อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอน 22 ศีลวินัยรักษาไตรทวาร หิริโอตตัปปะเป็นนครบาล

"เพื่อแก้ไขความยุ่งยากของจิตตนครที่เกิดจากการคุมอำนาจของสมุทัยและพรรคพวก คู่บารมีแนะนำนครสามีให้เรียกศีล หิริ โอตตัปปะ เข้าพบด่วน เมื่อได้รับความยินยอมเห็นชอบจากนครสามีแล้ว คู่บารมีได้นำศีลและหิริโอตตัปปะเข้าพบนครสามีทันที"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงเน้นย้ำให้บุคคลพึงมีศีล มีหิริโอตตัปปะ ความสุขแท้จริงนั้นเกิดจากไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นเรื่องเข้าใจได้ง่ายๆว่าเหตุไรจึงต้องทรงเน้นย้ำเรื่องนี้อยู่เสมอ นั่นเพราะว่าการรักษาศีล 5 เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้มนุษย์เราร่วมอยู่กันอย่างมีความสุขด้วยความสงบสุข และแม้เป็นพื้นฐานง่ายๆที่ถูกปลูกฝังกันมาแต่เยาว์วัยนี้เอง ยังนับเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งในสังคมทุกวันนี้ หรือแม้ในท่ามกลางผู้ที่ได้รับอบรมบ่มเพาะอย่างดีก็ตาม แต่ก็ใช่จะทำได้ง่ายๆ

"นครสามีได้สอบถามบุคคลทั้ง 3 และบุคคลทั้ง 3 ได้ตอบดังนี้ ถามว่า ไหนศีลจะทำอย่างไร ตอบว่า ศีล จะทำให้เกิดความงดเว้นจากทุจริตทั้งหลาย ให้ประพฤติในทางสุจริตโดยไตรทวาร คือ กาย วาจา ใจ ถามว่า ไหนหิริโอตตัปปะจะทำอย่างไร ตอบว่า หิริ จะทำให้จิตใจมีความละอายต่อบาปทุจริต รังเกียจบาปทุจริต เหมือนอย่างชายหนุ่มหญิงสาวผู้กำลังรักสวยงาม รังเกียจต่อสิ่งสกปรกทั้งหลาย ไม่ปรารถนาจะถูกต้อง โอตตัปปะ จะทำให้จิตใจมีความเกรงกลัวต่อผลของบาปทุจริต เหมือนอย่างคนกลัวต่ออสรพิษ คือกลัวต่อผลของกาลจะถูกงูกัด กล่าวคือความตาย ถามว่า จะขอใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรบ้างเล่า ตอบว่า ศีลจะขอผู้ช่วยชื่อว่าวินัย และขอไตรทวาร เป็นที่ทำงาน ส่วนหิริโอตตัปปะ จะขอความละอายและความกลัวของจิตใจมาเป็นเครื่องมือ ถามว่า วินัยเป็นอะไร ตอบว่า เป็นบทบัญญัติที่ตราขึ้นไว้สำหรับบ้านเมืองดังที่เรียกว่ากฎหมายก็มี เป็นบทบัญญัติของพระพุทธเจ้าก็มี และคู่บารมีได้ช่วยชี้แจงว่า พระบรมครูได้ทรงตั้งหิริโอตตัปปะทั้งคู่นี้ให้เป็น โลกบาล ที่แปลว่า ผู้คุ้มครองโลก ฉะนั้น ก็ขอให้เจ้าเมือง จิตตนครรับศีลและวินัยมาเป็นผู้รักษาไตรทวารของจิตตนคร และตั้งให้หิริโอตตัปปะเป็น นครบาล ของจิตตนคร เจ้าเมืองก็ยินยอม ตกลงในที่ต่อหน้าคู่บารมี"

