ย้อนยุคอภัยภูเบศร จากปราจีนสู่พระตะบอง

สายตรงรายงาน

6. ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร พระตะบอง

ใกล้ช่วงเย็น เลยอยากเบรก เรื่องวัดวาอาราม

ทางทีมงาน มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงพามาเดินชมสถาปัตยกรรม ณ ตลาดซานัด ซึ่งจะมีอาคารอันเก่าแก่ให้น่าดูน่าชม

หลังจากที่ปล่อยให้เดินอิสระ ผมเลยเลือกไปแถวสวายปาว หรือ Street no.1 ซึ่งมี แม่น้ำซองแกร์ หรือ แม่น้ำสังแก ไหลเคียงคู่ไปกับตัวเมืองพระตะบอง ซึ่งเมืองพระตะบอง มีประชากร มากเป็นอับดับสอง รองจากเมืองหลวง คือ พนมเปญ

เดิมทีแม่น้ำสังแก มีขนาดที่เล็กนิดเดียว แล้วมีต้นสะแก ล้มเป็นสะพานข้ามไปได้ จึงมีการเรียกว่า แม่น้ำสังแก ซึ่งผมก็จำจากไกด์เล่าให้ฟังอีกที

ฟากถนนที่ผมเดินอยู่มี อาคารธนาคารแห่งชาติกัมพูชา ตั้งอยู่ตรงกันข้าม เป็นอาคารสีเหลืองตัดขอบขาว ผมจึงหยุดถ่ายรูปอยู่สักพัก แล้วเดินถัดออกไปไม่ไกล เป็นตึกห้องแถวที่ดูเก่าแก่ มีลายปูนปั้นประดับให้วิจิตรตา ซึ่งตามตึกปรับเป็นร้านค้า จำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่น หรือพวกสิ่งของที่ระลึก ที่แลเห็นมีพวกเราเอง กำลังต่อรองราคากันอยู่ บางตึกก็เป็นร้านกาแฟ คาเฟ่ขนาดย่อม หรือร้านอาหารเล็กๆ ซึ่งมีลูกค้าชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

เดินเลือกซื้อสินค้ากันสะดวก ด้วยมีผังเมืองที่เป็นระเบียบ จัดทำเป็นบล็อกเป็นตรอก เลยเดินไล่ไปตั้งแต่ Street no.1 no.2 และ no.3 ก็เพียงผ่านไปแค่สองสามซอยเท่านั้น มานั่งนับร้านค้าพลอยได้ร่วมสิบร้าน แล้วเดินกลับไปสู่จุดที่นัดหมาย อยู่ใกล้ๆกับลานกีฬาสาธารณะ ซึ่งเห็นมีคนที่ใส่ใจในสุขภาพ ได้พากันมาออกกำลังกายเยอะแยะ

ตลาดซานัด ตลาดที่ใหญ่ของจังหวัดพระตะบอง ส่วนคนกัมพูชาเรียกกันว่า ตลาดคนรวย จะเริ่มความคึกคักกันมาก ตั้งแต่ประมาณ 08.00 น.

"ของที่สดๆ จะขายกันหลังๆหน่อย พวกผัก พวกปลา หรืออะไรต่างๆนานา จะขายกันหลังตลาด ส่วนที่ด้านหน้าตลาด จะขายเสื้อผ้า ของกินของใช้ โดยถ้าเห็นขายมังคุด ทุเรียน หรือลำไย ครึ่งหนึ่งเป็นของเขมร อีกครึ่งหนึ่งเป็นของไทย แต่หากเห็นมะละกอ แตงโม ส้มเช้ง จะเป็นของพระตะบองแท้ๆ" คิมเส็ง...เดินมาพูดคุยการค้าการขาย

ตามหนังสือไกด์บุ๊ค ระบุร้านค้าเอาไว้ว่า ร้านข้าวแกงรสเลิศ อยู่ตรงข้ามตลาดหัวมุม ส่วนตรอกระหว่างตลาด มีก๋วยเตี๋ยวหน้าตาน่าทาน พอทะลุเลยวัดตะพัดไป ที่แถวนั้นมีหมี่เส้นที่นุ้มนุ่ม แล้วก็ยังมีก๋วยเตี๋ยวอื่นๆ ทั้งที่เป็นเนื้อวัวหรือเนื้อหมู ได้ให้ความอร่อยไม่แพ้กัน สำหรับคนชื่นชอบกาแฟโบราณหอมๆ ให้เดินตรงมาถนนลาเอ ที่ใกล้ๆกับตลาดบึงชุก แถมยังมีซาลาเปาเจ้าเก่าของพระตะบอง ไม่ว่าไส้หมูสับหรือเผือก อร่อยไปหมด

