มาวันนี้...เพื่อบอกว่าคิดถึง

คุยสารพันสาระเพ

2

จากอาการเหนื่อยหน่ายเมื่อวาน เช้าวันรุ่งขึ้นป้าพิณดูกระชุ่มกระชวยอีกครั้ง ด้วยความหวังจะได้เจอเพื่อนรัก นายไก่ขับรถพาผู้โดยสารสองวัยไปถึงศรีเชียงใหม่ตอนเก้าโมงครึ่งโดยประมาณ

ขับรถบ้าง จอดรถแล้วเดินกันบ้างไปตามบ้านเลขที่ และถนนที่ปรากฏในกระดาษเก่าๆสีมอๆนั้น ที่อยู่ที่ให้มานั้น อยู่พื้นที่ของตำบลพานพร้าว ซึ่งเป็นตำบลเล็กๆในอำเภอศรีเชียงใหม่อีกที บ้านเมืองดูเล็กๆสงบ มีร้านค้า ที่พักสำหรับนักเดินทางอยู่หลายแห่ง บ้านเมืองไม่ถึงกับเงียบเหงา หนูมาลีสงสัยจริงป้าโสภามาอยู่อะไรแถวนี้ เพราะโรงเรียนที่ทั้งป้าพิณและป้าโสภาเรียนด้วยกันมาในวัยเด็ก ออกจะเป็นโรงเรียนที่หรูหราใหญ่โต จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ไม่น่าที่ป้าโสภาจะมาใช้ชีวิตเรียบๆง่ายๆที่นี่ น่าจะมีชีวิตที่หรูหราฟู่ฟ่าเหมือนกับป้าพิณ หนูมาลีอดใจไม่ไหวจนต้องถาม

"ปู่ของโสภาเขาเป็นคนหนองคาย ที่นี่คงเป็นบ้านเก่า เป็นมรดกตกทอดมาถึงโสภากับพี่ชาย พี่ชายเขาก็ตายไปแล้วตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น ยังไม่มีเมียด้วยซ้ำ เข้าใจว่าโสภาคงได้กรรมสิทธิ์คนเดียวนานแล้วล่ะ สามีของโสภาเขาก็เคยเป็นนายอำเภอที่หนองคายนี่หลายปี ก็คงปักหลักอยู่ที่นี่แหละ เออ จริงซินะ ยังไง เขาก็ต้องยังอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน"

ป้าพิณดูมั่นใจเสียเหลือเกิน แกเดินไปตามถนนเลี้ยวเลาะไปหลายเส้นทางแทบจะทั่วทุกซอกมุม ถามผู้เฒ่าผู้แก่ถึงชื่อโสภาพรรณ และนายอำเภอวุฒิศักดิ์ เผื่อจะมีใครจำได้

เดินหากันจนเหนื่อยเข้าไปบ่ายสอง ป้าพิณจึงยอมกินข้าวเที่ยง เล่นเอาหนูมาลีหิวจนกินเข้าไปเสียจุก อากาศเดือนกุมภาพันธ์ก็ร้อนเอาเรื่อง ป้าพิณไม่ปฏิเสธเมื่อหนูมาลีหยิบพัดอันใหญ่ประจำตัวของป้าพิณมาพัดคลายร้อนให้ ป้าพิณหน้าเศร้าผิดจากเมื่อเช้า

"หรือมันตายไปแล้ว ถึงได้สาบสูญไปอย่างนี้"

หนูมาลีนึกไม่ถึงเลยว่าจะเห็นป้าพิณเศร้าสร้อยได้ขนาดนี้ แปลกใจว่าคนที่ห่างเหินกันไปหกสิบเจ็ดสิบปีนี่ จะคาดหวังอะไรนักหนาว่าเขายังอยู่ ในความเข้มงวดเจ้าระเบียบของป้าพิณ มีความโหยหาคิดถึงซ่อนอยู่ นายไก่แก้ไขสถานการณ์ด้วยการนำเสนอให้ผู้โดยสารทั้งสองไปไหว้พระขอพรที่วัด วัดช้างเผือก วัดโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นร้อยปี ช่วยให้ป้าพิณดูมีความหวังขึ้นมาบ้าง แกนั่งกราบพระแบบต้องมีหนูมาลีคอยพยุงให้ แกอธิษฐานเสียนาน ปากขมุบขมิบอยู่ตลอดเวลา และยังแวะกราบพระอีกหนึ่งวัดด้วยยังพอมีเวลา