คำว่า ศีล หมายถึงความปกติสุข เป็นหลักปฏิบัติเพื่ออบรมกายวาจาให้อยู่ในความดีงาม มีความปกติสุข ตามแนวทางพุทธศาสนา ศีลเบื้องต้นที่จัดเป็นกติกาพื้นฐานในการอยู่ร่วมกัน เพื่อความสงบสุข มีอยู่ด้วยกัน 5 ข้อ คือ 1. ไม่มุ่งร้ายทำลายผู้อื่น 2. ไม่ทุจริตฉ้อโกง 3. ไม่ประพฤติผิดในกาม 4. ไม่หลอกลวงกล่าวเท็จ 5. ไม่เกี่ยวข้องสิ่งเสพติดให้โทษ สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกฝนขัดเกลาตนให้ยิ่งขึ้นก็อาจหันมารักษา ศีล 8 โดยอาจรักษาไว้เป็นบางโอกาส หรือหากมีศรัทธารักษาไว้โดยสม่ำเสมอก็ได้ คำสอนของพระพุทธองค์นั้นมีหลายระดับ ทั้งสำหรับผู้ครองเรือน และผู้สละเรือนแล้ว

คำสอนที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เพื่อเป็นแบบแผนในการประพฤติปฏิบัติ เรียกว่า พระธรรมวินัย ธรรม หรือพระธรรมเป็นสัจจธรรมความจริงอันเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบแล้วทรงนำมาเผยแผ่ วินัยคือระเบียบที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้สำหรับเป็นแนวทางในการพัฒนามนุษย์ ผู้ที่ได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ จนเกิดศรัทธาเลื่อมใส สละบ้านเรือนออกบวช จึงต้องยึดถือปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญัญัติขึ้นไว้สำหรับสาวกสงฆ์ประพฤติปฏิบัติ

โดยทั่วไปคำว่า "สงฆ์" หรือ "สังฆะ" แปลว่า หมู่ คณะ ชุมชน หรือผู้ที่รวมกลุ่มกันทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หมายถึงเป็นชุมชนของผู้ดำเนินตามรอยคำสอนของพระศาสดา มีมาก่อนพุทธกาล ดังเช่นในศาสนาเชนก็มีสงฆ์ หรือแม้แต่ในศาสนาคริสต์ก็มีสงฆ์ เป็นต้น ในทางพุทธศาสนา โดยทั่วไป สงฆ์ หรือสังฆะ หมายถึงกลุ่มบุคคลผู้ประพฤติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

ศีลของภิกษุสงฆ์ และภิกษุณี เกิดจากการบัญญัติของพระพุทธองค์ มีการวางแนวทางความประพฤติเพื่อให้สมาชิกที่เข้ามาอยู่ร่วมกันในสังฆะฝึกหัดพัฒนาตน อยู่ในระบบระเบียบ เพื่อพัฒนาจากปุถุชนสู่อารยชนหรืออริยชนนั่นเอง ศีลของภิกษุมี 227 ข้อ ภิกษุณีมี 311 ข้อ เพื่อสะดวกต่อการครองสมณะเพศ และเอื้อต่อการปฏิบัติขัดเกลากิเลสในขั้นต่างๆ นอกจากนี้ยังมีนักบวชอื่นๆ เช่น สามเณร สามเณรี และสิกขมานา รักษาศีล 10 บรรพชิตฝ่ายหญิงอีกกลุ่มหนึ่ง คือ แม่ชี มักรักษาศีล 10 หรือศีล 8 สำหรับฆราวาสผู้ที่รักจะเดินตามรอยบาทพระศาสดา ผู้ที่ประสงค์เดินตามรอยทางธรรม เช่น อุบาสก อุบาสิกาทั่วไป นิยมรักษาศีล 8 หรือ ศีล 5 เป็นต้น

