เพื่อนใกล้ตัว...ชื่อโอกาส...

เศรษฐกิจประจำบ้าน

ปกติแล้ว เวลาผู้เขียนจะเริ่มเขียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งลงในคอลัมน์ ผู้เขียนจะนึกถึงแก่นของเรื่องก่อนเป็นลำดับแรกว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีเนื้อหาอย่างไรบ้าง ส่วนชื่อเรื่องจะคิดทีหลังเสมอ บางครั้งเขียนจนจบเรื่อง ยังนึกไม่ออกก็มีว่าจะตั้งชื่อเรื่องว่าอะไร แต่สำหรับฉบับนี้ ผู้เขียนคิดถึงแก่นของเรื่อง แล้วก็นึกชื่อเรื่องได้ทันที ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นเขียน และคิดว่าเป็นชื่อที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดด้วยเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น อยากให้ทุกท่านลองอ่านเนื้อหาในคอลัมน์ฉบับนี้กัน...

สมัยนี้ในสังคมโซเชียลหรือตามร้านหนังสือมีหนังสือพวกการให้กำลังใจ การสร้างแรงบันดาลใจอยู่มากมาย บางครั้งการได้รับข้อความหรือการอ่านหนังสือเป็นการกระตุ้นให้ตัวเองเกิดกำลังใจและทำให้มีกำลังกายที่จะเผชิญเรื่องต่างๆในชีวิตกันต่อไป ผู้เขียนเจอหนังสือแปลเรื่องหนึ่งซึ่งผู้เขียนสะดุดกับชื่อของหนังสือ แต่เนื่องจากไม่ได้ค่าโฆษณาเลยขออุบไว้ไม่บอก หนังสือเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงซึ่งแพทย์บอกว่าจะมีชีวิตเหลือแค่ 1 ปี แต่ผู้ป่วยคนนั้นก็ไม่ย่อท้อ แต่งหนังสือเรื่องนั้นด้วยการใช้นิ้วโป้งข้างขวาเพียงนิ้วเดียวกดจิ้มโทรศัพท์สมาร์ทโฟน และเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาด้วยการมองโลกในแง่ดี ผู้ป่วยคนนั้นสามารถมีชีวิตอยู่ต่อมาได้ถึง 3 ปี โดยมากกว่าที่แพทย์คาดการณ์เอาไว้ แค่นี้ก็ทำให้ผู้เขียนรู้สึกถึงความใจสู้ของผู้ป่วยคนนั้นแล้ว คนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย แต่ก็ไม่ได้ปล่อยเวลาไปกับการนั่งเสียใจ ท้อแท้ สิ้นหวัง แต่กลับกันคือ คิดไปในทางบวก พยายามใช้ชีวิตของตัวเองที่เหลือให้คุ้มที่สุด ให้เวลากับคนที่ตัวเองรัก และสร้างประโยชน์และกำลังใจให้กับผู้คนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก

โดยส่วนตัวผู้เขียนเป็นคนชอบดูทีวี ซึ่งเคยได้ยินว่าใครก็ไม่รู้กล่าวว่า คนที่ชอบดูทีวีมักจะไม่ฉลาดเท่ากับคนอ่านหนังสือ แต่คนอย่างผู้เขียนไม่ชอบการเปรียบเทียบว่าสิ่งไหนจะดีกว่าสิ่งไหน ผู้เขียนว่ามันเป็นเรื่องของรสนิยม และการตักตวงของแต่ละคนมากกว่า ความคิดใครจะไหลต่อไปได้ไกลแค่ไหนต่างหาก ยิ่งในยุคนี้เป็นยุคของดิจิทัลทีวี มีผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ให้เลือกหลายช่องมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งแน่นอนว่าบางช่องไร้สาระก็มี
เพราะอาจจะทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการและผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่า อันนั้นก็อย่าไปนึกถึง ช่องที่มีสาระให้ความรู้มากมายก็มีเยอะแยะ รายการที่ชอบดูจะเป็นรายการแนวทอล์คโชว์ การได้ฟังผู้อื่นเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต ทำให้เปิดมุมมองใหม่ๆของคนที่มีประสบการณ์ผ่านเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตมาแล้ว มีทั้งเหตุการณ์ชีวิตที่ประสบความสำเร็จและบทเรียนสอนใจให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

รายการทอล์คโชว์สมัยนี้ รูปแบบของรายการมีการนำเสนอแบบใหม่ๆ ไม่ได้นั่งคุยกันภายในห้องส่งอย่างเดียว มีการออกไปคุยกันในสถานที่ต่างๆ ที่ผู้ร่วมรายการเคยผ่านประสบการณ์ ณ ที่นั้น ตัวอย่างรายการที่เพิ่งดูมารายการหนึ่ง มีการสัมภาษณ์นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ รายการนำเสนอตั้งแต่การใช้ชีวิตในวัยเด็ก ไปโรงเรียนของผู้ร่วมรายการ เล่าถึงความเป็นมาในการเป็นนักธุรกิจรุ่นเยาว์ตั้งแต่วัยเรียน การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องเดินผ่านร้านขายของต่างๆหน้าโรงเรียน สังเกตเพื่อนนักเรียนว่ามีความต้องการซื้ออะไร แสดงให้เห็นถึงความคิดที่มีหัวก้าวหน้าในเรื่องธุรกิจตั้งแต่ยังเด็ก ธุรกิจที่เด็กคนนั้นทำในรั้วโรงเรียนคือ การขายน้ำผลไม้ตอนเลิกเรียนให้กับพวกเด็กที่เล่นกีฬาตอนเย็นหลังเลิกเรียน เพราะส่วนใหญ่ร้านค้าในโรงเรียนจะไม่มีของขายแล้ว และพัฒนาเป็นให้เพื่อนช่วยขายเป็นเครือข่าย จนสามารถหาเงินส่งตัวเองเรียนได้จนจบชั้นมัธยมปลาย เพราะในช่วงเวลานั้นครอบครัวเจอสภาวะวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี พ.ศ.2540) และต่อมาในที่สุดก็สามารถช่วย ที่บ้านปลดหนี้สินได้หลายสิบล้านบาท นอกจากรายการทอล์คโชว์แล้ว ไม่ว่ารายการอะไรก็สามารถดูให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น รายการข่าว แน่นอนว่าเป็นประโยชน์อยู่แล้ว แต่ก็ควรเลือกการนำเสนอข่าวแต่ละช่อง อย่าไปหลงเชื่อการวิเคราะห์ข่าวของผู้นำเสนอข่าวมากเกินไปเท่านั้นเอง ส่วนละครใครว่าไร้สาระ ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป อย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เราคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง คนดูละครเป็นก็จะได้อะไรจากละครไม่ใช่แค่ความบันเทิงตอนรับชม ยิ่งถ้าเป็นละครฮิต ดาราดัง แฟชั่นเสื้อผ้าที่พระเอกนางเอกใส่ กระเป๋าถือ แว่นตา โทรศัพท์มือถือ แม้แต่สีลิปสติก ก็สร้างรายได้ให้เกิดขึ้นได้ ละครออกอากาศตอนกลางคืน วันรุ่งขึ้นในโลกออนไลน์ก็จะมีการประกาศขาย แบบเสื้อที่อัมอั๊มใส่เมื่อคืน รองเท้าที่พระเอกก้ามปูใส่ ธุรกิจก็เกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน รายการเกี่ยวกับอาหารก็มีเยอะ ตั้งแต่สอนทำ ยันพาเที่ยวตลาด หรือแหล่งอาหารที่คนนิยม คนดูก็ได้เมนูอาหารใหม่ๆ ได้ไอเดียในการทำอาหาร รวมถึงมีช่องทางการขายเพิ่มขึ้น นี่ขนาดยังไม่ครบรายการทีวีทุกประเภทนะ ใครว่าการดูทีวีไม่มีประโยชน์ เริ่มเถียงว่าไม่จริงกันแล้วใช่ไหมเอ่ย ผู้เขียนนึกถึงคำคมของไอน์สไตน์ขึ้นมาได้ประโยคหนึ่งว่า "Imagination is more important than knowledge. Knowledge is limited. Imagination encircles the world" หมายความว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะความรู้นั้นมีจำกัด แต่จินตนาการมีอยู่ทุกพื้นที่บนโลก"

เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ หัวข้อหนึ่ง เป็นหัวข้อแบบฟังสบายๆ ไม่มีเรื่องตัวเลขให้วุ่นวาย เป้าหมายหลักเป็นการให้มีทัศนคติที่จะทำอย่างไรให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีความสุขกับการใช้ชีวิตให้มากที่สุด บอกตามตรงว่าจุดประสงค์ที่ไปเข้าร่วมสัมมนาหัวข้อนี้ เพราะการอ่านคำบรรยายเนื้อหาการสัมมนา เลยทำให้สนใจใคร่รู้ว่า มีวิธีการอย่างไรที่จะทำเช่นนั้นได้ วิทยากรที่บรรยายผ่านชีวิตที่มีผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว ไม่ได้คาดหวังว่า ต้องประสบความสำเร็จเหมือนเขา แต่การไปร่วมสัมมนาในหัวข้อที่เรารู้สึกสนใจบ้าง เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้ตัวเอง รู้จักการสร้างสัมพันธ์ หรือคำพูดที่เป็นที่นิยมในเรื่องของการบริหารคือ การสร้างเครือข่ายใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ ในที่นี้อยากจะนำมาแบ่งปันโดยแบ่งเป็นเรื่องๆไป

