อลังการ "วิหารพระเจ้าพันองค์"

วัดปงสนุกเหนือ
ศรัทธาสัญจร

ไปลำปางมาก็หลายครั้งหลายคราแล้ว มีครั้งนี้ละนะ ที่ได้มีโอกาสไปชื่นชมความงดงาม วิจิตรตระการตา ที่ศรัทธาสาธุชนชาวเชียงแสนฝากฝีไม้ลายมือด้านพุทธศิลปะไว้ในพุทธศาสนา เพื่อบูชาองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วัดปงสนุกเหนือ ตำบลเวียงเหนือ "อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อหนึ่งพันสามร้อยสามสิบห้าปีมาแล้ว ในพ.ศ.1223 สมัยพระเจ้าอนันตยศ โอรสของพระนางจามเทวี เสด็จมาทรงสร้างเมืองเขลางค์

วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และฝังลูกนิมิต เมื่อ พ.ศ.2314คือประมาณ244ปีมาแล้ว บริเวณวัดปงสนุกตั้งอยู่ติดกำแพงเมืองเขลางค์ รุ่นที่ 2 ด้านใน จากหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงวัดปงสนุก ย้อนไปได้ถึง ปี 1929 ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า "วัดเชียงภูมิ" เป็นสถานที่ที่หมื่นโลกนคร ผู้รักษาเมืองเขลางคใช้ตั้งรับทัพอยุธยาที่ยกขึ้นมาตีล้านนา ต่อมาอีก 400ปี วัดแห่งนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดปงสนุก" โดยมีการแบ่งเป็นด้านเหนือและด้านใต้ ดังหลักฐานจากคัมภีร์ใบลานของวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน กล่าวถึงการฉลอง "วัดปงสนุกใต้" ใน พ.ศ.2352 และใน พ.ศ.2402 จากบันทึกของครูบาอาโนชัยธรรมจินดามุนี อดีตพระราชาคณะหัวเมือง ได้กล่าวถึงการบูรณะภูเขาจำลอง วัดปงสนุกเหนือ หลังจากนั้นอีก 27 ปี คือ พ.ศ.2429 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดปงสนุกครั้งใหญ่ โดยทำการซ่อมพระเจดีย์ สร้างฉัตร ก่อซุ้มประตูโขง วิหารหลังมียอด (วิหารพระเจ้าพันองค์)

หลักฐานต่างๆกล่าวถึงชื่อเดิมของวัดปงสนุกถึง 4 ชื่อในเวลาที่แตกต่างกัน ได้แก่ วัดศรีจอมไคล วัดเชียงภูมิ วัดดอนแก้ว วัดพะยาว (พะเยา) สำหรับ2ชื่อหลังเป็นชื่อล่าสุดที่พบหลักฐานเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การอพยพผู้คนในเหตุการณ์ช่วง พ.ศ.2346 ที่พญากาวิละได้ยกทัพเข้าโจมตีเมืองเชียงแสน ซึ่งเป็นที่ตั้งมั่นของพม่าและได้กวาดต้อนชาวเชียงแสน ซึ่งมีชาวบ้านปงสนุกลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เมืองลำปาง รวมไปถึงมีการอพยพคนเมืองพะยาว (พะเยา) หนีศึกพม่าลงมายังเมืองลำปาง ชาวปงสนุกเชียงแสนและชาวพะเยาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำวังแถบบริเวณวัดเชียงภูมิ โดยนำชื่อหมู่บ้านเดิมมาเรียกขานชุมชนแห่งใหม่ ต่อมาราว พ.ศ.2386 เจ้าหลวงมหาวงศ์ได้ไปฟื้นฟูเมืองพะเยาขึ้นใหม่ ครูบาอินทาจักรพระอุปัชฌาย์ของครูบาอาโนชัยธรรมจินดามุนี ได้นำชาวพะยาว (พะเยา) อพยพกลับคืนสู่บ้านเกิด คงเหลือเพียงพวกที่ไม่ยอมกลับและมารวมอยู่กับชาวบ้านปงสนุก ชื่อวัด และชื่อหมู่บ้าน จึงเหลือเพียงชื่อปงสนุก ตามเผ่าพันธุ์ของตนเอง (หมายถึงพงศ์เผ่าแห่งความรื่นเริง) ตราบเท่าทุกวันนี้