ประโยชน์ของศีลในขั้นพื้นฐานหรือศีล 5 คือ ทำให้กา ยวาจา ใจสงบ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น การรักษาศีลยังช่วยให้จิตสงบได้ง่ายในเวลาทำสมาธิ จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงชูหลักธรรมเรื่อง "อหิงสา" หรือความไม่เบียดเบียน ขึ้นมาตั้งเป็นศีลข้อที่ 1 คือไม่ประทุษร้ายชีวิตและร่างกายของสัตว์อื่น ความหมายอย่างกว้างๆ ย่อมครอบคลุมถึงไม่ประทุษร้ายเบียดเบียนชีวิตใดๆ เพราะไม่ว่ามนุษย์หรือแม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยทั้งหลาย ต่างก็รักชีวิตต่างก็รักสุขเกลียดทุกข์ ล้วนไม่ปรารถนาความเจ็บปวดไม่ปรารถนาการพรากชีวิตด้วยกันทั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงเห็นถึงความสำคัญของชีวิตทุกชีวิต ทรงเห็นคุณค่าชีวิตของสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า จึงโปรดให้ละเว้นการเบียดเบียนชีวิตไว้เป็นข้อแรก

ในสังคมเราทุกวันนี้มีข่าวคราวเรื่องราวการเบียดเบียนกันและกันเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน พระบรมครูผู้ประเสริฐทรงเผยแผ่คำสอนองพระองค์มานานเกือบ 2,600 ปีมาแล้ว มนุษย์ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐก็ยังไม่สามารถละเว้นการเบียดเบียนกันและกัน เบียดเบียนสัตว์โลกอื่นๆลงได้เลย

หลักธรรมสำคัญในทางพุทธศาสนา ที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ได้นั่นก็คือ หิริโอตตัปปะ เป็นคุณธรรมที่อยู่คู่กัน แยกออกเป็น หิริและโอตตัปปะ คือละอายใจตนเอง และเกรงกลัวต่อบาปกรรม คุณธรรม 2 ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาการเบียดเบียนกันในวิถีทางต่างๆให้น้อยลงได้ ศีล 5 จะเกิดขึ้นและตั้งมั่นอยู่ได้ก็ด้วยธรรมทั้ง 2 นี้ ดังนั้น หิริและโอตตัปปะ จึงได้ชื่อว่า โลกบาล คือเป็นธรรมอันคุ้มครองโลก ผู้รู้ท่านยังได้กล่าวว่า แม้มีธรรมเพียง 2 ข้อนี้ บางทีกฎหมายอาจไม่จำเป็นต้องมีต้องใช้ก็ได้ ด้วยธรรมทั้ง 2 คอยคุ้มครองโลก เพราะผู้คนมีหิริโอตตัปปะประจำใจ จึงไม่มีการเบียดเบียนกันและกัน

หิริ คือความละอายใจ หมายถึง ละอายแก่ใจตัวเองในการทำความชั่วทุจริตทั้งหลาย ที่แม้ผู้อื่นไม่รู้เห็นแต่ตัวเราเอง ย่อมรู้เห็นแก่ใจตนเอง เกิดความละอายขึ้นในใจจนไม่กล้าทำบาป หรือประพฤติทุจริต รวมทั้งระแวดระวังที่จะไม่ก่อให้เกิดความทุจริต หรือร่วมอยู่ในความทุจริตใดๆ

โอตตัปปะ คือ เกรงกลัวต่อบาป หมายถึงความหวั่นเกรงผลของความชั่วที่จะติดตามมาสนอง คนเราแม้ได้รับอบรมสั่งสอนถึงบาปกรรมอยู่เนืองๆ แต่ตราบใดเมื่อผลบาปนั้นยังไม่ตกถึง ย่อมชะล่าใจ ย่อมประมาทในผลของกรรม ดังเช่นคนพาลย่อมสำคัญว่าบาปนั้นหวานนัก หากไม่ประสบพบเข้ากับตัว ย่อมยากที่จะกลัวเกรงต่อผลอันมีอยู่จริงของความชั่วร้ายนั้น เราท่านทั้งหลายควรตระหนักถึงความมีอยู่จริงของผลกรรม เร่งทำความดี ลดละความชั่วด้วยเกรงกลัวต่อบาปกรรม