ยังไม่พอ...หลากเมนูร้านอาหารตามสั่ง รอให้ไปลองลิ้มลองแถวๆ Street no.1 และ Street no.2 สำหรับร้าน Pizzahand ก็มีขายอยู่หน้าตลาดซานัด หรือร้านกาแฟเจ้าดัง ก็อย่างร้าน Kinyei Caf? อยู่ตรง Street no.1.5 แล้วก็ร้าน Gecco Caf? ที่ขายกาแฟ ชานม หรือชาเย็น อยู่แถวหัวมุม Street no.1.3 ซึ่งเดินมาจากทางธนาคารฯกัมพูชา

ที่สำคัญ...เข้าร้านแลกเปลี่ยนเงินตราก่อน

ความคึกคัก ความมีสีสัน และก็ความสนุก

วันพรุ่งนี้...เราจะหวนกลับมาสัมผัสกันอีก

ในยามเช้า อาหารเบาๆ และก็เริ่มเดินทาง

เวลาประมาณ 10.00 น. เราป้วนเปี้ยนที่สวายปาว แล้วก็ย้ายขบวนสู่ ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดพระตะบอง ราชอาณาจักรกัมพูชา

แต่ต้องมารั้งรอการประสานงาน กับเจ้าหน้าที่ที่คอยเฝ้าตึก จึงชักชวนกันมาดูกระบอกปืนใหญ่ ซึ่งในสมัยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ปกครองเมืองนั้น จะยิงปืนใหญ่ทุกเช้า ตอนที่เคารพธงชาติ บัดนี้ปืนใหญ่หายไปส่วนใหญ่ ก็มีเหลืออยู่เพียง 2 กระบอกเท่านั้น จากจำนวน 100 กระบอก เนื่องจากฝรั่งเศสเก็บไป ด้วยเห็นว่าเป็นของโบราณ อีกส่วนหนึ่งนำไปหลอมใหม่ เพื่อสร้างสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำสังแก เมื่อก่อนปืนใหญ่ประจำตามป้อม พระองค์อิ่ม...กษัตริย์เขมร ได้สร้างกำแพงตรงชายน้ำ ปืนใหญ่บางส่วน จมน้ำหายช่วงฤดูฝน

ผมก็แปลกใจ ปืนใหญ่ มีเขียนภาษาไทยไว้

"กระสุน 80 นิ้ว ดิน +7" ไม่รู้หมายถึงอะไร

ยังไม่ทันไถ่ถามให้ได้คำตอบ เจ้าหน้าที่ก็มาเปิดประตู จากนั้นก็เริ่มในการบรรยาย ว่า ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นตึกทรงยุโรปยุคบาโร้ค สร้างเมื่อ พ.ศ.2447 โดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสยุโรป ในครั้งหลังนั้น พระยาคฑาธรธรณินทร์ (ชุ่ม) ไปรับเสด็จถึงศรีลังกา หลังจากกลับมา ได้สร้างตำหนักหลังนี้ขึ้น ด้วยฝีมือการออกแบบก่อสร้าง จากช่างชาวอิตาลี

ผมยืนดูในลักษณะสถาปัตยกรรม แบบคาดเดาอย่างคนไม่ค่อยรู้ เห็นหลังคาที่ทำเป็นทรงหน้าจั่ว มีลวดลายไทยอ่อนช้อยสวยงาม คล้ายกับว่าเป็นลายกระหนกเปลว กระหนกใบเทศ หรือกระหนกสามตัว แล้วเห็นมีเสาข้างๆ 2 เสา คงจะเป็นเสาบลาลีกระมัง ซึ่งบริเวณหน้าจั่วของตึก น่าจะมีการสร้างเพิ่มเติมใหม่ เพราะแอบไปเห็นภาพเก่าๆ...ยังไม่มี แล้วพอเดินออกมาตรงระเบียง ที่ได้มีการทำยื่นออกมาจากชั้น 2 เห็นลวดลายเป็นสัญลักษณ์ ของความเป็นประเทศไทย คือปูนปั้นที่เป็นรูปเศียรช้าง แล้วก็เดินลงบันไดจากชั้น 2 ซึ่งที่ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดพระตะบอง ทำบันไดอยู่ฝั่งซ้ายมือด้านเดียว ลงมาก็เห็นพื้นปูกระเบื้องโมเสก

