กลิ่นทะเลปนวิถีไทยบนเกาะพะงัน

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

4. สัญญาประชาชนคนเกาะพะงัน

ความเหนือชั้นในการสร้างเอกลักษณ์ให้เกาะพะงันมีความโดดเด่นที่ดีทางธรรมชาติ กรณีมีลักษณะทางกายภาพของภูมิประเทศเป็นรูปปลาดาว คือนอกจากจะมีภูเขากระจายตัวเป็นแฉกๆในแต่ละมุมเกาะ โดยมี "เขาหรา" เป็นยอดเขาสูงสุดที่ความสูงประมาณ 627 เมตรจากระดับน้ำทะเลแล้ว วงล้อมของภูเขาแต่ละแฉกที่อยู่เคียงข้างกับทะเลนั้น ถ้ามองบริเวณพื้นล่างจะเห็นว่า ลักษณะสมุทรศาสตร์ทางธรรมชาติของเกาะแห่งนี้ยังช่างแต่งสรรค์ปั้นสร้างให้เป็นรูปหาดทรายโค้งรูปครึ่งวงกลม กระจายประดุจแฉกปลาดาวอยู่รายรอบเกาะนับเป็นสิบๆแห่ง

หาดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากสุด ก็คงไม่พ้นหาดริ้นนอกซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของตัวเกาะ และถือเป็นแหล่งต้นกำเนิดของการจัดกิจกรรมฟูลมูนปาร์ตี้ ทุกคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เมื่อพระจันทร์สุกเปล่งเต็มดวง พาให้เกาะพะงันโด่งดังไปทั่วโลก จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจืดจางบางเบาลงไปอีกด้วย

นอกจากนี้ทางฝั่งใต้อ้อมขึ้นไปทางตะวันตก ก็ยังมีหาดริ้นใน หาดบ้านค่าย หาดท้องศาลา หาดยาว หาดเทียน หาดกรวด แล้ววกขึ้นไปตอนเหนือตรงหาดสลัด หาดแม่หาด กับหาดทรายตรงอ่าวโฉลกหลำที่ชาวเกาะนิยมเรียกอย่างสั้นๆกันว่า "โหลกหลำ" ผ่านไปทางฝั่งตะวันออกก็จะเป็นหาดขวดตรงบริเวณแหลมขวด หาดท้องนายปาน หาดยาว ไปจรดหาดริ้นนอกเป็นวงรอบเกาะพะงันซึ่งมีพื้นที่เกาะอยู่ทั้งหมดประมาณ 194 ตารางกิโลเมตร

คุณสมบัติที่น่าให้ความสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ นอกจากแต่ละแฉกปลาดาวของลักษณะภูมิประเทศเกาะพะงันที่อุดมไปด้วยหาดทรายซ่อนตัวอยู่ตามแนวภูเขาแล้ว ทะเลตรงนั้นก็เหมาะสำหรับการลงว่ายเล่น เพราะไม่มีโขดหินให้เป็นอุปสรรค หรือไกลออกไปตรงที่เป็นทะเลลึกไม่มากนัก ก็ยังสามารถสวมหน้ากากดำผิวน้ำเพื่อสัมผัสกับโลกใต้ทะเลที่สมบูรณ์ด้วยหมู่ปะการัง กับเหล่าปลาหลากสี ณ โลกมหัศจรรย์ใต้ผืนน้ำนั้นได้อีกด้วย

อันที่จริงถ้าจะว่ากันถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวบนเกาะแห่งนี้ ก็ใช่ว่าจะมีอยู่แต่หาดทรายชายทะเล หรือโลกใต้พื้นน้ำให้ผู้นิยมดำน้ำลงไปค้นหาเท่านั้น ในหลืบของราวป่าจากภูเขาที่ดารดาษอยู่ทั่วเกาะเกือบ 200 ตารางกิโลเมตร ก็ยังมีต้นกำเนิดของแหล่งน้ำให้กลายเป็นสายธารน้ำ แล้วไหลผ่านภูผาหินตกดิ่งลงมาเป็นน้ำตกอยู่อีกหลายแห่ง อย่างเช่น น้ำตกธารประพาส น้ำตกธารเสด็จ อันเป็นชื่อที่ได้มาจากการเสด็จประพาสมาถึงเกาะแห่งนี้ของพระมหากษัตริย์ถึง 2 พระองค์ คือรัชกาลที่ 5 และ 6 แห่งราชวงศ์จักรี โดยทั้ง 2 พระองค์ก็เคยได้เสด็จฯประพาสยังน้ำตกทั้งสองอีกด้วย

นี่คือภาพแห่งความเป็นจริงของเกาะพะงัน มากกว่ามุมมองของการจัดกิจกรรมฟูลมูนปาร์ตี้ อย่างที่หลายคนยังคงเก็บทัศนคตินั้นฝังเอาไว้ในความรู้สึก!