"ครั้นได้รับหน้าที่แล้วศีลและวินัยก็เข้าตั้งสำนักงานรักษาไตรทวารของจิตตนคร วินัยก็รวบรวมกฎหมายของบ้านเมืองและพระบัญญัติของพระพุทธเจ้าอันเหมาะแก่ภาวะสำหรับชาวจิตตนครปฏิบัติ ศีลชักนำส่งเสริมคนให้รักษาวินัย คือให้ปฏิบัติกฎหมายและพระบัญญัติของพระพุทธเจ้า คอยห้ามคนให้งดเว้นจากความล่วงเกิน ละเมิดกฎหมายและพระบัญญัติ ช่วยกันรักษาไตรทวารของจิตตนครไว้ ก่อนที่ศีลและวินัยเข้ามานั้น กฎหมายถึงจะมีก็เหมือนไม่มี พระบัญญัติของพระพุทธเจ้าไม่ต้องกล่าวถึง พวกโจรผู้ร้ายคือทุจริตต่างๆ พากันเข้ามาทางไตรทวารของจิตตนคร คือทวารกาย ทวารวาจา มโนทวาร เข้าลักขโมยฉกชิงวิ่งราวปล้นสะดมชาวจิตตนครอยู่เนืองๆ ทำให้เกิดความเดือดร้อนระส่ำระสาย ครั้งเมื่อศีลและวินัยเข้ามารักษาไตรทวารของเมืองอยู่ พวกผู้ร้ายต่างๆก็เข้ามาไม่ได้ และอาศัยนครบาลช่วยตรวจตราสอดส่องอีกส่วนหนึ่ง ทำให้ผู้ที่จะคิดร้ายเกิดความละอายเกรงกลัว ไม่กล้าที่จะทำความผิดต่างๆ ทำให้เกิดความอบอุ่นอยู่เย็นเป็นสุขทั่วจิตตนคร"

จากบทความเรื่อง "อริยวินัยสำหรับสังคมสมัยใหม่" โดย พระไพศาล วิศาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ อยู่ในเว็บไซต์ www.visaro.org กล่าวถึงวินัยหรือพระธรรมวินัยไว้ว่า "วินัยในพุทธศาสนานั้น เป็นเครื่องมือในการฝึกฝนพัฒนาตน 2 ลักษณะ คือ ด้านหนึ่งเป็นการฝึกฝนตนเองโดยตรง กล่าวคือเมื่อปฏิบัติตามวินัยแต่ละข้อ (หรือสิกขาบทสำหรับพระภิกษุ) ก็จะช่วยให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้น อยู่อย่างเรียบง่ายสมถะ ไม่เอาแต่ใจตัวหรือทำตามใจกิเลส มีกาย วาจาที่งดงาม อีกด้านหนึ่งนั้นวินัยช่วยให้วัดหรือชุมชนสงฆ์มีสภาพที่เอื้อต่อการพัฒนาตนหรือปฏิบัติธรรม ไม่เปิดช่องให้มีการก่อความวุ่นวาย เอารัดเอาเปรียบหรือเบียดเบียนกัน ประโยชน์ดังกล่าวพระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวอย่างชัดเจนเมื่อทรงบัญญัติพระวินัยว่า เพื่อความเรียบร้อยดีงามแห่งสงฆ์ เพี่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม เพื่อกำราบคนที่ประพฤติทราม และเพื่อปิดกั้นอาสวะ (หรือทางแห่งความเสื่อมเสีย) ทั้งหลายอันจะเกิดในปัจจุบันและอนาคต"