เวลานั้นห้าโมงเย็นแล้ว ป้าพิณดูเหนื่อยล้าเต็มแก่ เริ่มเดินไปทุบหน้าขาไปด้วยความเมื่อย หนูมาลีกลัวเป็นหนักหนาหากป้าพิณเป็นอะไรไป ลูกๆของป้าคงเอาหนูมาลีตายแน่ ราวกับปาฏิหาริย์มีจริง ออกจากวัด ป้าพิณให้โชเฟ่อร์ไก่แวะร้านกาแฟที่เป็นตึกแถวข้างทางร้านหนึ่ง ร้านนั้นตกแต่งทันสมัย ดูดี เชิญชวนให้นักเดินทางเข้าไปสั่งกินสั่งดื่ม หนูมาลีประคองป้าพิณไปยืนดูเมนูเพื่อสั่งกาแฟ ป้าพิณชวนคุยไปเรื่อยๆ

"เฮ้อ อุตส่าห์ตั้งใจตั้งแต่อังกฤษแล้วว่ามาคราวนี้ต้องมาหาโสภาให้ได้ เสียดายจัง ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง นึกว่าจะยังมีมันเป็นเพื่อนหลงเหลืออยู่สักคน" ป้าพิณพร่ำเสียงดังพอให้หญิงวัยกลางคนแต่งตัวดีที่เตรียมกาแฟให้อยู่นั้นได้ยิน

"คุณป้าพูดถึงคุณครูโสภาพรรณหรือเปล่าคะ" หญิงนั้นถามขึ้นอย่างพินอบพิเทา

"เออใช่จ้ะ แม่หนูรู้จักหรือสามีเขาเคยเป็นนายอำเภอที่นี่ ตอนหลังเป็นผู้ว่าฯด้วย แต่ที่ไหนไม่รู้ ว่าแต่โสภายังอยู่ไหม"

"แหม คุณครูท่านยังแข็งแรงอยู่เลยค่ะ แต่ตอนนี้ท่านย้ายไปอยู่ที่พระพุทธบาทแล้ว"

"ตายจริง ไปอยู่ถึงสระบุรีเชียวหรือ" ป้าพิณเริ่มท้ออีกระลอก

"ไม่ใช่หรอกค่ะ แค่นี้เองตำบลพระพุทธบาท ที่ศรีเชียงใหม่นี่ล่ะค่ะ คุณครูขายที่ตรงนี้ให้เตี่ยหนูเอง เก็บไว้ตั้งนานเพิ่งเอามาทำโรงแรมเมื่อไม่กี่ปีนี้ ร้านกาแฟนี่ก็อยู่ในโฉนดเดียวกัน คุณป้าหาบ้านเก่าไม่เจอแล้วค่ะ คุณครูขอรื้อบ้านไม้เก่าไปที่พระพุทธบาท"

"อ้าว อยู่ใกล้แค่นี้หรือทำไมต้องย้าย หอบบ้านไปอีก" น้ำเสียงป้าพิณสดชื่นเชียว

"ลูกชายแกซื้อที่ดินผืนใหญ่ขึ้นค่ะ ทำรีสอร์ทติดริมโขง พอหน้าบ้องไฟพญานาคที โรงแรมเต็มเลยค่ะ"

"ไป งั้นเราไปหาโสภากันตอนนี้เลย" ป้าพิณตัดสินใจกะทันหัน ใบหน้าเปล่งปลั่งขึ้นมาทันทีทันใด

"หนูว่าคุณป้าไปพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ คุณครูแกไม่หนีไปไหนหรอกค่ะ นี่ก็ใกล้หกโมงเย็นแล้ว กลับไปพักผ่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยไปก็ได้ค่ะ" เจ้าของร้านยิ้มแย้มเสนอความคิดเห็น พร้อมกับฝากขนมทำเองชุดใหญ่ไปกราบเยี่ยมคุณครูโสภาพรรณให้เธอด้วย

ป้าพิณขึ้นรถกลับที่พักอย่างเป็นสุขใจ หนูมาลีรู้สึกเป็นสุขไปด้วย และตื่นเต้นที่จะได้พบป้าโสภาในวันพรุ่งนี้เสียที

????????

