กลับมาเถอะ...วันวาน

เศรษฐกิจประจำบ้าน

ข่าวคราวบ้านเมืองในช่วงนี้ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือแม้แต่ข่าวดาราวงการบันเทิง ก็ไม่วายมีแต่เรื่องไม่ค่อยดีเท่าไร บางคนอาจจะเกิดความเครียดมากจนไม่ต้องการรับรู้หรือเสพข่าวใดๆเลย ฉบับนี้ก็ไม่อยากจะเพิ่มดีกรีความเครียดให้สูงขึ้นไปอีก คุยกันแบบสบายๆกันดีกว่า

คงจะมีหลายครั้งเวลาที่เจอเพื่อนฝูง มักจะคุยกันถึงเรื่องราวเก่าๆ และก็จะมีคนหนึ่งในกลุ่มล้อว่า คุยกันเป็นคนแก่ เป็นเพราะอะไรน่ะหรือ ช่วงเวลาที่เรายังเด็ก เป็นวัยที่เราเพิ่งเห็นมุมมองของโลกได้ไม่กว้างนัก และเป็นวัยที่เรามักจะเป็นฝ่ายได้รับมากกว่า สิ่งที่เราได้รับ คือ ความรัก ความปรารถนาดีจากพ่อแม่เรานั่นเอง สังคมที่เราพบเจอในวัยเด็กมีแค่ครอบครัว และโรงเรียน

วัยเด็ก จึงเป็นความทรงจำที่แสนประทับใจของคนส่วนใหญ่เสมอ อยากให้ลองนึกย้อนวัยกลับไปสู่ในวัยเด็ก ครั้งยังเยาว์วิ่งเล่น เท้าเปล่า น้ำมูกไหล มอมแมม หัวยุ่ง และเป็นเหา เชื่อว่าหลายคนส่วนใหญ่จะมีความสุขมากในวัยใส เพราะในสมองเรายังไม่ค่อยมีเรื่องราวที่ซับซ้อนมากเหมือนในโลกปัจจุบัน ชีวิตวัยเด็กมีหน้าที่หลัก คือ เรียน เว้นว่างจากการเรียนก็จะเป็นเรื่องเล่น และช่วยแม่ทำงานบ้านนิดๆหน่อยๆ เวลาเล่นของเรา เราก็มักจะเล่นกับเพื่อนหลายๆ คน สมัยก่อนเราไม่มีสิ่งที่เป็นตัวช่วยในการเล่นของเราเท่าไรนัก ไม่ต้องมีอุปกรณ์ใดๆ เราก็เล่นกันได้ กระต่ายขาเดียว ซ่อนแอบ แม่งูเอ๋ย ขี่ม้าส่งเมือง รีรีข้าวสาร ตี่จับ เล่นได้เหงื่อ ได้ออกกำลังกาย และก็ได้ความสัมพันธ์กับเพื่อน ถึงแม้จะมีทะเลาะกันบ้าง แกล้งกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่ได้อารมณ์ ความรู้สึก พอเล่นกันทั้งวันเสร็จ ตอนเย็นใครเคยทำบ้าง ผู้เขียนกับเพื่อนๆละแวกบ้านนำกับข้าวในบ้านของตนมาล้อมวงนั่งแบ่งปันกับข้าวทานกัน ทำให้ได้เรียนรู้เมนูกับข้าวของบ้านเพื่อน การที่แบ่งของเล่น ของกิน หรือของใช้ที่ตนเองครอบครองอยู่ ให้เพื่อนไปส่วนหนึ่ง หรือบางส่วน

สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนและเพื่อนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพราะเราต่างมีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการแบ่งปัน คือ การมีแบบอย่าง เพราะละแวกบ้านจะอยู่อาศัยกันตั้งแต่บรรพบุรุษ ความสัมพันธ์ภายในชุมชนจึงเปรียบเสมือนญาติมิตร พวกเราจึงเรียนรู้ที่จะแสดงพฤติกรรมการแบ่งปัน การเอื้อเฟื้อกับผู้อื่นจากแบบอย่างที่อยู่รอบตัว เช่น พ่อแม่ พี่น้อง และครู ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ต้องทำไม่ได้มีมากมาย อย่างที่บอกว่าเรื่องเดียวที่ต้องรับผิดชอบ คือ การเรียน สำหรับตัวเองก็ถือว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาพอสมควร เพราะเป็นเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่ง ไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียน เรียนได้พอผ่านการทดสอบเฉพาะวิชาที่สนใจจริงๆ ซึ่งไม่ได้ทำให้ผลสอบดีสักเท่าไร นั่นก็คือ วิชาจำพวกศิลปะ กับพละศึกษา วิชาพวกนี้ไม่สำคัญในวัยเรียน แต่ก็เป็นประโยชน์ คิดว่าเป็นความรู้เสริมที่ไม่ใช่ทุกคนจะเก่งและถนัด มีความเชื่อเช่นนั้น มันไม่ได้ให้ความรู้และนำมาใช้งานโดยตรง แต่มันจะเป็นสิ่งที่ติดตัวกับเราไปตลอดชีวิต ความรู้ทางวิชาการที่ได้จากการศึกษาเล่าเรียน สามารถลืมเลือนได้ถ้าไม่ได้ทบทวนเป็นประจำสม่ำเสมอ เมื่อเปรียบเทียบวิชาศิลปะกับพละศึกษาแล้วนั้น วิชาศิลปะเป็นพื้นฐานทางจิตใจ พละศึกษาเป็นพื้นฐานทางร่างกาย