ระหว่างที่เดินทางผ่านไปตามถนนคอนกรีต ซึ่งลัดเลาะผ่านสวนมะพร้าวที่งอกงามอยู่ไม่ห่างแนวชายหาด สลับกับบ้านเรือนของชาวชุมชนดั้งเดิมที่แฝงตัวอยู่ในเรือกสวนมีแต่ใบไม้สีเขียวคลุมพื้นที่ไปทั่ว บางครั้งก็มีอยู่บ้างที่เห็นเป็นชุมชนการค้าระดับท้องถิ่นแบบตึกแถวแต่ก็สูงไม่เกินยอดไม้ยืนต้นกับยอดมะพร้าวต้นสูงวัย

ที่สะดุดตาก็ตรงร้านค้าเหล่านี้แทบทุกร้าน ล้วนติดป้ายบอกกล่าวถึงรายการสินค้าอีกทั้งผนวกราคาเป็นภาษาอังกฤษเอาไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มที่เลือกมาพักผ่อน ณ เกาะแห่งนี้นานวัน และต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นเอาไว้ เช่น น้ำดื่มเพื่อบริโภคในแต่ละวัน ขนมปัง ผลไม้ หรือไม่ก็เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศ ซึ่งคนขายเขาต่างมั่นใจว่าสามารถขายได้บนเกาะนี้อย่างแน่นอน

พักเดียวเท่านั้นผมก็เดินทางเข้าถึงชุมชนที่เรียกกันว่า บ้านมะเดื่อหวาน ตรงหมู่ 3 ซึ่งตั้งอยู่ตรงส่วนกลางของตัวเกาะ โดยสภาพแวดล้อมทั่วไปดูจะชวนให้มองและพอจะย้อนอดีตของเกาะแห่งนี้ขึ้นมาได้บ้าง ตรงที่เห็นเป็นเรือกสวนมีบ้านเรือนไม้ยกเสาสูงให้คนเดินลอดผ่านได้ปลูกอยู่ตรงกลางสวน พื้นดินตอนล่างจะขาวนวลด้วยดินทรายที่แทบไม่เห็นขยะมูลฝอยเรี่ยราด อีกทั้งยังปราศจากกิ่งและใบไม้แห้งจากพันธุ์ไม้แต่ละต้น ที่ห้อมล้อมเรือนบ้านทั้งสี่ทิศหล่นลงกองทับถม กิ่งแล้วกิ่งเล่า ใบแล้วใบเล่า เพราะทราบว่าชาวบ้านที่นี่เขาจะตื่นแต่เช้าแล้วลงมากวาดลานบ้านก่อนจะหันไปจับงานอย่างอื่น...นี่จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งสำหรับสังคมสิ่งแวดล้อมของคนชนบทที่มีมากกว่าสังคมคนเมืองในยามนี้!

ระหว่างที่กำลังเดินทางผ่านบ้านท่ามะเดื่อหวาน ผมพลันเหลือบไปเห็นว่าทางด้านซ้ายมือซึ่งเป็นบ้านเรือนไม้หลังใหญ่พองาม มองออกว่าเป็นเรือนเก่าก่อนแต่ไม่ทรุดโทรม อีกทั้งเรือนลูกไม้ที่ตกแต่งประดับราวบันไดขึ้นไปยังเรือนชานยังดูสวยงามและมั่นคง เรือนบ้านกระทั่งฝาเพดานก็ดูคงทนแข็งแรง บ่งบอกถึงคนที่ดูแลรักษาว่าจะต้องหมั่นดูหมั่นฟูมฟักและตั้งมั่นที่จะอนุรักษ์บ้านหลังนี้เอาไว้ให้ได้อยู่นานวันกว่าวันนี้ไปจนวันหน้า...และวันต่อๆไปสำหรับทายาทผู้สืบสกุลเป็นมรดกตกทอดกันนานเท่านาน!

ขณะเดียวกันก็ยังเห็นฝรั่งซึ่งลักษณะเป็นนักท่องเที่ยวนั่นแหละ กำลังพากันขับขี่จักรยานเข้าไปยังเรือนชานบ้านหลังนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ 4-5 คน แล้วมีหรือที่เราซึ่งเป็นคนไทยจะไม่แวะเข้าไปดูกับเขาบ้าง?