เช้าวันที่สามของการมาอยู่หนองคาย อากาศไม่ร้อนมากนักในตอนเช้า หลังจากอาหารเช้าเวลาแปดโมงตามเดิม ป้าพิณขึ้นรถเป็นคนแรกพร้อมตะโกนเรียกหนูมาลีให้รีบไป หนูมาลีแอบได้ยินเสียงป้าพิณร้องเพลงเบาๆ คลอตามเสียงที่ดังมาจากเครื่องเสียงในรถ หนูมาลีอดยิ้มไม่ได้ ดูหนอป้าพิณแตกต่างกว่าธรรมดาไม่เข้มงวดเจ้ายศเจ้าอย่าง แต่กลับดูเป็นคนแก่อารมณ์ดีและมีความหวัง ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงศรีเชียงใหม่ การหารีสอร์ทที่มีลูกชายป้าโสภาเป็นเจ้าของนั้นไม่ยากเย็น

ลักษณะของรีสอร์ทมองเห็นเป็นบ้านไม้หลังๆ ขนาดย่อมกลมกลืนไปกับธรรมชาติ รอบบริเวณ เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อายุหลายสิบปีกระจัดกระจายเต็มพื้นที่ บางต้นเริ่มออกดอกสีส้มสดสวยงาม สถานที่นี้งดงามและมีมนตร์ขลังอย่างประหลาด เสียงป้าพิณหัวเราะและตบมืออย่างดีใจเหมือนกลับเป็นเด็กอีกครั้ง นายไก่ขับรถมาจอดที่หน้าอาคารไม้หลังคาสูงโปร่งที่ใช้เป็นที่รับรองแขกให้เข้ามาเช็คอิน เปิดประตูรถแทบไม่ทันกับความเร็วของป้าพิณที่รีบร้อนลงมาจากรถ พนักงานถลาเข้ามายกมือไหว้ต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเข้าสู่ด้านในอาคาร

"นั่นไง บ้านหลังนี้ป้าเคยมานอนเล่นตั้งแต่เด็กๆ จำได้ๆ" ไม่ได้สนใจกับการต้อนรับของพนักงาน ป้าพิณหมายถึงบ้านเรือนไทยที่เคยเป็นของคุณพ่อป้าโสภามาก่อน และป้าโสภารื้อมาจากที่เดิมมาสร้างใหม่ที่นี่ บ้านปลูกอยู่ด้านข้างใกล้อาคารที่ใช้เป็นห้องโถงรับแขก ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น มองเห็นต้นปีบใหญ่อยู่หลายต้น ดอกปีบร่วงกระจายเต็มพื้น ส่งกลิ่นหอมรวยริน ป้าพิณเดินสำรวจรอบบริเวณ

ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมป้าโสภาจึงเอาบ้านหลังนี้มาด้วย แม้ตัวบ้านจะได้รับการบูรณะให้แข็งแรงขึ้น แต่ยังคงงดงามและคงความเก่าเกือบร้อยปีไว้ สง่างาม เงียบขรึม และมีเสน่ห์แฝงความน่ากลัวอยู่นิดๆ สถานที่แห่งนี้สวยมาก ป้าพิณตบมือตลอดเวลา นัยน์ตาสุกสว่างด้วยความยินดีในภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

"เดี๋ยว โสภาล่ะ โสภาอยู่ไหน" ป้าพิณถามกับพนักงานสาว

"คุณยายไปวัดค่ะ เดี๋ยวสักครู่ก็มาแล้ว รถไปรับอยู่ค่ะ" ป้าพิณปฏิเสธพนักงานที่เชิญให้เข้าไปรอด้านใน แต่ขอเดินดูรอบบริเวณ และยืนจ้องมองเรือนไทยหลังเก่านั่นอยู่นาน

