เยือนสิม ชมศิลป์ ถิ่นอีสาน

เรียนรู้เรื่องราว

1.

มหาสารคาม...เมืองเล็กๆ ใจกลางภาคอีสาน มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย จึงกลายเป็นถิ่นฐานอารยธรรมที่สำคัญ

ครั้นเมื่อ พ.ศ.2408 มีการสถาปนาให้เป็นเมืองมหาสารคาม จนกระทั่งวันที่ 22 สิงหาคม 2558 นี้ เป็นวาระการครบ 150 ปี แห่งการสถาปนาเมือง

และเนื่องในโอกาสอันสำคัญยิ่ง ทางด้านจังหวัดมหาสารคาม ได้ร่วมมือกับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เรียนเชิญคณะสื่อมวลชนต่างๆ มาสำรวจศักยภาพการท่องเที่ยว โดยทาง หญิงไทย ก็ได้รับเกียรติเข้าร่วมคณะสำรวจด้วยคน

ยินดี...ที่ได้ครบรอบ ปรีดา...ที่ได้ท่องเที่ยว

คนแต่ก่อนแต่เก่าในบ้านในเมือง คิดสร้างสรรค์ในวัฒนธรรมที่ดีเอาไว้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมหาสารคาม จะได้สัมผัสกับขนบธรรมประเพณี ศึกษาเรียนรู้ภูมิปัญญา หรือแลมองในวิถีชีวิต ซึ่งชาวจังหวัดมหาสารคาม เต็มอกเต็มใจและขอเชิญชวน

มาเด้อพี่ๆน้องๆ มาออนซอนมหาสารคาม

การสัญจรจึงได้เริ่มต้น จากตัวเมืองมหาสารคาม ไปตามทางหลวงหมายเลขสองตัว 23 เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอบรบือ เมื่อถึงที่สี่แยกอำเภอบรบือ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2063 (บรบือ-วาปีปทุม) ตรงหน้าไปอีกประมาณ 18 กิโลเมตร ก็ให้สังเกตทางด้านขวามือ จะมีป้ายบอกทางเข้าบ้านยาง และเลี้ยวขวาราวๆ 3 กิโลเมตร ก็ได้มาถึงที่วัด

เรามาถึงวัดไหนกันครับ...ผมถามขึ้นทันที

พี่ ททท. หันมาตอบ...วัดยางทวงวราราม

ต่อจากนั้นเชิญชวนพวกเรา ให้ออกมาเดินชมภายใน วัดยางทวงวราราม ท่ามกลางแดดเจิดจ้าร้อนรุ่ม ซึ่งตรงกันข้ามกับภายในจิตใจที่เย็นเยือก

โบสถ์ของวัดสวยงาม...ผมชวนพี่ ททท. คุย

แล้วมีเสียงแทรก...ทางอีสานเรียก 'สิม' ค่ะ

เราหันหน้าไปที่ต้นเสียง แล้วก็ได้มาพบกับ อาจารย์สุกัญญา ภักดีสุวรรณ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พร้อมๆกับริเริ่มการชวนพูดคุย

สิม...เป็นภาษาอีสาน ที่มาจากคำว่า สีมา พัทธสีมา หมายถึง โบสถ์ โดยสิมของภาคอีสาน ได้สร้างอย่างเรียบง่าย มีความเป็นสมถะ มักเป็นอาคารขนาดเล็ก ที่ได้ตกแต่งด้วยวัสดุในท้องถิ่น ในด้านความโดดเด่นของสิมนั้น นอกจากรูปทรงและสถาปัตยกรรมแล้ว ยังมีสิ่งช่วยเชิดชูให้สิมมีคุณค่ายิ่งขึ้น นั่นคือ ฮูปแต้ม (ภาษาอีสาน) หรือจิตรกรรมฝาผนัง

โดยที่ฮูปแต้มมักวาดอยู่ตามผนังสิม จะวาดกันเต็มพื้นที่ทั้งภายในและภายนอก เนื่องจากสิมมีขนาดเล็ก อีกทั้งวัดบางแห่งทางภาคอีสาน ยังไม่ได้อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไปในสิม ดังนั้น การแต้มฮูป จึงนิยมทำทั้งด้านนอกและด้านใน ซึ่งภาพด้านในมักเป็นเรื่องราว เกี่ยวกับพุทธศาสนา เช่น พระเวสสันดรชาดก พุทธประวัติ ส่วนผนังด้านนอก ก็วาดเพื่อให้ชาวบ้านเรียนรู้ ผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นที่มีข้อคิดคติสอนใจ หรือช่วยขัดเกลานิสัย เช่น สินไซ พระมาลัย