เรื่องแรกที่อยากจะเล่าถึง คือเรื่องของวิทยากรที่บรรยาย การที่คนเราจะสามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดให้คนมีความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้น สามารถทำให้คนหมู่มากเชื่อถือและสนใจเข้าร่วม สร้างแรงจูงใจให้คนคล้อยตาม พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้นำไปสู่กำลังใจที่จะฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อให้ถึงจุดหมาย การที่จะทำอย่างนั้นเช่น การยกตัวอย่างเล่าเรื่องคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก หรือแม้แต่ของตัววิทยากรเอง วิธีที่ทำอย่างไรให้ถึงจุดหมายให้คนเห็นภาพได้ชัดเจน มีคำพูดวลีเด็ดๆ ให้คนจดจำได้ ไม่ต้องเป็นคำพูดที่ตัวเองสรรค์สร้างเองก็ได้ อ้างเครดิตให้เจ้าของวลีเด็ดๆโดนๆ อย่างที่ได้ฟังในวันนั้น วิทยากรอ้างคำกล่าวของไอน์สไตน์ที่ว่า "Insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results." แปลว่า ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างเรียกว่าคนวิกลจริต เช่น ถ้าอยากรวยเป็นร้อยล้านตอนเกษียณ แต่ใช้ชีวิตประจำวันเหมือนเดิมแบบที่ไม่สามารถทำให้รวยขึ้นกว่านี้ มีเงินเดือน 20,000 บาทจากงานประจำ หักค่าใช้จ่ายต่างๆต่อเดือนแล้วเหลือ 5,000 บาทเป็นเงินเก็บ นำเงิน 5,000 บาทนั้นไปฝากธนาคาร สมมุติดอกเบี้ย 5% ต่อปี คิดเป็นเงินต้นรวมเงินฝาก 63,000 บาทต่อปี ปัจจุบันอายุ 35 ปี มีเวลาทำงานถึงปีที่เกษียณอีก 25 ปี เท่ากับ 63,000 คูณกับ 25 ปี น่าดีใจด้วยที่มีเงินเก็บทั้งหมด 1,575,000 บาท แต่ 25 ปีข้างหน้าถ้าคิดถึงเงินเฟ้อแต่ละปีที่เพิ่มขึ้นแล้ว เงินล้านกว่าบาทนี้ จะยังคงมีความหมายมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญเป้าหมายไม่ได้เป็นอย่างที่คิดคือมีเงินเป็นหลักร้อยล้าน ดังนั้น คำกล่าวนี้จึงเปิดมุมมองให้คิดใหม่ว่า ถ้ามี 5,000 บาทต่อเดือนนี้ ลองเอาไปทำอะไรที่จะทำให้เป็นเศรษฐีมีเงินร้อยล้านได้ นี่คือตัวอย่างของคำกล่าวนี้ ส่วนวิธีการต้องคิดเองนะ เพราะวิธีการแต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่เหมือนกันมีเพียงอย่างเดียวคือต้องทำงาน ไม่ใช่รวยจากการเสี่ยงโชคหรือวิธีการทุจริต อันนี้ไม่มีทางมีความสุขที่ยืนยาวแน่นอน และที่จบไปอีกเรื่องคือ วิธีการที่จะไปให้ถึงจุดหมาย ซึ่งจุดหมายก็แล้วแต่ใครจะตั้ง เพราะแต่ละคนมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่เหมือนกัน บางคนมีครอบครัวมีบุตร ต้องหาเงินเลี้ยงดูทั้งครอบครัว บางคนเป็นโสด ไม่มีภาระใด ก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินเก็บเป็นร้อยล้านหลังเกษียณ จริงหรือไม่ ส่วนวิธีการนั้นก็เหมือนกัน เพราะต้องมีหลายอย่างประกอบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเริ่มจากความคิดตัวเองเป็นหลัก วิทยากรใช้คำว่า Mindset หมายถึง ความคิดที่ส่งผลถึงพฤติกรรม วิทยากรลองให้ทำแบบทดสอบเกี่ยวกับความคิดเรื่องของเงินประมาณ 10 ข้อ ซึ่งความคิดของผู้เข้าสัมมนาก็แตกต่างกันไป มีเพียงไม่ถึง 5 คนจาก 80 คน ที่มีความคิดเรื่องของเงินที่ดีแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของคนปกติ แต่ถ้าเปลี่ยนทั้ง 80 คนในห้องนั้นให้มีความคิดใหม่และสามารถทำผลลัพธ์ให้ได้แบบวิทยากรแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า ประเทศเราคงมีค่า GDP (เข้าใจแบบง่ายว่าตัววัดค่าครองชีพของคนในประเทศซึ่งมาจากรายจ่ายและรายได้) ที่สูงขึ้นเป็นแน่