ตามบันทึกของนักวิชาการท้องถิ่น เมืองพระตะบอง ว่าเมื่อตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพิ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ใหม่ๆ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ยังไม่ทันจะได้ขึ้นไปพำนัก ก็ต้องเดินทางไปอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรีเสียก่อน "ตึกเดี่ยว 2 ชั้น สไตล์ยุโรปยุคบาโร้ค ซึ่งผู้เป็นเจ้าของ ไม่เคยเข้าไปยืนมอง ดวงตะวันยามเช้า ผ่านช่องประตูหรือหน้าต่าง ของบ้านหลังนั้นเลย แม้ด้านหน้าของตึก จะหันออกนอกถนน และรับแดดสดใสในยามเช้า"

ในการอพยพไปพำนักถาวร ภายในจังหวัดปราจีนบุรี ก็ได้มาจากสาเหตุตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส พ.ศ.2449 ที่สยามต้องคืนเสียมเรียบ ศรีโสภณ และพระตะบอง ให้กับกัมพูชาไป ส่วนทั้งขุนนางและผู้คนจำนวนมากมาย ต่างเคลื่อนขบวนสู่จังหวัดปราจีนบุรี จึงเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) สร้างตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรหลังใหม่ ที่ถอดโครงร่างจากศาลากลางหลังเก่า ที่จังหวัดพระตะบอง

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ถูกใช้เป็นศาลากลางจังหวัดพระตะบอง และก็เกิดการชำรุดทรุดโทรมมาโดยลำดับ โดยนักวิชาการที่เคยมาสำรวจปี 2552 ได้พบกับความเปลี่ยวร้าง กลิ่นความชื่นของปูนและไม้มีไปทั่ว และก็มีน้ำฝนหยดลงมา ตามรอยรั่วของหลังคา ส่วนห้องโถงชั้นสองทุกห้อง ว่างเปล่าเก่าโทรม เว้นจากการใช้งานมานาน ทั้งหน้าต่างและประตูบางบาน ได้เกิดการชำรุดหลุดหายไป แม้แต่กระเบื้องยังชำรุดหลุดล่อน บางแผ่นก็เหลืออยู่ไม่ครบส่วน เฉกเช่นเดียวกับกระเบื้องหลังคา ก็เกิดการหลุดร่วง และมีลอยรั่วหลายจุด

ต่อมาเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯไปทรงทอดพระเนตรปราสาท ในเขตจังหวัดพระตะบอง ขณะที่พระองค์ท่าน ได้ไปเสวยพระกระยาหารที่ตึกหลังนี้ ในระหว่างนั้น ฝนก็ตกและรั่วลงมา จึงพระราชทานทุนทรัพย์ เพื่อการบูรณะ 1 ล้านบาท ซึ่งได้บูรณะจนเสร็จสมบูรณ์ อีกราว 3 ปีผ่านมา

ความสวยงามของตึกกลับคืนมา เห็นแล้วก็อดถ่ายภาพไว้ด้วยไม่ได้ จึงรัวชัตเตอร์กล้องให้หนำใจ แล้วผมเดินขึ้นไปชั้นสองอีกที เพื่อถ่ายภาพกับเก้าอี้ประทาน ตามคำบอกเล่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นายแพทย์จรัญ บุญฤทธิการ ว่า "ผมเคยมาที่กัมพูชา ก็เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านมาถึงวันนี้ มีความแตกต่างกันมาก ครั้งหนึ่งผมเคยมา ที่ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ตอนนั้นยังไม่ได้บูรณะ ก็มีความเก่า มีความเป็นโบราณ ตามยุคสมัย ก็พอมาเห็นที่บูรณะในวันนี้แล้ว ผมก็ถ่ายภาพไว้หลายรูป แล้วสิ่งที่คนชอบมาก คือ ไปนั่งเก้าอี้ประทานชั้นสอง แล้วก็ถ่ายรูปตัวเอง นอกจากได้ภาพกลับไป ก็ได้อะไรมากมาย"

ผมก็เห็นด้วย...กับสิ่งที่ได้กลับไปเยอะแยะ

สำหรับตัวผม ก็ได้รูปสวยๆ กลับไปเช่นกัน

แต่รูปภาพของผม ได้สื่อสาระความรู้เพียบ

และจะนำไปเผยแพร่ ให้เกิดคุณประโยชน์

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า