วินัยอันเป็นวิถีการฝึกตนสู่คุณธรรมความดีงาม จึงไม่เพียงเป็นแนวปฏิบัติสำหรับหมู่สงฆ์เท่านั้น หากยังเป็นสิ่งที่ฆราวาสหรือชาวบ้านทั่วไปสามารถนำเอามาเป็นแนวทางปฏิบัติขัดเกลาตนได้ ดังที่ พระไพศาล วิสาโล ท่านขยายความเพิ่มเติมว่า "แต่สำหรับคฤหัสถ์แล้ว วินัยอาจไม่ใช่ข้อบังคับที่ผู้อื่นกำหนดมาให้ปฏิบัติ แต่เป็นสิ่งที่สมัครใจรับมาเองก็ได้ เช่น ศีล 5 เวลาเราสมาทานศีล 5 พึงรู้ว่านี้คือวินัยอย่างหนึ่งที่เราเลือกรับมาเป็นเครื่องกำกับกาย วาจาของตนหรือเป็นระเบียบแบบแผนของชีวิต ดังเห็นได้จากคำกล่าวเวลารับศีล เช่น ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ซึ่งแปลว่า ข้าพเจ้าขอรับถือปฏิบัติข้อฝึกข้อศึกษา (สิกขาบท) ที่จะละเว้นการทำลายชีวิต คำแปลดังกล่าวยังบอกให้เรารู้ว่า ศีลที่เราเรียกกันนั้น ที่จริงคือ "สิกขาบท" หรือข้อฝึกฝนอบรมตน สิกขาบทหลายข้อรวมเรียกว่า วินัย และเมื่อตั้งอยู่ในวินัยจึงจะเป็นผู้มีศีล (ธรรม) ในฐานะบุคคลที่ต้องฝึกตน คฤหัสถ์ควรมีอริยวินัยเป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิต เช่น มีสิกขาบท 5 (ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ศีล5) เป็นอย่างน้อย"

บทความดังกล่าวยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวปฏิบัติตนสำหรับชาวบ้านทั่วไปที่มิใช่นักบวชหรือคฤหัสถ์ในครั้งพุทธกาล ที่พระพุทธองค์ทรงวางแนวทางไว้ให้ มีอยู่ในสิงคาลกสูตร เรียกว่า คิหิวินัย หรือวินัยของคฤหัสถ์ มีอยู่ 14 ข้อด้วยกัน นอกจากนี้ยังเสนอทางออกสำหรับชาวบ้านยุคปัจจุบัน โดยหยิบยกแนวทางประพฤติตนท่ามกลางสังคมอุดมเทคโนโลยีที่เต็มไปด้วยสิ่งแวดล้อมล่อเร้าเย้ายวนใจ ให้ละทิ้งศีลธรรมได้โดยง่าย โดยเสนอแนะ "หลักชาวพุทธ" ซึ่ง พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้นำเสนอไว้ โดยนำเอา คิหิวินัย มาปรับประยุกต์ใหม่ให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงไปในสังคมทุกวันนี้ และมีบางส่วนจัดเป็น คิหิวินัย หรือวินัยของคฤหัสถ์ยุคปัจจุบันได้ดี มีอยู่ 12 ข้อ โดยย่อๆ ดังนี้ 1. บูชาปูชนีย์ 2. มีศีลห่างอบาย 3. สาธยายพุทธมนต์ 4. ฝึกฝนจิตด้วยภาวนา 5. ทำกิจวัตรวันพระ 6. พร้อมสละแบ่งปัน 7 .หมั่นทำคุณประโยชน์ 8. ได้ปราโมทย์ด้วยไปวัด 9. กินอยู่พอดี 10. มีชีวิตงดงาม 11. ไม่ตามใจตนหลง 12 . มีองค์พระครองใจ

ไม่เพียงแต่วินัยส่วนตัว หรือวินัยในระดับบุคคลแล้ว ยังกล่าวถึงวินัยระดับชุมชนไว้ด้วยว่า "บุคคลจะเจริญงอกงามในธรรมได้ จำต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่เกื้อกูล อันได้แก่ชุมชน (หรือที่ภาษาบาลีเรียกว่า "สังฆะ") ดังที่ภิกษุทั้งหลายจำต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางหมู่สงฆ์ สำหรับชุมชนของคฤหัสถ์ อาจจะมิใช่ชุมชนที่สมาชิกอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกันแบบสงฆ์ (หรือวัด) คือชุมชนในทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นชุมชนในทางความสัมพันธ์ คือแม้จะอยู่คนละที่ แต่มีความผูกพันกันในทางธรรม และมุ่งช่วยเหลือเกื้อกูลให้ก้าวหน้าในทางธรรม ชุมชนกัลยาณมิตรดังกล่าวควรมีวินัยร่วมกันคือแบบแผนและข้อกำหนดสำหรับการประพฤติปฏิบัติ ทั้งที่เป็นการปฏิบัติส่วนตัว (ดังคิหิวินัยหรือข้อปฏิบัติการ 12 ประการข้างต้น) และการทำกิจส่วนรวมหรือกติกาสำหรับดำเนินการต่างๆในชุมชน (เช่น การประชุมพบปะกัน หรือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน)"