อ้า!!! เชิญด้านนี้...ผู้รู้ชักชวนและอธิบายว่า

"การวาดจิตรกรรมฝาผนังหรือฮูปแต้ม จะวาดกันทั้งด้านนอกและด้านในของสิม ก็เพราะว่าในสมัยก่อนนั้น การเข้าไปทำพิธีกรรมต่างๆ เค้าได้ใช้พื้นที่กันแค่นิดเดียวเอง ส่วนคนที่เข้าไปในสิมก็คือ...พระสงฆ์ จึงต้องวาดเรื่องราวต่างๆไว้ด้านนอกด้วย ก็เพื่อให้คนที่เข้าไปไม่ได้อย่าง...ผู้หญิง จะได้สัมผัสจิตรกรรมฝาผนัง จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ที่งดงาม"

วัดยางทวงวราราม หรือ วัดบ้านยาง หมู่ที่ 1 บ้านยาง ตำบลยาง นับเป็นวัดที่มีสิมและฮูปแต้มสวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง โดยที่มีลักษณะคล้ายกับสิมของวัดสระบัวแก้ว บ้านวังคูณ อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น เพียงแต่หลังคาและเสารับปีกนกรอบด้าน ถูกบูรณะแบบสมัยในปัจจุบัน ทว่าที่ตัวสิมเป็นแบบก่ออิฐถือปูน เหมือนสิมทั่วไปในอีสาน ความกว้าง 5.8 เมตร ความยาว 9.3 เมตร และบริเวณทางเข้าสิม มีรูปปั้นคนอยู่ด้านหน้าสิงห์ทั้งสองด้าน

"สิมและฮูปแต้มที่วัดแห่งนี้ เป็นเอกลักษณ์แท้ๆของภาคอีสานค่ะ เนื่องจากวัฒนธรรมทางภาคกลาง ยังเข้ามา ณ ที่แห่งนี้ได้น้อยอยู่ ดังนั้น คนที่มาทำงานในด้านนี้จริงๆ มักจะเป็นพระและชาวบ้านในท้องถิ่น ซึ่งหากพูดถึงในด้านการออกแบบ มีรูปแบบที่น่ารักน่าเอ็นดู คือ แลดูเผินๆเหมือนกับเด็กมาวาด ถ้าไปเปรียบเทียบกับศิลปะทางตะวันตก จะเรียกกันว่า 'นาอีฟ' ที่เป็นศิลปะที่มองดูใสซื่อบริสุทธิ์ ทว่าได้มีความตั้งใจวาดให้เหมือน แต่ยังไม่เหมือน

...คือ อยากวาดอะไรใส่อะไร ก็วาดก็ใส่ลงไปเลย พร้อมกับสอดแทรกเรื่องราวตลกขบขัน กระทั้งมีความอีโรติกแอบแฝงเอาไว้อีกด้วย แต่แก่นสานสำคัญอันแท้จริง คือ ความตั้งใจจริง ความศรัทธา ที่ต้องการให้ผู้คนได้รับทราบ ในเรื่องราวต่างๆเหล่านั้น ก็ด้วยมีการห้ามมิให้ผู้หญิง เข้าไปที่ด้านในโดยเด็ดขาด ด้วยถือกันว่า...เป็นเขตของสงฆ์ แล้วพระจะได้มีสมาธิ ในกิจของสงฆ์อีกด้วย ซึ่งวัดบางวัดจะมีขนาดเล็กกว่านี้อีก" อาจารย์สุกัญญา...อธิบาย

จากนั้นเราก็เริ่มทำการสำรวจ โดยการเดินวนตามเข็มนาฬิกา เพียงเวียนมาได้ครบรอบเดียว ก็ให้พอสรุปโดยสังเขปได้ว่า ผนังสิมทางด้านหน้านั้น จะมีการแต้มให้เป็นเรื่องราวประจิต - อรพิม ซึ่งเป็นนิทานปรัมปราในท้องถิ่นอีสาน อันเกี่ยวข้องกับตำรับยา ตำนานยา และตำนานเมือง ขณะที่ผนังสิมทางด้านตะวันออกและตะวันตก ได้แต้มให้เป็นเรื่องราวพระเวสสันดรและพระมาลัย และพอเดินไปด้านหลังของสิม ได้มีการแต้มเรื่องราวพุทธประวัติ

สุ่มเสียงของอาจารย์ราชภัฏมหาสารคาม ยังได้ให้การอธิบายเกี่ยวกับสิมและฮูปแต้มต่อไปว่า "เรามาเปลี่ยนไปชมฝั่งกระโน้น ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ จะแลดูนู้ดๆนิดนึง ก็ด้วยคนอีสาน เป็นคนที่ใสซื่อ จึงวาดอะไร ที่เค้าคิดว่า มันเป็นแบบนั้น มีสาเหตุมาจากนั้น จึงสื่ออย่างตรงไปตรงมา บางคนที่ไม่ชอบก็ อุ๊ย!!! โป๊ไปหน่อย จริงๆเค้าตั้งใจให้เห็นว่า นี่!!! เจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนจะไปออกบวช ทรงเบื่อทางโลก ที่แลเห็นผู้หญิงนอนระเกะระกะ"