ผู้อาวุโสในชุมชนเล่าว่าวัดปงสนุกเหนือ ตั้งอยู่ติดกำแพงเมืองเขลางค์ ด้านในเป็นแนวคันดิน และมีคูล้อมรอบอีกชั้น คูเมืองด้านหลังวัดมีความลึกมากและเต็มไปด้วยกอบัว มีประเพณีขุดดินไปถมที่วัดบนที่ตั้งของวิหารพระเจ้าพันองค์ ด้วยเชื่อว่าหากไม่ขุดดินไปให้วัดบนน้ำจะท่วมบ้าน ซึ่งตรงกับการขุดค้นทางโบราณคดีบนม่อนดอยในเดือนพฤษภาคมปี 2551 ที่พบชั้นของทรายที่นำมาจากแม่น้ำ ถมอยู่ภายใต้พื้นซีเมนต์บนลานพระธาตุลึกลงไปในราว 30 เซนติเมตร แต่เมื่อขุดลึกลงไปกว่านั้นกลับพบว่าเป็นชั้นของอิฐที่เรียงสลับกันลงไปกว่า 7 เมตร ซึ่งเป็นการเปิดเผยเทคนิคการสร้างม่อนดอยด้วยอิฐของวัฒนธรรมล้านนาเป็นแห่งแรกของประเทศ

แต่เดิมวัดนี้มีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีพระภิกษุ และสามเณรบวชเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วน คือ วัดปงสนุกเหนือ กับ วัดปงสนุกใต้ เพื่อให้ช่วยกันดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงเหมือนมีวัดสองวัดตั้งอยู่ในเขตพัทธสีมาเดียวกัน มีการถมดินระหว่างพื้นที่ของวัดทั้งสองเรียกว่า " ม่อนดอย" เปรียบเหมือนจำลองเขาพระสุเมรุขึ้นมา พื้นที่ด้านบนมี พระเจดีย์ศรีจอมไคล วิหารพระนอน และวิหารพระเจ้าพันองค์ ทรงโถงจตุรมุข เอกลักษณ์แห่งเดียวในประเทศไทย ต้นแบบของหอคำ ในไร่แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

บริเวณด้านบนรอบในของตัววิหารพระเจ้าพันองค์นั้นเคยมีการประดับด้วยพระพิมพ์องค์เล็กจำนวนมากถึง 1,080 องค์ เป็นที่มาของชื่อ วิหารพระเจ้าพันองค์ วิหารไม้หลังนี้ สร้างโดยช่างเชียงแสน เลียนแบบหอคำเมืองเชียงเกี๋ยง (เชียงเจิ๋ง) ในสิบสองปันนา ประเทศจีน ลักษณะมณฑปจตุรมุข หลังคาซ้อนสามชั้น บนสันหลังคาเหนือมุขทั้งสี่สร้างปราสาทไม้จำลองขนาดเล็กหุ้มด้วยสังกะสีฉลุลาย สื่อความหมายถึงทวีปทั้งสี่รอบเขาพระสุเมรุ บริเวณชั้นระหว่างหลังคางดงามด้วยงานแกะสลักรูปกินนร สัตว์หิมพานต์ครึ่งคนครึ่งนก แต่งกายแบบราชสำนักพม่า และนกยูง สัญลักษณ์ของกษัตริย์ ประดับช่องหน้าต่างด้วย ลายฉลุรูปม้า วัว สิงห์ สัตว์ประจำทิศในพุทธศาสนา รวมถึงคชสีห์และนรสิงห์เทินหม้อปูรณฆฏะ สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ขนาบด้วยภาพชาดกเขียนสีบนพื้นไม้ใส่กรอบกระจกแสดงเรื่องการบำเพ็ญเพียรของพระพุทธเจ้า

ห้องกลางวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปสี่องค์หันพระพักตร์ออกสี่ทิศ ประทับนั่งใต้โพธิพฤกษ์ทำด้วยตะกั่ว ด้านล่างของฐานชุกชีประดับลวดลายรูปช้างนาคสิงห์ นกอินทรี สื่อความหมายถึงเขาพระสุเมรุส่วนกลางจักรวาลที่รายล้อมด้วยป่าและสัตว์หิมพานต์ มีกินรีประดับมุมคอของชั้นสอง มีเสาสี่เหลี่ยมประดับด้วยกาบรูปกลีบบัว สร้างปราสาทไม้จำลองขนาดเล็กหุ้มด้วยสังกะสีฉลุลาย บนสันหลังคาเหนือมุขทั้งสี่ สื่อความหมายถึงดินแดนที่อยู่ของผู้คนรอบเขาพระสุเมรุ

การบูรณะอนุรักษ์วิหารพระเจ้าพันองค์แห่งนี้ เป็นโครงการที่มีการศึกษาวิจัยทางกายภาพและประวัติศาสตร์ของอาคารไม้โบราณที่มีอายุกว่า 120 ปี บูรณะอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมไว้มากที่สุด เป็นการทำงานร่วมกันในจังหวัดลำปาง ระหว่างพระสงฆ์กับชุมชน ผู้นำชุมชน ช่างฝีมือท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน ศิลปิน และนักวิชาการ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นแกนหลักสำคัญ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) สำนักงานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (UNESCO) จึงมอบรางวัล "Award of Merit 2008 การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมดีเด่น" โครงการ 2008 Asia - Pacific Heritage Awards ให้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์...เป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ ที่ชาวลำปางทุกท่าน ทำเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนล้านนา