นอกจากนี้ยังรวมถึง วินัยที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในภาพรวมของการอยู่ร่วมกันในบ้านเมือง นั่นคือ วินัยระดับประเทศ ที่กล่าวไว้ว่า "การประยุกต์วินัยในพุทธศาสนามาใช้อย่างได้ผลอย่างแท้จริง จะต้องครอบคลุมไปถึงการสร้างแบบแผนทางสังคมในระดับที่กว้างกว่าชุมชนด้วย นั่นคือขยายไปถึงระดับประเทศ เพราะได้กล่าวแล้วว่าวินัยในความหมายที่กว้างที่สุดนั้นครอบคลุมทั้ง "ระบบแบบแผนเกี่ยวกับการปกครอง การบริหาร การศาล นิติบัญญัติ การเศรษฐกิจ การศึกษา เป็นต้น" แต่ความจริงที่เป็นอยู่ในเวลานี้ก็คือแบบแผนดังกล่าวยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นวินัยที่ถูกต้องตามหลักการของพุทธศาสนา เพราะส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เอื้อต่อการพัฒนาชีวิตของบุคคลให้งอกงามในทางธรรม ตรงกันข้ามกลับก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสื่อมถอยทางจริยธรรม อาทิ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม-บริโภคนิยม ซึ่งทำให้เงินเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนจนกลายเป็นเป้าหมายของชีวิต ความร่ำรวยกลายเป็นความปรารถนาสูงสุดของผู้คน ใช่แต่เท่านั้นเงินยังกลายเป็นตัววัดคุณค่าของทุกสิ่ง ขณะเดียวกันผู้คนก็มุ่งตักตวงแสวงหาความสุขทางวัตถุจนละเลยคุณค่าทางนามธรรมอย่างอื่นๆ

ระบบการเมืองเป็นแบบอย่างของความเสื่อมถอยทางจริยธรรม เช่น การเมืองที่ไม่โปร่งใสเปิดโอกาสให้มีการคอร์รัปชั่น หรือเปิดช่องให้ผู้มีอิทธิพลใช้เงินสร้างฐานอำนาจจนเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ ย่อมทำให้มีการใช้อำนาจมืดเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การให้สัมปทานแก่พวกพ้อง การอนุมัติโครงการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนหรือค่าคอมมิชชั่น แก่ตน ไปจนกระทั่งการลอบสังหารคนที่ขัดผลประโยชน์ของตน ขณะเดียวกันระบบการเมืองที่รวบอำนาจเข้าส่วนกลางหรือระบบเผด็จการก็ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลทั้งจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือจากสังคมเป็นไปได้ยาก การใช้อำนาจในทางฉ้อฉลเพื่อประโยชน์ส่วนตัวทั้งโดยผู้มีอำนาจและพวกพ้องบริวารจึงเกิดขึ้นได้ง่าย กลายเป็นค่านิยมที่ผู้คนเลียนแบบกันทั่วทั้งประเทศ นอกจากระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่ทำให้คนเห็นแก่ตัวแล้ว ยังมีระบบต่างๆในสังคมที่ทำให้ผู้คนแก่งแย่งกันมากขึ้น เช่น ระบบจราจรที่ไม่เคร่งครัดกฎเกณฑ์ ระบบราชการที่ไม่เอื้อให้คนทำดี แต่เปิดช่องให้มีการทุจริตอย่างง่ายดาย หรือระบบยุติธรรม ซึ่งไม่โปร่งใสและอยู่ใต้อำนาจเงิน ทำให้คนมีเงินไม่สนใจที่จะทำตามกฎหมายเพราะเชื่อว่าสามารถใช้เงิน "อุด" ได้ ระบบที่บกพร่องเหล่านี้ (ซึ่งรวมไปถึงระบบความสัมพันธ์ในสังคม) ไม่เพียงแต่จะบีบคั้นให้คนเห็นแก่ตัวเท่านั้น หากยังให้ "รางวัล" แก่คนที่ทำเช่นนั้นด้วย เช่น คนที่ไร้น้ำใจ ไม่หยุดให้แก่คนข้ามทางม้าลาย สามารถไปถึงที่หมายก่อนใครๆ คนที่แซงคิว สามารถได้ตั๋วรถหรือตั๋วหนังก่อนใครๆ คนที่ทุจริต ซื้อตำแหน่ง สามารถเลื่อนชั้นก่อนใครๆ ใครที่ซื้อของหนีภาษีได้ก็เป็นที่ยกย่องว่าเก่ง คนที่ขายยาบ้าค้าผู้หญิง นอกจากจะไม่ถูกตำรวจจับเพราะมีเส้นสายหรือให้สินบนเจ้าหน้าที่แล้วยังร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบเหล่านี้มีแต่ทำให้คนเห็นแก่ตัวและเอาเปรียบกันมากขึ้น