ผมได้พบคนที่เป็นเจ้าของบ้านคือ ลุงแนบ บุญญา อายุ 78 ปีที่บุคลิกท่าทางร่างกายยังดูแข็งแรงราวกับคนอายุ 60 ต้นๆเสียอีก และดูจะต้อนรับขับสู้คนที่มาเยี่ยมบ้านชมเรือนของตนดุจญาติมิตร นักท่องเที่ยวต่างชาติขอขึ้นไปดูสิ่งประดามีที่เป็นวิถีชีวิตบนเรือนชาน ลุงแนบก็ยินดีให้ขึ้นไปเยี่ยมชมอย่างไม่เกี่ยงงอน พร้อมยินดีให้ใช้เวลาอยู่บนนั้นตามสบาย บอกให้รู้ด้วยว่าไม่คิดค่าขึ้นชม เผยอีกว่าทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสลับปรับเปลี่ยนกันมาขอชมเหมือน กับบ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนประจำเกาะพะงันยังไงยังงั้น

"บ้านหลังนี้สร้างขึ้น เมื่อปี 2475 ระหว่างเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลงการปกครองพอดี"

ลุงแนบเริ่มบทสนทนา

"ลุงเป็นคนเกาะพะงัน ถือกำเนิดเติบโตอยู่บนเกาะนี้โดยไม่คิดจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ไหน ยึดอาชีพการทำสวนยังชีพสืบต่อกันมาแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ โดยอาศัยทำสวนผสมผสานตั้งแต่ปลูกมะพร้าวเพื่อเก็บผลขาย นอกนั้นเป็นสวนผลไม้จำพวกทุเรียน ซึ่งแต่เดิมเป็นพันธุ์โบราณ แล้วก็ปลูกกันไปตามธรรมชาติแบบตามมีตามเกิด แต่มาตอนหลังเริ่มพัฒนาด้วยการนำพันธุ์หมอนทองมาทดลองปลูกดูก็ได้ผล เพราะคุณสมบัติดินบนเกาะพะงันดีมาก อุณหภูมิอากาศก็เป็นใจ และไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเหมือนที่อื่นๆเขาทำกัน"

ลุงแนบพูดไปพร้อมกับลงทุนพาเดินชมสวนไปด้วย โดยทิ้งให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขึ้นชมเรือนเองตามลำพัง

"นอกจากทุเรียนแล้วก็ยังปลูกผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจ อย่างเช่น เงาะพันธุ์โรงเรียน มังคุด ลางสาด ลองกอง น้อยหน่า ละมุด กับปลูกผักให้เป็นพืชคลุมดินซึ่งทุกชนิดปลอดสารพิษทั้งนั้น ปีหนึ่งๆสามารถสร้างรายได้พออยู่พอกินได้โดยไม่ต้องไปรบกวนสถาบันการเงิน หรือหนี้นอกระบบ กับไม่ต้องไปพึ่งพาใครให้เกิดปัญหา"

พอจบจากการชมสวนลุงแนบเปลี่ยนเป็นพาชมบ้าน ชี้ให้เห็นด้วยว่าแต่ก่อนเคยดำรงชีวิตยังไง ปัจจุบันก็ยังคงปฏิบัติเยี่ยงนั้น คือ ใครจะขึ้นเรือนไปก็มีตุ่มใส่น้ำไว้ให้สำหรับล้างเท้าก่อนย่างขึ้นราวบันได ส่วนที่ระเบียงด้านหน้าจะเป็นที่ตั้งไหน้ำดินเผาเผื่อใครผ่านไปผ่านมาจะได้ตักดื่มกินได้ ปัจจุบันตุ่มน้ำล้างเท้ากับตุ่มน้ำสำหรับดื่มก็ยังคงวางไว้ให้เห็นกันอยู่ และปฏิบัติกันเหมือนแต่ก่อน ส่วนระเบียงบ้านจะปล่อยโล่งรับลมกับคนมาเยี่ยม ถัดไปเป็นห้องสำหรับนั่งเล่น ลึกเข้าไปเป็นห้องนอนส่วนตัว แล้วก็ห้องครัวสำหรับทำอาหารกับกินข้าวกันตรงนั้นอย่างโบราณเขาเรียก "ท้ายครัว" นั่นแหละ ที่ขาดไม่ได้ตรงท้ายครัวก็คือ ตรงนี้มีบันไดวางพาดลงลานด้านล่างเพื่อใช้เป็นทางลงได้อีกทาง ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ประโยชน์กับคนในครัวเรือนกันเองมากกว่า

พอถูกถามถึงลูกหลาน ลุงแนบตอบแบบมั่นใจโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา

"ทุกคนเรียนจบชั้นสูงๆ เป็นข้าราชการก็มี นายธนาคารก็มี เขาเคยชวนจะให้ไปอยู่ด้วยในเมือง แต่ลุงปฏิเสธเสียงแข็ง ขอยืนหยัดทำสวนอยู่ที่นี่ที่เดียว และไม่เคยคิดที่จะทิ้งถิ่นตนเอง พวกเขาก็เลยเลือกวิธีแวะเวียนมาเยี่ยมอยู่เป็นประจำ แล้วก็ทำตัวเป็นชาวสวนชาวเกาะในทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้าน เคยมีคนจากถิ่นอื่นมาขอซื้อที่ดิน 4 ไร่ผืนนี้ ให้ราคาไร่ละ 2 ล้าน ลุงตอบคำเดียว ไม่ขาย แล้วจากนั้นเขาก็หายไปเลย!"

นี่คือสัจธรรมนำชีวิตของคนเกาะพะงันขนานแท้!!

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า