ย้อนอดีตทรงคุณค่า

ณ พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา
เล่าขานตำนานไทย
ช่างภาพ: 

อาคารปูนสีขาวสองชั้น อันเป็นที่ตั้งของ "พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา" แห่งนี้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของคุ้มกลางเวียง ส่วนที่ตั้งของ "วังหน้า" มรดกของ เจ้าอุปราชสุริยะ ซึ่งเตรียมถวายให้ใช้เป็นที่ทำการเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่ ร.ศ.118 (พ.ศ.2442) แต่เนื่องจากเจ้าจอมมารดาดารารัศมี ได้มีพระประสงค์ทูลเกล้าฯถวายคุ้มกลางเวียงบางส่วนที่เป็นมรดกของพระองค์ให้รัฐบาล เพื่อจัดสร้างศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ ดังนั้น คุ้มส่วนนี้จึงตกทอดเป็นมรดกแก่เจ้าน้อยเลาแก้ว (เจ้าราชบุตร)

ต่อมาทางราชการขอซื้อเพื่อก่อสร้างที่ทำการศาลแขวง จังหวัดเชียงใหม่ แทนหลังเดิมซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงสะพานนวรัฐ โดยพื้นที่ในส่วนนี้มีเนื้อที่ทั้งหมด 6 ไร่ 2 ตารางวา เป็นที่ตั้งของ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่และพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา ซึ่งเทศบาลนครเชียงใหม่ เปิดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ศึกษาประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นล้านนา อนุรักษ์สถานที่ประวัติศาสตร์กลางเมืองเชียงใหม่และพัฒนาการเป็นเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

ภายในพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา จัดแบ่งแต่ละห้องแตกต่างกันออกไป เริ่มจากการนำเสนอห้อง "ข่วงแก้วล้านนา" ที่เป็นต้นความคิดของพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา ซึ่งยังมีความเชื่อเรื่องการไหว้ผี และเทวดา จึงเกิดเป็นพิธีกรรมต่างๆขึ้น สถาปัตยกรรมของวิหารล้านนาที่เกิดภายใต้ความศรัทธาทางพุทธศาสนา การสร้างสรรค์งานพุทธศิลป์จากความศรัทธาของชาวล้านนา และรูปแบบการตกแต่งเครื่องสักการะอันงดงาม ที่ประดิษฐ์ด้วยฝีมือมีลวดลายต่างๆ นำมาจากคติความเชื่ออันสัมพันธ์กับเรื่องราวทางศาสนาและความเป็นสิริมงคล มีการจำลองบรรยากาศจริงของประเพณีแห่ครัวทาน การขับซอ ประเพณีแอ่วสาว และเรื่องราวของดนตรีที่มีส่วนสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของล้านนา จนกระทั่งสัมผัสถึงอาหารการกินของชาวล้านนา เครื่องปั้นดินเผา หัตถกรรม และสิ่งมีค่าอีกมากมาย

ในส่วนของจิตรกรรมล้านนา นำเสนองานจิตรกรรมฝาผนังของสกุลช่างเชียงใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อิทธิพลทางศิลปะจากอาณาจักรข้างเคียง รวมไปถึงงานจิตรกรรมบนวัสดุต่างๆ โดยเฉพาะการเขียนจิตรกรรมบนกระจก และการเขียนใบลาน การบันทึกองค์ความรู้แขนงต่างๆในอดีต เช่น จักรวาลวิทยา การเมืองการปกครอง โหราศาสตร์ วรรณกรรม ตำรายา การสักยันต์

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนรักผ้า คือ มีมุมผ้าโบราณล้านนา หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร และไม่เป็นลายลักษณ์อักษรระบุไว้ว่า ผ้าไหมในเมืองเชียงใหม่ นอกจากจะเกี่ยวข้องกับชีวิตชนชั้นสูงแล้ว ยังมีผ้าที่ทอโดยผู้หญิงในราชสำนักหรือคุ้มเจ้านายซึ่งมีผู้ยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยกล่าวถึงพระชายาของเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 2 ว่า "พระชายาประทับในตำหนักไม้สักทองหลังใหญ่ และทรงให้เวลาอยู่กับการทอผ้าไหม โดยมีบ่าวช่วยปั่นเส้นไหมให้ นอกจากในคุ้มแล้ว ยังมีแหล่งทอผ้าไหมอีก 2 แห่ง คือ สันกำแพงและฮอด และในเขตหมู่บ้านต่างๆทั้งสองแห่ง ได้แก่ บ้านต้นแหน อำเภอสันป่าตอง มีชื่อในการทำเชิงผ้านุ่ง (ตีนจก) บ้านแอ่น อำเภอดอยเต่า ทำให้เชื่อว่าในสมัยก่อนคงจะมีการทอผ้าหลายแห่งที่เป็นศูนย์กลางการทอผ้า"

จากหลักฐานการสนทนาระหว่าง นายฮอลท์ ฮอลเลท (Holt Hallett) ช่างสำรวจชาวอังกฤษ กับ เจ้าอุบลวรรณา ธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ ทำให้ทราบว่า ในช่วงเวลานั้นมีการค้าขายกับจีน มาเชียงตุง เชียงรุ้ง และจากรัฐฉานของอังกฤษ บรรทุกสินค้าจากเชียงแสนไปหลวงพระบาง และยังมีวัวต่างมากกว่า 3,000 ตัว ที่ใช้ขนสินค้าระหว่างเชียงใหม่กับเมืองละกอน นอกจากนี้ ฮอลท์ยังกล่าวถึงเรื่องราวของผ้าจกว่า การพบปะกันครั้งสุดท้ายระหว่างแฮลเลท หมอแมคกิลวารี และภรรยาชื่อเอมิลี่ กับเจ้าอุบลวรรณา ซึ่งได้เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่เขาออกจากเมืองเชียงใหม่ เจ้าอุบลวรรณาได้ฝากผ้าถักลวดลายต่างๆไปให้พี่สาวของแฮลเลท ที่ประเทศอังกฤษ ต่อจากนั้นพี่สาวของแฮลเลทได้ฝากผ้าถักลวดลายของอังกฤษไปให้เจ้าอุบลวรรณาเป็นการตอบแทน นอกจากหลักฐานดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานในการทอจกของชาวเมืองเชียงใหม่อีกว่า "...พระชายาฯ โปรดให้พื้นฟูการทอซิ่นยกดอกจกด้วยมือ ใช้ไหมทองโปรดที่แต่งกายเป็นแบบอย่างทั้งเสื้อผ้าซิ่น..."


พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา เปิดให้เข้าชมในเวลา 08.30-17.00 น. ทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ (ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ เสียค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ 90 บาท เด็ก 40 บาท สนใจติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-5321-7793...เชิญมาร่วมศึกษาและชื่นชมความงดงามในวิถีชีวิตล้านนากันนะคะ