"คุณยายท่านอยู่หลังนี้กับคุณเมฆลูกชายค่ะ คุณเมฆบริหารที่นี่ค่ะ" พนักงานสาวชี้แจง พร้อมกับบอกให้ป้าพิณเดินชมตามสบาย

หนูมาลีตาไม่ฝาดแน่ที่เห็นว่าป้าพิณน้ำตาคลอเบ้า ในขณะที่มุมปากมีรอยยิ้ม

"รู้ไหมหนูมาลี ป้าเคยมานอนที่บ้านหลังนี้ เรามากันห้าคน ตอนนั้นเพิ่งจบ ม.8 กัน มาเที่ยว กว่าพ่อแม่ป้าจะให้มานะ คุณพ่อของโสภาเขาต้องเข้าไปขออนุญาตให้ สนุกมากเลยสมัยนั้น นอนเล่าเรื่องผีกัน เช้าก็ไปเที่ยว อยู่ตั้งห้าคืนมั้ง ปู่ของโสภาเขาใหญ่โตที่นี่ มีความสุขมากเลยล่ะ เจ็ดสิบปีแล้วมั้ง"

พูดแล้วป้าพิณก็น้ำตาไหล เล่นเอาหนูมาลีน้ำตาซึมไปด้วย ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องเศร้า กลิ่นดอกปีบหอมฟุ้งอยู่ทั่วบริเวณ เดินเพลินๆสักพักก็ได้ยินเสียงรถกระบะชั้นดีเข้ามาจอดอยู่หน้าบ้านเก่าหลังนี้ มีหญิงสาวคนหนึ่งลงมาจากประตูด้านหลัง มาเปิดให้หญิงสูงวัยที่นั่งอยู่เบาะหน้า ประคับประคองลงมาจากรถ ป้าโสภานั่นเอง หญิงสูงวัยผิวขาว ผมขาวทั้งศีรษะ หน้าตาดูใจดี รูปร่างไม่ถึงกับกับอ้วน เดินตัวงอๆ และมีไม้เท้าช่วยทรงตัวแบบคนแก่ทั่วไป ต่างจากป้าพิณที่แม้ใบหน้าจะคงไว้ซึ่งความคมคาย แต่ก็ดูดุ และเดินตัวตรงกว่า ป้าพิณรีบเดินไปหาจนหนูมาลีกลัวจะหกล้ม

สองหญิงชรายืนจ้องหน้ากันพักใหญ่ จนหนูมาลีรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน ป้าโสภาส่งเสียงขึ้นมาก่อน

"สายพิณ สายพิณใช่ไหม" แล้วแกก็ร้องไห้โฮเสียงดัง เดินเข้ามากอดป้าพิณ เล่นเอาหนูมาลีถึงกับบ่อน้ำตาแตก

"ใช่ฉันเอง โสภา นี่ฉันตามหาเธอมาสองวันแล้ว เมื่อวานไปบ้านเก่า ถึงได้รู้ว่าย้ายมาอยู่ที่นี่ คิดถึงเหลือเกิน สบายดีไหม"

"จะไปสบายอะไรล่ะ แก่ป่านนี้ เดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ เข้าโรงพยาบาลทั้งปี แต่ก็ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก เจ้าเมฆมันดูแลดี วันนี้มันไปทำธุระในเมือง บ่ายๆถึงมา คิดถึง คิดถึงจังเลย" พูดแล้วก็กอดกันร้องไห้ต่อ

"เออ รู้หรือเปล่าไอ้จี้มันเพิ่งตายนะ สองเดือนนี่เอง นอนๆอยู่ มันก็ตายไปเลย เพราะแก่นั่นแหละ แต่ไม่ทรมาน ฉันยังไปงานศพมันเลย เข้ากรุงเทพฯด้วย ลูกฉันบ่นแทบตาย กลัวฉันเหนื่อยตาย ว่าแต่เธอเถอะ กลับมาอยู่เมืองไทยแล้วหรือ"

ป้าโสภาพูดเสียยาว และเชิญชวนป้าพิณขึ้นชั้นบนของเรือนเก่าที่มีความสุขแต่หนหลังร่วมกันมา

"อะไรกันนี่เธอขึ้นบ้านไหวหรือ สูงนะ" ป้าพิณข้องใจ เพราะบ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ ใต้ถุนสูง

"ฉันบอกเจ้าเมฆ ยังไงฉันก็จะอยู่หลังนี้ เพราะนี่มันเรือนหอของฉัน รู้ไหม ฉันคิดถึงพี่ใหญ่ทุกคืนเลยจนบัดนี้"

ความสุขกำลังจะกลายเป็นความเศร้าเมื่อป้าโสภาพูดถึงสามีที่เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว

"เออ แล้วไงต่อ ทำไมเจ้าเมฆมันยอม" ป้าพิณรีบพลิกอารมณ์กลับ

"มานี่ซิเธอ มันสร้างลิฟต์ให้ฉัน มาดูซิ อยู่หลังบ้าน มันบ่นอุบ ราคาเกือบเท่าบ้าน ฉันเลยขู่ว่าไม่งั้นฉันจะทำพินัยกรรมยกมรดกให้วัดหมด มันเลยยอม"

ป้าโสภากลับมาหัวเราะใหม่ ว่าแล้วก็พากันจูงมือไปชมลิฟต์ที่ขึ้นแค่ชั้นเดียว ขึ้นบ้านมาเรียบร้อย ป้าโสภาพาเดินชมห้องโน้นห้องนี้ ผลัดกันบรรยายถึงความหลังที่มีร่วมกันในแต่ละห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องที่ใช้เล่นเป็นนางงามกัน ห้องนอน ห้องกินข้าว บรรยากาศเต็มไปด้วยความรักและมิตรภาพ เดินกันจนครบทุกห้องก็กลับมานั่งตรงระเบียงด้านหน้าที่มองลงมาจะเห็นผู้คนเดินไปเดินมา มีหนูมาลีนั่งพับเพียบคอยบริการอยู่ใกล้ๆ

ความสุขความทุกข์นี่มันถูกเก็บซ่อนอยู่ในใจคนเราตลอดเวลาเลยจริงๆ หนูมาลีคิดตามบทสนทนาของคุณป้าทั้งสองท่านที่มีแต่เรื่องเก่าๆ ชื่อใครต่อใครที่หนูมาลีไม่รู้จัก เรื่องคุณครูคนนั้นคนนี้ วีรกรรมสมัยเด็กๆของเหล่าเพื่อนร่วมชั้นเรียน อีกทั้งยังเรื่องครอบครัว การแต่งงาน ความสำเร็จ ความล้มเหลวของผู้คนที่อยู่ในความทรงจำของทั้งสองท่าน

เสียงสนทนาไม่ได้เงียบลงเลยแม้เวลาจะผ่านไปเป็นชั่วโมงๆ เสียงหัวเราะของคนแก่วัยเกือบเก้าสิบ สร้างความสุขให้บรรดาพนักงาน และแขกที่เดินไปเดินมาอยู่แถวนั้นให้มีรอยยิ้มกันถ้วนหน้า ช่างไม่แพ้เสียงหัวเราะของเด็กอ่อนไร้เดียงสาที่มักสร้างความสุขให้ทุกคนที่ได้ยิน

ตกบ่ายคล้อย ป้าพิณไล่หนูมาลีกลับไปนอนที่โรงแรมในเมืองคนเดียว พร้อมส่งเงินสดจำนวนหนึ่งให้หนูมาลีเช็คเอ๊าท์ให้ วันรุ่งขึ้นค่อยมาหาแต่เช้า นัดแนะกับป้าโสภาจะไปเที่ยวกราบพระที่วัดหินหมากเป้งกัน

คืนนี้ ป้าโสภาชวนป้าพิณนอนค้างด้วย เพื่อจะคุยกันให้หายคิดถึง เพราะนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตที่ท่านทั้งสองจะได้เจอกัน และมีความสุขร่วมกัน หนูมาลีรับคำด้วยความยินดี ป้าพิณกับป้าโสภาพูดถึงการอยู่ การตายแบบยอมรับสภาพว่า พรุ่งนี้เช้าอาจไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้น นาทีนี้คือความสุขที่ได้มีชีวิต และได้อยู่กับคนที่รักและคิดถึงตลอดมา