มาวันนี้....เพื่อบอกว่าคิดถึง

คุยสารพันสาระเพ

1.

ป้าพิณของหนูมาลีอายุ 88 ปีแล้ว แก่กว่ายายจริงๆของหนูมาลีเสียอีก แต่ที่ต้องเรียกว่าป้าเนื่องมาจากการนับศักดิ์ตามลำดับญาติในครอบครัวใหญ่ที่หนูมาลีเป็นสมาชิกหนึ่งในนั้น หนูมาลีไม่ได้ชอบป้าพิณนัก เพราะความปากร้าย เอาแต่ใจตัวเองของแก หลานๆไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แม้ว่านานๆแกจะกลับมาเมืองไทยสักครั้ง มีแต่หนูมาลีที่ต้องคอยดูแลป้าพิณ เนื่องจากบุญคุณที่ป้ามีต่อหนูมาลีและแม่ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับทำให้หนูมาลีเข้าใจป้าพิณมากขึ้น เพราะป้าพิณสอนหนูมาลีให้ทราบซึ้งของค่าแห่งความคิดถึง และคำว่า เพื่อน

เช้าวันหนึ่ง หนูมาลีได้ยินเสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้นหลายกริ๊งโดยไม่มีใครรับสาย จนแน่ใจว่าป้าพิณคงไม่ได้นั่งอยู่แถวนั้น ปกติป้าพิณจะนั่งดูทีวีใกล้ๆ โทรศัพท์โดยหวังว่าจะมีใครโทร.มาหาบ้าง ป้าพิณเคยเป็นรองนางสาวไทยสมัยโน้น เค้าโครงความงามยังมีให้เห็นชัดเจนแม้เวลานี้จะอายุ 88 ปีแล้ว ป้าพิณใช้เวลาอยู่ต่างประเทศกว่าครึ่งชีวิต หลังจากที่สามีเสียชีวิตตั้งแต่ป้าพิณยังสาวๆ หลังการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในครั้งนั้น ป้าพิณขายสมบัติทุกชิ้นที่มี แล้วหอบลูกสามคนไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน จะเหลือไว้ก็แต่บ้านหลังนี้ซึ่งเป็นบ้านไม้หลังเล็กชั้นเดียว ปลูกอยู่บนเนื้อที่ 80 ตารางวา ที่เลอเลิศเป็นหนักหนาสำหรับบ้านหลังนี้ก็คือมันอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร

แต่เดิมบ้านหลังนี้ติดจำนองไว้กับป้าพิณ เจ้าของเดิมหมดปัญญาจะส่งหนี้สินไหวที่ดินแปลงนี้พร้อมบ้านจึงตกเป็นของป้าพิณตามเงื่อนไขสัญญา ป้าพิณไม่ยอมให้บ้านรกร้างว่างเปล่า จึงติดต่อแม่ของหนูมาลี ผู้มีศักดิ์เป็นน้องสาวซึ่งอยู่ต่างจังหวัดให้มาดูแลบ้านให้ โดยให้เงินเดือนเป็นค่าดูแลเพื่อชดเชยกับรายได้จากการรับจ้างตัดเสื้อที่แม่ของหนูมาลีต้องเสียไป และนั่นจึงเป็นโอกาสให้หนูมาลีเข้ามาอยู่และเรียนหนังสือต่อในกรุงเทพฯ แม่ของหนูมาลีป่วยตายด้วยโรคมะเร็งเมื่อไม่นาน หนูมาลีจึงอยู่บ้านนี้คนเดียว และคอยดูแลป้าพิณเมื่อแกกลับมาเมืองไทย

คิดว่าป้าพิณจะไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ แต่แล้วป้าพิณก็เดินมารับสายจนได้หลังจากเสียงกริ๊งดังอยู่หลายครั้งหลายครา เนื่องจากหูเสื่อมไปตามวัย กว่าจะรับรู้ได้ว่านั่นคือเสียงโทรศัพท์ก็ใช้เวลาเป็นชั่วครู่ กว่าจะลุกขึ้นตั้งหลักและเดินมารับสายก็อีกครู่ใหญ่ ลูกหลานต้องเข้าใจ

"ฮัลโล จะพูดกับใครคะ" หนูมาลียืนฟังอยู่ใกล้ๆ เผื่อจะเป็นโทรศัพท์ของตัวเอง แต่กลับไม่ใช่ บทสนทนาที่หนูมาลีได้ยินทำให้เธอต้องยืนฟัง และแอบยิ้มไปด้วย