เราแลเห็นภาพดั่งที่มีการชี้แจง ก็ต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เป็นภาพอากัปกิริยานางในวัง ที่ได้หลับใหลอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว แม้ว่ามีอาภรณ์ที่หลุดลุ่ยอยู่

นี่ถือเป็นภาพไฮไลท์...สาวนักข่าวถามขึ้น

อาจารย์รีบตอบกลับว่า "เอาจริงๆไฮไลท์ก็อยู่ด้านหลังนี่แหละค่ะ คือ รูปพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะเสด็จปรินิพพาน หากเป็นทางภาคอื่นๆ หรือที่อื่นๆ เค้าจะไม่ค่อยวาดภาพกิริยาของพระพุทธเจ้า ที่ดูไม่ค่อยงดงาม อย่างเช่น...เมื่อพระพุทธเจ้าฉันหมูอ่อน ซึ่งมีคนนำมาถวายให้ เมื่อฉันแล้วทรงอ้วกออกมา แต่ด้วยความเป็นคนอีสาน ที่ต้องการให้เห็นข้อมูลอย่างแท้จริง จึงวาดภาพเป็นตอนกำลังอ้วกด้วย นั่นเป็นเสน่ห์ของคนอีสาน ที่มักจะนำข้อมูลที่เป็นความจริงมานำเสนอ ซึ่งหากเป็นวัดในภาคอื่นๆ ก็จะแลเห็นเป็นปางปรินิพพาน หรือในท่วงท่านอนเฉยๆ"

ในจังหวัดมหาสารคาม ได้เหลือสิมอยู่เพียง 4 แห่ง ถ้ารวมๆแล้วในภาคอีสาน ก็มีประมาณ 20 แห่ง จังหวัดมหาสารคาม ตอนที่มีการพบครั้งแรก ได้มีอยู่ประมาณ 7 แห่ง ทว่าก็เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง มีอิทธิพลอื่นๆเข้ามา จึงทุบ ทำให้เหมือนภาคกลาง

สิมและฮูปแต้มของอีสาน เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณ พ.ศ.2460 ด้วยที่สภาพแวดล้อมของหมู่บ้านแห่งนี้ มีความร่มรื่นจากต้นไม้น้อยใหญ่ ทำให้คงสภาพสีสันไว้ได้อย่างดี ซึ่งสีที่นำมาแต้มที่สิมนั้น จะเป็นสีจากธรรมชาติ หรือเป็นสีที่มาจากเมืองจีน ที่ผ่านเข้ามาทางเวียดนาม กระทั่งสีบางส่วนนำมาจากต้นคราม จากยางไม้ต่างๆ หรือจากหิน

ฮูปแต้มมีอะไรเยอะแยะ...ผมเปรยกับผู้รู้

"ใช่ค่ะ!!! ตอนแรกที่อาจารย์มาดู เฮ้ย!!! มันสวยงามมาก แล้วก็กลับมาดูอีก พร้อมกับเจออะไรเล็กๆน้อยๆ แล้วส่วนตัวอาจารย์เอง เรียนด้านกราฟฟิคดีไซน์ จึงเหมือนกับมาดูแอนิเมชั่น" อาจารย์ตอบกลับมาที่ผม พร้อมชี้ให้ดูบางสิ่งบางอย่าง "อย่างตรงนี้...ปกติวาดชูชกคนเดียว แต่จะวาดหลายคนเรียงต่อกัน ให้เหมือนกับการเคลื่อนตัว หรือการเดินทางไปไหนสักแห่ง คือ การเดินทางไปหาพระเวสสันดร เพื่อเข้าไปขอ กัณหาและชาลี แต่ด้วยเกรงคนอื่นจะไม่เข้าใจ จึงค่อยๆวาดเรียงชูชกไว้หลายคน ตัวอาจารย์ก็เลยตีความในภาษาของนักออกแบบ เฮ้ย!!! นี่มันแอนิเมชั่นนะ เพราะมันได้มีความเคลื่อนไหวด้วย โดยส่วนตัว ก็ชอบวัดนี้เป็นพิเศษ"

และผมก็แยกตัวเข้าไปชมภายในสิม เป็นที่ประดิษฐานของพระประธาน ตรงด้านหลังองค์พระ เป็นฮูปแต้มพระองค์ใหญ่เชียว ซึ่งอยู่สลับกับแจกันดอกไม้รอบทั้งสิม ส่วนที่ด้านข้างผนัง มีเจาะช่องลม ลักษณะเหมือนกับหน้าต่าง ทว่าอยู่ต่ำลงมาด้านล่าง พอผมลองมองลอดออกไป ก็เห็นพี่ทีมงาน ททท. เรียกไปรวมตัว เพื่อเคลื่อนขบวนสู่จุดหมายถัดไป

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า