต่ควรนำมาพิจารณาด้วยปัญญา ด้วยการพิจารณาดูก่อนว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ หากพิจารณาดูแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็พึงเชื่อถือได้ ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ใน กาลามสูตร อันเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางแนวทางไว้ให้ 10 ประการ คือ 1. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา 2. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบกันมา 3. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ 4. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ 5. อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรก 6. อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน 7. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล 8. อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว 9. อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ 10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา

หลักธรรมในพระสูตรนี้ไม่ได้ห้ามไม่ให้เชื่อ ไม่ได้บอกให้ดื้อรั้นไม่ฟังใคร หรือถือความคิดเห็นตนเป็นใหญ่ เพียงแต่ทรงเตือนสติ และแนะนำให้กลั่นกรองให้ดีก่อนหากจะเชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งใดโดยให้พิจารณาด้วยปัญญาเสมอ ไม่ให้ถือความเชื่อนั้นเป็นเครื่องตัดสินเด็ดขาด เพราะยังอาจพลาดได้ ต้องใช้ปัญญาคิดพิจารณาให้ดีก่อนว่าถูกหรือผิด เป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เมื่อใคร่ครวญจนรู้ว่าธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลหรือมีโทษก็พึงละเว้น และเมื่อใคร่ครวญจนรู้ว่าธรรมเหล่านั้นเป็นกุศลหรือปราศจากโทษ ก็พึงถือปฏิบัติ

"ส่วนศีลได้ปราศรัยให้พากันประพฤติงดเว้นทุจริตทางไตรทวาร หิริโอตัปปะกล่าวปราศรัยให้พากันละอาย รังเกียจความชั่ว ให้พากันเกรงกลัวต่อความชั่วร้ายทั้งปวง แต่อย่ากลัวต่อบุญที่เป็นความดี หรือการกระทำความดีทั้งหลาย ดังนี้จะมีความสุขยิ่งขึ้นในปีใหม่แน่นอน"

ในโอกาสปีใหม่ก็ดี หรือไม่ว่าปีไหนหรือในโอกาสใดก็ตาม การดำเนินชีวิตเพื่อมุ่งสู่ความสุขความสำเร็จที่แท้จริงย่อมขาดเสียไม่ได้ซึ่งศีล และหิริโอตัปปะ อันจะนำไปสู่ความตั้งใจทำดี หลีกหนีจากความชั่ว นอกจากนี้เพื่อความไม่ประมาท ยังมีธรรมที่พึงพิจารณาอยู่เนือง หรือที่เรียกว่า อภิณหปัจจเวกขณ์ ซึ่งมีอยู่ 5 ข้อ เพื่อละสาเหตุต่างๆ เช่น ความมัวเมา เป็นต้น ที่ทำให้ตกอยู่ในความประมาท และประพฤติทุจริตทางไตรทวาร คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ

หลักธรรมทั้ง 5 ได้แก่ 1 หมั่นพิจารณาถึงความแก่เนือง เพื่อบรรเทาความมัวเมาในวัย ส่งเสริมให้เด็กเล่าเรียนศึกษาแต่เมื่ออายุยังน้อย ทำให้คนวัยหนุ่มสาวหมั่นทำการงานเสียแต่เมื่อมีอายุอันสมควร ทำให้ผู้ที่มีวัยและอายุมากขึ้นยอมปฏิบัติตัววางตนให้เหมาะสมแก่วัย 2 หมั่นพิจารณาถึงความเจ็บเนือง เพื่อบรรเทาความมัวเมาในความไม่มีโรค ทำให้ระวังดูแลรักษาสุขภาพตามสมควร เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็รีบรักษาตัวไม่ปล่อยไว้ด้วยความประมาท 3 หมั่นพิจารณาถึงความตายเนือง เพื่อบรรเทาความมัวเมาในชีวิต เร่งทำหน้าที่การงานไม่ให้คั่งค้าง เว้นสิ่งที่ควรเว้นทำสิ่งที่ควรทำ เตรียมตัวเตรียมตายไว้โดยไม่ประมาทและไม่หวาดหวั่น 4 หมั่นพิจารณาถึงความวิบัติพลัดพรากเนือง เพื่อบรรเทารักโลภ โกรธ หลงให้เบาบางลงได้ตามควร เตรียมตัวเตรียมใจเผชิญกับความพลัดพราก ความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ 5 หมั่นพิจารณาถึงกรรมของตนเนือง เพื่อเตือนใจให้รู้ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมอันนั้น เพื่อเร่งทำกรรมดีละเว้นกรรมชั่ว