ฉะนั้นอย่ากังวลว่า ถ้าลูกหลานได้คะแนนดีที่ไม่ใช่วิชาที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนในขั้นที่สูงขึ้นไปแล้วจะเกิดปัญหา ทุกวิชามีประโยชน์ทั้งนั้น ซึ่งประโยชน์จะแตกต่างกันไป มันเป็นพื้นฐานในการพัฒนาชีวิตตามลำดับขั้นไปเท่านั้นเอง มีตัวอย่างทัศนคติของ สตีฟ จ๊อบส์ ผู้โด่งดังเรื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนยี่ห้อหนึ่ง เมื่อสมัยที่ สตีฟ จ๊อบส์ เป็นนักศึกษาได้ลงเรียนวิชาออกแบบตัวอักษร ซึ่งขณะนั้น สตีฟไม่รู้ว่าจะลงเรียนไปทำไม รู้เพียงแต่ว่าอยากเรียน ผ่านมาหลายปี ในวันที่สตีฟสร้างระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอช สตีฟได้นำความรู้เรื่องประดิษฐ์อักษรที่เคยได้เรียนมาใช้ ซึ่งทำให้ระบบปฏิบัติการของเครื่องแมคอินทอช มีตัวอักษรที่สวยงาม น่าใช้ และทำให้ชื่อเสียงของสตีฟ เป็นที่รู้จักกันดีในทุกวันนี้

การใช้ชีวิตวัยเด็กที่เรามีความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน เพื่อนโรงเรียน จะหล่อหลอมให้รู้จักการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เรียนรู้การช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยไม่มีผลตอบแทน เคยได้ยินคำถามที่ว่า ถ้าเราตกปลาตัวใหญ่ได้หนึ่งตัว เราจะทำอย่างไรกับปลาตัวนั้นที่จะทำให้เราทานได้ถึง 7 วัน มีคำตอบต่างกันมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะนำปลาไปถนอมอาหาด้วยวิธการต่างๆ เพื่อจะได้เก็บไว้ทานได้นานๆ แต่คำตอบคือ นอกจากจะนำมารับประทานในครอบครัวแล้ว ก็ให้นำปลานั้นแบ่งให้กับเพื่อนบ้านด้วย ความมีน้ำใจนึกถึงผู้อื่นจะทำให้เราได้มิตรภาพที่ยั่งยืน ถ้ารู้จักการเป็นผู้ให้ก่อน สภาพสังคมไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากในระยะเวลาเพียงไม่นาน วิถีชีวิตของคนไทยแบบดั้งเดิมกำลังถูกสังคมยุคใหม่กลืนหายไป ความเอื้อเฟื้อ มีน้ำใ จและการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเริ่มลดน้อยลงไป การรับเอาวัฒนธรรมค่านิยมใหม่ๆ และความเจริญทางด้านวัตถุเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดปัญหาซับซ้อนมากมายในสังคม เพราะสังคมยุคใหม่ยอมรับนับถือ ค่านิยมที่จะนำตัวเองไปสู่ความทันสมัย ความเจริญรุ่งเรือง จนทำให้สังคมกลายเป็นสังคมที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เอารัดเอาเปรียบ เกิดความเห็นแก่ตัวกันมากยิ่งขึ้น จนทำให้ลืมไปว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญและไม่ควรละเลยก็คือการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข การช่วยเหลือแบ่งปัน ร่วมมือร่วมใจใส่ใจกันและกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่มุ่งสู่สังคมที่มีความเจริญและมั่นคงแข็งแกร่งอย่างแท้จริง

เจอเรื่องเล่าในอินเทอร์เน็ตเรื่องหนึ่ง อยากจะนำมาแบ่งปัน ซึ่งต้องขอขอบคุณเรื่องเล่านี้ที่แบ่งปันต่อๆกันมา ณ ที่นี้ด้วย

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชน เพื่อให้เป็นวิทยากรพิเศษ สอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวัน จึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้น ด้วยแบบฝึกหัดง่ายๆ แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด เขาเดินเข้าห้องเรียนมา พร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ เมื่อได้เวลาเรียน...เขาหยิบ...เหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม

"พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง" เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่า อาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน...เต็มแล้ว...

เขายิ้มไม่พูดอะไร...หันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา แล้วเทกรวดเม็ดเล็กๆ จำนวนมาก ลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบาๆ กรวดเลื่อนไหลลงไป อยู่ระหว่างลูกเทนนิสอัดจนแน่นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีก "พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง" นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ...เต็มแล้ว...

เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋า หยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา และเททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่าง ระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย

เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง "เต็มหรือยัง" เพื่อป้องกันการหน้าแตก นักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน ปรึกษากันอยู่นาน หลายคนเดินก้าวเข้ามาก้มๆเงยๆ มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์ "แน่ใจนะ" ...แน่นอนเสียยิ่งกว่าแน่อีกครับ...

คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลม 2 กระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่ เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ๆ ไง" เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น

ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจ จริงจัง สูญเสียไปไม่ได้ เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์ ทรายก็คือเรื่องอื่นๆที่เหลือเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราจำเป็นต้องทำ แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้

เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆอยู่ตลอดเวลา ชีวิตเต็มแล้ว...เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน

ชีวิตของคนเราทุกคน ถ้าเราปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข ใช้ชีวิตเล่นกับลูกๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด พากันออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริงๆ หลังจากนั้น ถ้ามีเวลาเหลือ เราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวเรา นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ...หมายถึงอะไร เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า การที่ใส่น้ำลงไป เพราะอยากให้เห็นว่า ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้น คุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ

จุดประสงค์ที่เขียนเรื่องราวทั้งหมดในฉบับนี้นั้น เป็นเพราะว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคมในปัจจุบัน เริ่มบ่งบอกปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าสังคมต่างคนต่างอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องร่วมมือช่วยเหลือกัน เพราะสังคมโลกกำลังเริ่มต้องกลับเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจแบบพึ่งพา ที่สมัยก่อนมนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด...