ตื๊อขอ (ทำ) ทาน

สายลม แสงแดด

ตอนขึ้นบันไดเลื่อนรู้สึกได้เลยว่าตื่นเต้น ฝ่ามือชื้นเหงื่อ มองกระดาษในมือด้วยความถี่สามครั้งต่อวินาที ยังคงไม่แน่ใจจนแล้วจนรอดว่า...จะได้บริจาคเลือด

เพราะนี่คือการมา "ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย" ที่ตั้งอยู่แถวสยาม เป็นครั้งที่ 3 แล้ว

ก่อนหน้านั้นสมัยยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย มีศูนย์รับบริจาคเคลื่อนที่มาตั้งบอกบุญกันถึงที่อยู่หลายครั้งเหมือนกัน บรรดานักศึกษาทุกชั้นปีจากหลากหลายคณะแห่กันไปบริจาค แต่ส่วนตัวเองนั้นให้มีเหตุขัดข้องคลาดเคลื่อนไปทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นว่าวันนั้นมีเรียนทั้งวัน มีสอบย่อย หรือคืนก่อนหน้านั้นนอนดึก ร่างกายไม่พร้อม

มีอยู่สองครั้งที่ว่างพอดี ก็เข้าไปบอกกล่าวความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ว่าอยากจะบริจาคเลือดกะเขาบ้าง

ก็ได้รับการตอบรับเป็นอันดี แต่แค่จนถึงตรวจเลือดเสร็จเท่านั้นนะ

"ความดันต่ำเกินไปนะคะ"

เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวใหม่ เพราะเวลาตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจสุขภาพที่ไหน เจ็ดครั้งในสิบจะโดนบอกแบบนี้ แต่บรรดานายแพทย์และแพทย์หญิงที่ตรวจก็ไม่เคยบอกว่าเป็นปัญหาอะไร นอกจากถามบ้างบางทีว่ามีอาการอะไรไหม พอตอบว่าไม่มีปัญหาอะไรในการดำเนินชีวิต (และอันที่จริงก็รู้สึกตัวเองแข็งแรงดี) ก็จะได้รับการปล่อยตัวไป ตลอดเวลามาก็อยู่ในข่ายมนุษย์สุขภาพปกติที่หมอไม่เห็นว่าเป็นคนไข้

แน่นอนว่ามีเจ็บป่วยบ้างเป็นธรรมดา แต่เข้าโรงพยาบาลน้อยครั้งกว่าบรรดาตัวละครในละครไทยแน่นอน (นี่อาจจะไม่เกี่ยวกัน แต่สุดแสงดาวดูละครทีไร เป็นต้องเจอฉากคนป่วยในโรงพยาบาลให้ได้อย่างน้อยสักฉากสองฉาก ถ้าเป็นแค่ความบังเอิญ หรือความนิยมก็แล้วไป แต่ถ้าคนไทยมีความจำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลกันบ่อยขนาดในละครจริงละก็ เราอาจจะควรพิจารณามาตรฐานสุขภาพตัวเองกันหน่อยแล้วกระมัง ทุกช่วงอายุนั่นแหละ เพราะตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น ยังเห็นคนวัยเกษียณเดินปร๋อขึ้นเขาไปดูกำแพงหิมะกันเป็นหมู่คณะ แถมเดินเร็วกว่าเราซะอีก)

น่าเจ็บใจที่ตรวจสุขภาพประจำปีผ่านฉลุย ทว่าผ่ามามีปัญหากับการบริจาคเลือดนี่แหละ ทั้งที่เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ (แค่กินตามใจปากบ้างบางที นอนดึกเป็นกิจวัตร และออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ แค่นั้นเอง! ต่างจากคนอื่นๆ ที่บริจาคได้อีกมากมายตรงไหนล่ะ...อะแฮ่ม) แต่ไปศูนย์รับบริจาคเคลื่อนที่ที่มหาวิทยาลัยมาสองครั้ง ที่สภากาชาดตรงสยามอีกสามครั้ง รวมกันเป็นห้าครั้ง ก็เพิ่งจะมีครั้งนี้นี่แหละ ที่ฟันฝ่าได้ผ่านครบทุกด่านไปขึ้นเตียง มีเข็มเสียบแขนเป็นเกียรติประวัติกะเขาบ้าง (อืมม์...มันใหญ่กว่าเข็มฉีดยาที่เห็นกันโดยปกตินิดหน่อยจริงๆ ด้วยแฮะ เจ้าหน้าที่ก็ดูจะพยายามเอาผ้ากอซปิดๆไว้อยู่หรอก คงเผื่อคนที่กลัวเข็ม)

อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งชื่นชมว่าเป็นคนที่มีความมุมานะ หรือตื๊อหน้าทนอะไรขนาดนั้น (แม้ว่าจะเข้ากับชื่อเรื่องก็เถอะ) สองครั้งที่จะไปบริจาคที่มหาวิทยาลัยนั้นไปเองก็จริงอยู่ แต่หลังจากนั้นก็ทอดอาลัยไม่ได้คิดจะไปอีก ที่ยังได้ไปอีกก็เพราะเพื่อนๆ กับคุณแม่ (รายนี้ขยันไปบริจาคเลือดอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งมาบอกเมื่อไม่นานมานี้ว่าบริจาคร่างกายไปด้วยแล้วเรียบร้อย) จะหมั่นชวนไปอย่างไม่เห็นใจคนที่ชักจะเริ่มคิดว่า หรือตัวเองจะบาปหนาซะจนทำบุญไม่ขึ้นแล้ว

ใช่สิ ก็ตรวจเลือดผ่านไปบริจาคกันได้หมดนี่ หึ!

ดังนั้นการมาครั้งนี้ก็เหมือนกัน จริงๆ ถอดใจไปแล้ว ไม่คิดจะดิ้นรนไปบริจาคอีก แต่เพื่อนชวนมาด้วยกันก่อนไปธุระที่อื่นต่อ ก็เลยกรอกใบแบบฟอร์มบริจาคเล่นแบบเสี่ยงดวงไปงั้นๆเอง ในใจน่ะคิดไว้ล่วงหน้าว่า

"ยังไงซะก็คงบริจาคไม่ได้ตามเคย"

แล้วคนที่ชวนมาก็โดนไปก่อนเลย คือโดนบอกว่าหัวใจเต้นเร็วเกินไป ให้ไปนั่งพักก่อนค่อยกลับมาตรวจใหม่ สุดแสงดาวยังไม่ถึงคิวตรวจ เลยยืนต่อแถวต่อไปด้วยความมั่นใจยิ่งกว่าเดิมว่า "ไม่ได้ชัวร์!"

ในที่สุดก็ถึงคิว

"นอนกี่ทุ่มคะ" คุณหมอ...ที่ดูลักษณะแล้วอาจจะเป็นอาจารย์หมอถาม

"เที่ยงคืนค่ะ"

"แล้วตื่นกี่โมง"

"หกโมงสิบค่ะ"

ทำเสียงเรียบร้อยสุดๆ เผื่อความประพฤติดีอาจจะเป็นเกณฑ์การวัดว่าจะผ่านเข้าไปบริจาคได้หรือไม่ได้

"เออ นอนพอดีแบบนี้ไม่ดีเลยนะ" อาจารย์หมอทำเสียงดุเหมือนครูดุนักเรียน เลยได้แต่ยิ้มแหยๆ "ทีหลังนอนให้เร็วกว่านี้เยอะๆเลย"

เสร็จ! ไม่ได้แน่ ออกไปนั่งรอเพื่อนแน่

"ดื่มน้ำเยอะๆเลยนะ ดื่มให้มากกว่าหนึ่งแก้ว แล้วก็ขึ้นไปชั้นสอง"

ชั้นสอง?

สารภาพตามตรงว่า จนถึงตอนนั้น ยังสงสัยอยู่เลยว่า ที่ให้ขึ้นไปชั้นสองนะ คือจะโดนให้ขึ้นไปตรวจเพราะความดันต่ำผิดปกติอะไรใช่ไหม (ก็ก่อนหน้านี้ไม่เคยผ่านด่านไปได้ถึงชั้นสองเสียทีเลยไม่รู้ว่ามีอะไร)

แต่ก็ไม่แฮะ!

พอขึ้นไปก็เห็นห้องกระจก คนนอนให้เลือดกันอยู่เยอะแยะ เขามีให้เลือกด้วยว่าจะเจาะแขนซ้ายหรือแขนขวา เท่าที่เห็นวันนั้น คนส่วนใหญ่เลือกเจาะแขนซ้าย

พอขึ้นเตียง เจาะเข็มเข้าเส้นเลือดเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็เอาท่อนอะไรกลมๆให้กำ บอกว่าให้กำสลับกับคลายไปเรื่อยๆ จนกว่าเลือดจะเต็มถุง ตรงนี้แต่ละคนจะได้เลือดเต็มถุงช้าเร็วไม่เท่ากัน เตียงฝั่งตรงข้ามมานอนก่อน แต่จนสุดแสงดาวลุกไปแล้ว เขายังนอนอยู่เลย

พอบริจาคเสร็จ ก็ได้เข็มกลัดรูปหัวใจสีขาวมาหนึ่งดวง (ความรู้สึกชวนโหยหาอดีตมาก เหมือนตอนอยู่โรงเรียนอนุบาลที่เวลาทำการบ้านแล้วจะได้ดาวยังไงยังงั้น) เขียนว่า "ผู้บริจาคโลหิต" และมีภาพหยดเลือดประกอบหนึ่งหยด เหนือหัวใจมีเครื่องหมายกากบาทสีแดงของกาชาดติดอยู่เหมือนยอดมงกุฎ

เพื่อนซึ่งไปตรวจมาอีกรอบและผ่านเข้าไปบริจาคเสร็จหลังสุดแสงดาวราวยี่สิบนาทีได้ พอเห็นเข็มกลัดก็ "เฮ้ยยย เธอได้ด้วยเหรอ"

เพิ่งรู้ตอนนั้นเองว่าเข็มกลัดที่ระลึกนี้ไม่ใช่ว่าได้กันทุกครั้ง กว่าจะได้เข็มต่อไปก็ต้องบริจาคให้ครบเจ็ดครั้ง เพื่อนไม่ได้เข็มแรก เพราะครั้งแรกนั้นไปบริจาคที่อื่น

การตื๊อขอทำการบริจาคเลือดมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานหลายปี ก็ส่งผลให้ได้ดาว เอ๊ย หัวใจมาหนึ่งดวง พร้อมกับความอิ่มเอมใจในชัยชนะ เอ๊ย ในการทำบุญสุนทาน ด้วยประการฉะนี้แหละ ถ้าวันไหนใครนึกไม่ออกว่าจะไปเที่ยวไหน ทำอะไรแก้เบื่อดีในกรุงเทพฯ ก็แวะไปบริจาคเลือดกันได้ แล้วถ้ายังว่างก็เดินไปอีกหน่อย จะเจอกับ "สวนงู สถานเสาวภา สภากาชาดไทย" ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันนั่นเอง (ถามทางเจ้าหน้าที่เอา ค่าเข้าสี่สิบบาท) วิทยากรจะเอางูตัวเป็นๆมาโชว์ตัวเป็นบางชนิดที่พบบ่อยในไทย พร้อมบอกให้เรารู้ว่าชนิดไหนมีพิษ ชนิดไหนไม่มีพิษแต่โดนเราฆ่าทิ้งฆ่ากินจนทำลายสมดุลธรรมชาติไปอย่างน่าเสียดาย และมีตึกจัดแสดงให้ความรู้เกี่ยวกับเจ้าสัตว์ลึกลับแสนสวยพวกนี้ให้เดินชมด้วย

ไปทีไรก็เห็นมีแต่นักท่องเที่ยวฝรั่ง อยากให้คนไทยไปดูบ้าง สุดแสงดาวไปมาสามครั้งแล้ว รักงูขึ้นอีกเยอะ