ชีวิตคนเราตราบเท่าที่ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ ชีวิตนั้นย่อมผูกและพันอยู่ด้วยกรรม มีสุขบ้างทุกข์บ้างหนักบ้างเบาบ้างติดตามมาให้ผลวนเวียนไปไม่สิ้นสุด หากไม่อยากประสบทุกข์ก็ขอให้เราทั้งหลายเร่งทำดีละชั่วเรื่อยไป เพื่อผลอันเป็นสุขและทุกข์ที่เบาบางจางคลายลงนั่นเอง

"ในนครต่างของโลก คำปราศรัยของใครมักจะตกแต่งเป็นอย่างดี เช่น แม้จะอยากได้ก็ตกแต่งแสดงเป็นเหมือนไม่อยากได้ ถึงจะโกรธก็ตกแต่งแสดงเป็นเหมือนไม่โกรธ แต่ในจิตตนครต่างแสดงกันโดยเปิดเผย ดังจะเรียกว่าโดยสัญชาตญาณหรืออะไรทำนองนี้ ฝ่ายพระบรมครูก็ได้ประทานพระพุทธโอวาท ความว่า 'พึงอบรมใจให้มีเมตตาแผ่ไปในโลกทั้งปวงเถิด' พระสุรเสียงดังไปทั่วจิตตนคร แต่ก็มีข้อแปลกว่า หาได้ยินกันทั่วไปไม่ ทั้งที่พระสุรเสียงก็ดังพอได้ยินถนัด"

ในโลกที่ขับเคลื่อนไปด้วยมีความสุขความเจริญทางวัตถุเป็นที่หวัง วิถีของการกินดื่มเสพใช้และบริโภคสิ่งต่างอย่างเต็มที่ ย่อมเป็นเหตุผลสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคอย่างขาดจิตสำนึก มีการสรรหาทรัพยากรต่างป้อนเข้าสู่ระบบผลิตเพื่อเปลี่ยนเป็นสินค้าสำหรับการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย ส่งเสริมให้ซื้อให้กินให้ใช้อยู่ตลอดเวลา โดยเน้นเพิ่มยอดขายเป็นหลัก มีการออกสินค้ารุ่นใหม่เพื่อสนองกิเลสอย่างไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่มักไม่คำนึงว่าจะส่งผลอย่างไรในอนาคตข้างหน้า โดยมากแล้วจุดมุ่งหมายก็เพื่อทำกำไรสูงสุดในปัจจุบันนั่นเอง

หลักปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการใช้สติปัญญาปกป้องตนเอง ครอบครัว สังคม ตลอดจนสภาพแวดล้อมของบ้านเมือง ไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมาไปในทางที่มุ่งเสาะแสวงหาแต่สิ่งบำรุงบำเรอความสุขความสำราญส่วนตน ไม่มุ่งแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือแสวงหาผลกำไรส่วนเกินด้วยการเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียน ช่วยกันนำพาสังคมให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ คือให้ยึดหลักพอสมควร เจริญเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ช่วยกันลดและขจัดข้อแย้ง รวมพลังรู้รักสามัคคี รู้รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

สุดท้ายสิ่งที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงเน้นย้ำอันเป็นหลักธรรมสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทรงกล่าวไว้เสมอคือ พระพุทธโอวาทที่ประทานว่า ให้พึงเผื่อแผ่ความรักความเมตตาไปในโลกสู่สรรพสัตว์ทั้งปวงเทอญ

(ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ เศรษฐกิจพอเพียง โดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เฟซบุ๊ค buddhadasaarchive เว็บไซต์ http://mediacenter.mcu.ac.th ภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า