การมีวินัยส่วนตัวหรือมีวินัยในระดับชุมชน แม้เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยังไม่อาจเรียกว่าพอเพียง ตราบเท่าที่วินัยในระดับประเทศนั้นนำพาผู้คนไปในทางตรงข้ามคือความเสื่อมถอยทางจริยธรรม หรืออย่างน้อยก็ไม่เอื้อต่อการพัฒนาตน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดระบบสังคมระดับประเทศที่ส่งเสริมการพัฒนาชีวิตอย่างแท้จริง เช่น ทำให้ระบบเศรษฐกิจเกื้อกูลต่อการช่วยเหลือกันแทนที่จะเป็นการเอารัดเอาเปรียบกัน มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ไม่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้มากนัก มีหลักประกันทางด้านปัจจัยสี่และสวัสดิการ ขณะเดียวกันก็ไม่ส่งเสริมให้เกิดการทำลายธรรมชาติอย่างขนานใหญ่"

ในโลกที่แคบลงทุกวัน ท่ามกลางความแตกต่างทางความคิดความเชื่อ ถ้าสังคมยังพิการอยู่ แต่เราเลือกที่จะสร้างสวรรค์สำหรับพี่น้องผองเพื่อนที่คิดคล้ายกันกับเรา สนับสนุนและเอื้อประโยชน์แก่กันในวิถีเดียวกันกับเรา เราย่อมปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปโดยไม่ใส่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ใส่ใจความทุกข์ร้อนของผู้อื่นกลุ่มอื่นพวกอื่น ไม่หาหนทางปรับปรุงแก้ไข ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็คงไม่อาจรู้ได้ว่าอะไรที่รออยู่

อนาคตลูกหลานและบ้านเมืองอยู่ในมือเราแล้วในวันนี้ อยู่ที่เราจะช่วยกันแก้ไขให้ดีขึ้นได้ ในระดับบุคคล ด้วยให้และรับอย่างเอาใจใส่ ด้วยเมตตากันและกัน ด้วยไม่ล่วงละเมิดเบียดเบียนกัน มีหิริโอตตัปปะประจำใจ รักษาศีล 5 ไว้ได้เป็นอย่างน้อย ตามรักษาไตรทวารทั้ง 3 คือ กาย วาจา ใจของเราไว้ด้วยสติ คิดดี พูดดี ทำดีอยู่เสมอ ในระดับสังคม ด้วยมีเหตุมีผล มีความพอประมาณ มีสำนึกในด้านคุณธรรม น้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิต จากฐานรากที่มีอยู่ ทั้งทุนสังคม การศึกษา ทรัพยากร ฯลฯ เสมือนเป็นการฝังรากฐานบ้านเมืองให้มั่นคงแข็งแรงก่อน เพื่อความมั่นคงอันยั่งยืนนั่นเอง

(ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ www.visaro.org ภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า