ย้อนยุคอภัยภูเบศร จากปราจีนสู่พระตะบอง

สายตรงรายงาน

7. "ตราแผ่นดินสยาม" วัดดำเร็ยซอ

เมื่อถ่ายภาพบริเวณชั้นสองเสร็จ ผมตรงดิ่งไปนั่งรอในรถบัส เพื่อเตรียมพร้อมการเดินทางสู่ วัดดำเร็ยซอ วัดเก่าแก่แห่งหนึ่งเมืองพระตะบอง

โดยที่คำว่า ซอ แปลว่า ขาว ส่วนคำว่า ดำเร็ย แปลว่า ช้าง จึงมาแปลความหมายรวมกันว่า วัดช้างเผือก ซึ่งทางด้านหน้าวัดนั้น มีรูปปั้นพระเวสสันดร ทรงช้างเผือกปัจจัยนาเคนทร์ รวมถึงมีร่องรอยของสยามให้เห็น จากตราแผ่นดินรัชกาลที่ 5 แห่งราชอาณาจักรสยาม ที่อยู่บริเวณเหนือกรอบประตู ด้านหน้าและหลังอุโบสถ แต่ความสวยงามของพระอุโบสถ อยู่ที่ปูนปั้นอันวิจิตรงดงาม ของการสรรพยุทธ ระหว่างพระรามและทศกัณฑ์ แล้วอยู่บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ ระหว่างพระลักษมณ์และอินทรชิต ที่บริเวณด้านหลังพระอุโบสถ และรูปทรงของโบสถ์แห่งนี้ ได้มีการอ้างอิงไว้ว่า ถ่ายแบบไปสร้างเป็นวัดแก้วพิจิตร ที่จังหวัดปราจีนบุรี ภายหลังจากที่ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) อพยพครอบครัวเข้าไปอยู่อาศัย ที่จังหวัดปราจีนบุรี

ฝีมือปูนปั้น ผิดกันเลย ระหว่างไทยกับเขมร

คาดว่า...ช่างปั้น คงไม่ตามไปเมืองไทยด้วย

ระหว่างที่ผมกระซิบกับเพื่อนอยู่ พี่ต้อม ผู้นำคณะของเราในโครงการ "ไม่มีวันนั้น ไม่มีวันนี้" ได้มาเล่าเพิ่มเติมให้อีกว่า วัดดำเร็ยซอ เป็นวัดที่เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (ชุ่ม) ซึ่งได้เป็นเจ้าเมืองพระตะบองคนสุดท้าย ได้มาสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2447 โดยพระอุโบสถของวัดมีขนาดที่ใหญ่ ทั้งรูปทรงโดดเด่น และลวดลายประดับประดา แลดูวิจิตรพิสดารยิ่ง ซึ่งก็มีเรื่องเล่าว่า ณ วัดแห่งนี้ เป็นวัดที่คุณหญิงสอิ้ง ภรรยาเอกของท่านป่วย จึงทำพิธีบนบานศาลกล่าว กับวัดกอนดาล (แปลเป็นไทยว่า...วัดระฆัง) ว่าถ้าหายป่วย จะสร้างวัดนี้

ทั้งเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) และคุณหญิงสอิ้ง พากันเดินทางมาสร้างวัดแห่งนี้ มีช่างที่ควบคุมการก่อสร้างชื่อ เจียงโตว ส่วนช่างปูนปั้นมีถึง 2 คนที่ชื่อ เจียงเยือก และก็ชื่อ เจียงเสือ และศิลปินที่วาดรูปในอุโบสถชื่อ เอ็น เปรย เจีย ซึ่งศิลปิน เอ็น เปรย เจีย เรียนวิชาเขียนรูปที่เมืองไทย ทั้งเป็นคนชอบอ่านคำกลอนหรือเสภาถวายเจ้านาย

หัวหน้าคณะเล่าว่า "สมัยก่อน ถ้าใครโกหกต่อกัน ก็ท้ามาจุ่มตะกั่วร้อนๆที่นี่ หากไม่โกหก จุ่มตะกั่วร้อนๆแล้ว จะไม่เป็นอะไรเลย ขณะที่สมัยสงครามเขมรแดง จะเก็บอาหารหมูไว้ในโบสถ์นี้ โดยมีการเลี้ยงหมูกันรอบๆวัด ครั้นสงครามเขมรแดงได้สงบลง ชาวบ้านที่ต่างยากจนกันมาก ก็มาแอบแกะเงินแกะพลอย เพื่อเอาไปขายกินเลี้ยงชีวิต"