สุดท้ายของการสัมมนา วิทยากรเปรียบเทียบถึงการที่จะได้ถึงจุดหมาย ดังตัวอย่างเกษียณร้อยล้านที่กล่าวถึงไปนั้น คือ ต้องเริ่มปลูกต้นทุเรียน เพราะทุเรียนต้องใช้เวลาเติบโตกว่าจะออกผลให้เก็บเกี่ยวเก็บกินได้ แต่ต้องเริ่มหาที่ทางเลือกและเพาะเมล็ดพันธุ์ รอผลกว่าจะงอกเงยอาจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จบ้าง ก็เป็นบทเรียนให้นำมาแก้ไข พัฒนา เมื่อปลูกต้นทุเรียนสำเร็จก็ต้องดูแลบ้างเป็นครั้งคราวแต่ไม่ต้องใช้เวลาทั้งหมด ซึ่งเหมือนความสุขจากการทำงาน อาจจะเหนื่อยในช่วงแรกที่ลงมือปลูก แต่เมื่อถึงช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว เราจะสบายขึ้นเมื่อได้ผลนำมาขายเก็บกินได้ตลอดชีวิต

ในเนื้อหาของการสัมมนาวิทยากรจะยกตัวอย่างของ แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อันทรงพลังของจีน เขาคือมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีนด้วยทรัพย์สินมูลค่า 1.95 หมื่นล้านเหรียญ จากการประเมินของ Forbes เมื่อ ตุลาคม 2014 นอกจากนี้ เขาคือบุคคลที่ทรงอิทธิพลอันดับ 30 จาก 72 คนทั่วโลกจากการลงมติของบรรณาธิการทั้งหมดของ Forbes เมื่อ พฤศจิกายน 2014 ซึ่งข้อมูลจาก Forbes ประเทศไทย เกริ่นไว้ในหนังหนังสือชีวประวัติของแจ็ค หม่า ว่า แจ็ค หม่ามีวิสัยทัศน์แต่เด็ก เขารู้ตัวว่าไม่เก่งคณิตศาสตร์ แต่รักการเรียนภาษาอังกฤษ ในขณะที่จีนกำลังเปิดประเทศภายหลังเหมา เจ๋อ ตุงหมดอำนาจลง เป็นเวลา 9 ปี เด็กชายหม่าขี่จักรยานออกจากบ้านทุกเช้าไปโรงแรมหังโจว ผูกมิตรกับแขกต่างชาติของโรงแรม เสนอตัวเป็นไกด์พาเที่ยวให้ฟรี เพียงเพื่อเขาจะได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษ เขาสอบตกการสอบระดับประเทศ ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐถึง 2 ครั้ง จนต้องไปเข้าเรียนในวิทยาลัยครูในหังโจว จนจบการศึกษาในปี 1988 แล้วออกมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ได้รายได้เดือนละไม่ถึง 400 บาท จนกระทั่งปี 1994 เขามาเริ่มธุรกิจรับจ้างแปล จนทำให้เขาได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา ได้รู้จักกับโลกแห่งอินเทอร์เน็ต พร้อมกับนำแนวคิดทำธุรกิจ โทรศัพท์หน้าเหลือง บนโลกออนไลน์ กลับมาทำที่ประเทศจีนแต่ล้มเหลว ต่อมาเขาเข้าทำงานที่กระทรวงความร่วมมือการค้าและเศรษฐกิจต่างประเทศของจีน แล้วได้รับมอบหมายให้เป็นล่ามภาษา พาชาวอเมริกันผู้หนึ่งเที่ยวชมกำแพงเมืองจีน แขกผู้นั้น ก็คือ เจอรี หยาง ผู้ร่วมก่อตั้ง Yahoo การพบกันครั้งนี้คือ จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ของชายทั้งสอง จนกระทั่งปี 1999 หม่าสั่งสมประสบการณ์ด้านอินเทอร์เน็ตอย่างเพียงพอ แล้วมาก่อตั้ง Alibaba ด้วยพนักงาน 17 คน ระดมทุนได้มาไม่ถึง 2 ล้านบาท ด้วยความตั้งใจที่จะช่วยให้บริษัทจีนติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกได้ และนี่คือตัวอย่างของคนคนหนึ่งที่ไม่มีต้นทุนทางชีวิต เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน รูปร่างเล็กผอมเพราะขาดสารอาหาร แต่เขาผู้นี้สามารถทำตัวเองให้มีชีวิตที่ดีขึ้นซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ชายวัย 50 ปีผู้นี้ประสบความสำเร็จ เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลของจีนและของโลก ก็คือ ความมีวิสัยทัศน์ ใจกล้า ไม่ท้อต่อความล้มเหลว ทำตามฝัน ลองผิด ลองถูก เป็นนักสู้ รู้จักคว้าโอกาสที่เข้ามาต่อยอดไปจนประสบความสำเร็จ...