เป็นประเด็นที่ให้ผม เกิดสงสารในชาวบ้าน

สงครามเขมรแดง ตั้งแต่ได้ฟังมาไม่มีด้านดี

"การสร้างวัดแห่งนี้ เค้าว่า...ได้เอาข้าวของมาจากเมืองไทย โดยท่าน 'เปลซองยะ' เสมือนกับเป็นหลวงตา ท่านมีความสามารถ ทำให้แผ่นดินหดได้ หรือย่นระยะทาง ในการเดินทางให้เร็วขึ้น ท่านไปกับเด็ก 2 คน นำข้าวของมาสร้างโบสถ์"

พี่ต้อมเล่าเรื่องอัศจรรย์ แล้ววกมาพูดการสร้างวัดว่า "ก็อย่างที่บอกไปบนรถ ว่ามีการบนบานศาลกล่าว แล้วทางคุณหญิงสอิ้ง ก็ได้มาสร้างวัดแห่งนี้ขึ้น โดยท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เป็นผู้ตัดลูกนิมิตเอง ซึ่งเราสามารถเห็นได้ จากรูปจิตรกรรมฝาผนัง ที่วาดอยู่ด้านหลังตรงนี้เองค่ะ แล้วมาดูกันที่พระประธาน ที่ฐานยังเป็นฐานเก่าแก่ มีลายกระเบื้องโบราณ เหมือนกับวัดอรุณบ้านเรา ก่อนหน้านั้น ได้มีการสร้างวัดกว่า 20 วัดมาแล้ว"

เมื่อเอ่ยถึง รูปคุณหญิงสอิ้ง ก็ใคร่อยากเห็น

พากันหาอยู่พักเดียว ได้เห็นว่า ท่านสวยงาม

เป็นภาพทั้งครอบครัว ร่วมทำบุญกันที่ในวัด

นอกจากนั้นจิตรกรรมที่นอกเหนือไป ก็ได้สร้างสรรค์เป็นเรื่องรามเกียรติ์ ที่ยังคงได้เป็นของดั้งเดิม หาได้มีการมาบูรณะขึ้นใหม่...คิมเส็งยืนยัน

ออกจากตัวโบสถ์เห็น "ตราแผ่นดินสยาม"

น้องนักข่าวคนสวย เลยถามคำถามโดนใจ

ในตราแผ่นดินสยาม มีสิ่งใดประกอบด้วย

มัคคุเทศก์ฟรีแลนด์...คิมเส็ง กับผู้นำคณะ...พี่ต้อม-ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ก็ช่วยกันอธิบายให้ความรู้กับพวกเราว่า ตราแผ่นดินสยาม หรือ ตราพระราชลัญจกร ประจำแผ่นดินสยาม มีลักษณะดังต่อไปนี้ คือส่วนบนสุดตรงกลาง คือภาพพระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี โดยหมายถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกฎ เป็นภาพจักรและตรีไขว้เรียกว่า ตรามหาจักรี อันเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมาย แทนนามแห่งราชวงศ์จักรี ดังนั้นในความหมายจึงแปลว่า พระมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรี

ส่วนทางด้านซ้ายและด้านขวา ของพระมหาพิชัยมงกฎ ซึ่งแลเห็นเป็นรูปฉัตร 7 ชั้น จะเป็นเครื่องหมายแห่งราชาธิปไตย แล้วก็ที่เป็นฉัตรถึง 7 ชั้นนั้น เพราะว่าเป็นฉัตรสำหรับใช้ประกอบ กับนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตร 9 ชั้น) ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงพระราชอิสริยศ ของพระมหากษัตริย์ ในการใช้รูปดังกล่าว จึงเป็นการประกาศให้รู้ว่า ดินแดนสยามได้อยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย ผู้เป็นสยามินทราธิราช

แล้วที่อยู่ใต้ลงมา เสียงคนข้างหลังถาม

ซึ่งพวกเรา ได้ให้ความสนใจ มากยิ่งขึ้น

ทางพี่ต้อม...ก็ส่งยิ้มหวานก่อน แล้วให้ความกระจ่างว่า "ที่ลงมาเป็นรูปโล่แบ่งออก 3 ห้อง โดยห้องด้านบนเป็นภาพช้าง 3 เศียร อันหมายถึงสยามเหนือ สยามกลาง และสยามใต้ พื้นโล่เป็นสีเหลือง ส่วนห้องล่างด้านขวามือ เป็นภาพช้างเผือก หมายถึงประเทศราชลาวล้านช้าง (กรุงศรีสัตนาคนหุต) พื้นโล่เป็นสีแดง และห้องล่างด้านซ้ายมือ เป็นภาพกริชคดและกริชตรงไขว้กัน หมายถึง หัวเมืองประเทศราชในมลายู พื้นโล่เป็นสีชมพู"

ต่อจากฉัตรทางด้านขวา เป็นภาพคชสีห์ประคองฉัตร ส่วนทางด้านซ้ายมือเป็นภาพราชสีห์ประคองฉัตร โดยคชสีห์หมายถึง ข้าราชการฝ่ายกลาโหม ซึ่งได้เป็นใหญ่ทางฝ่ายทหาร ส่วนราชสีห์หมายถึง ข้าราชการฝ่ายมหาดไทย ซึ่งก็เป็นใหญ่ทางฝ่ายพลเรือน แล้วทั้งสองฝ่ายนั้น ก็ได้มีหน้าที่ป้องกันราชอาณาจักร และค้ำจุนพระราชบัลลังก์

ส่วนขอบโล่ด้านล่างสุด ล้อมรอบด้วยพระมหาสังวาลนพรัตน์รัตนราชวราภรณ์ ที่หมายถึง พระพุทธศาสนา มีที่มาจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระมหาสังวาลนพรัตน์รัตนราชวราภรณ์ ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราช อิสริยาภรณ์ชนิดนี้ด้วย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดให้พระราชทาน แก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการที่ได้กระทำคุณงามความดีต่อชาติ

โดยความหมายรวมๆของรูปสัญลักษณ์ภายในโล่ จึงหมายถึงขอบขัณฑสีมาทั้งหมด ของประเทศสยามเวลานั้น ซึ่งรวมถึงวัดดำเร็ยซอด้วย

ต่อจากนั้นเวลา 15.00 น. ก็ไปทัศนศึกษาที่ บ้านโบราณ ซึ่งเป็นบ้านเดิมของ หลวงพิมลสิเนหา อาลักษณ์ของ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) โดยรอดจากการถูกทำลายล้างในยุคเขมรแดงมาได้ เพราะนายร้อยของเขมรแดง ใช้บ้านหลังนี้เป็นที่อยู่อาศัย และในบ้านมีภาษาไทยเขียนที่ผนังว่า "พระตะบอง" จากลายมือหลวงพิมลสิเนหา

ทายาทซึ่งเป็นลูกเป็นหลานชื่อ ยี สะลิท อายุ 68 ปี มาเล่าด้านสถาปัตยกรรมของบ้านว่า "...นี่คือรูปท่านตาของผม ท่านเป็นเสมียร ของท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ท่านชื่อ 'ตับ' หรือ 'หลวงพิมลสิเนหา' ในปี 1907 พระตะบองเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ที่ได้ตรงกับท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ย้ายไปอาศัยในจังหวัดปราจีนบุรี ประเทศไทย ซึ่งท่านตาของผม ไม่ได้ย้ายตามท่านไปด้วย ยังคงอาศัยอยู่ที่พระตะบอง และมีลูกหลานสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ในตอนที่ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ย้ายไป ท่านตาก็ได้สร้างบ้านหลังนี้ขึ้น มีชื่อว่า 'บ้านคอสอง' คือบ้านที่มีหลังคาสองชั้น คล้ายๆกับที่หลังคาของอุโบสถ์ต่างๆ แต่ไม่มีพญานาคตกแต่ง ตามโบราณบ้านจะมีเสา 4 แถว มีหน้าต่างบานใหญ่ ฝาผนังสูงให้ความเย็น ซึ่งผนังก็ทำจากไม้ไผ่สานฉาบด้วยปูน ในบ้านไม่มีห้องน้ำ คนชราอาบน้ำกันบนบ้านเลย"

เดินมาท้ายบ้าน ก็เห็นคำว่า "พระตะบอง"

อักษรที่เริ่มเลือน แต่เราคนไทยอ่านเข้าใจ

พร้อมกับที่เข้าใจว่า "ไม่มีวันนั้น ไม่มีวันนี้"