"ต๊าย แกหรือไอ้แวว ฉันนึกว่าแกตายไปแล้ว ยังอยู่อีกหรือ" คนวัยแปดสิบกว่าไม่มีการทักทายกันด้วยคำว่า 'สบายดีหรือ' แบบสามัญทั่วไปหรอก จะสบายหรือไม่สบายก็ช่างเถอะ ขอให้ยังมีชีวิตอยู่ก็บุญโขแล้ว ป้าแววเพื่อนร่วมบ่อนพนันของป้าพิณแค่จะโทร.มาหาหนูมาลีเพื่อถามข่าวคราวของป้าพิณ แต่ก็โชคดีเป็นนักหนาที่มาเจอเอาป้าพิณพอดี

ป้าพิณคุยโทรศัพท์กับป้าแววอย่างออกรสออกชาติ จับใจความได้ว่าป้าแวววัย 83 ยังมีเรี่ยวแรงนั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปปอยเปต เพื่อไปเล่นการพนันในบ่อนที่นั่นได้ หนูมาลีออกจะทึ่งในความพยายามเล่นการพนันของเพื่อนป้าพิณเสียเหลือเกิน คงมีการเชิญชวนป้าพิณไปด้วย แต่คราวนี้แปลกปกติป้าพิณชอบเล่นการพนันเป็นชีวิตจิตใจ รวมถึงการไปปอยเปตด้วย ครั้งนี้กลับปฏิเสธ

"ฉันจะอยู่อีกไม่กี่วันก็จะกลับอังกฤษแล้ว หลานสาวฉันลูกเอลลี่จะแต่งงาน ต้องไปช่วยดูๆเขาหน่อย แกไม่เคยเห็นเด็กพวกนี้หรอก เอลลี่นี่ลูกฟิลลิป" ฟิลลิปคือสามีคนที่สี่ของป้าพิณ แกแต่งงานใหม่อีกสามครั้ง สามีคนที่สี่ คือฟิลลิปนี่แหละที่อยู่กันมานานยืนยาวจนทุกวันนี้ ฟิลลิปอายุอ่อนกว่าป้าพิณถึง 12 ปี หนูมาลีออกจะชื่นชมในความเจ้าเสน่ห์ของป้าพิณยิ่งนัก ที่หาสามีที่อายุอ่อนกว่าตั้งมาก แถมหน้าตาดีอีกต่างหาก ส่วนสามีอีกสองคนก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตคู่อยู่กับป้าพิณในช่วงเวลาที่สั้นมาก จนหนูมาลีจำชื่อและหน้าตาไม่ได้ด้วยซ้ำ ป้าพิณก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรที่เดี๋ยวแต่งเดี๋ยวเลิก แกใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขไม่ฝืนโชคชะตา หรือฝืนใจใคร

"ฉันจะไปหาโสภา เพื่อนนักเรียนของฉันตั้งแต่สมัยอยู่ประถม แกไม่รู้จักหรอก ไม่รู้ไงนะอยู่ดีๆก็คิดถึงโสภา ไม่รู้มันมาลาตายหรือไง เลยว่าจะไปเยี่ยมมันที่หนองคายเสียหน่อย" หนูมาลีได้ยินป้าพิณพูดกับป้าแววต่อไปว่า

"วันพุธนี้ฉันว่างเราไปกินข้าวกันไหม ชวนไอ้ษามันไปด้วยสิ ฉันจะพาไปกินที่ร้านนึง มีร้องเพลงด้วยนะ กลางวันนี่แหละ แกมาบ้านฉันสิ เดี๋ยวให้หนูมาลีไปส่งที่ร้าน" ป้าพิณไม่รอถามว่าหนูมาลีว่างหรือเปล่าลางานได้ไหม ป้าพิณแกก็เป็นอย่างนี้ถือว่าแก่ซะอย่าง จะเอาอะไรต้องได้ใช้สิทธิ์ความเป็นประชากรสูงวัยอย่างเต็มที่

หนูมาลีเองยังไงก็ต้องทำตัวว่าง ป้าพิณไม่ได้มาเมืองไทยบ่อยนัก หนูมาลีจึงถือเป็นหน้าที่ที่ต้องคอยดูแลรับใช้ป้าพิณ อีกอย่างป้าพิณก็ให้บ้านหลังนี้กับหนูมาลีกับแม่อยู่ฟรีๆ ให้ค่าจ้างดูแลบ้านอีกต่างหาก แม้จะไม่มากนัก แต่ก็ช่วยหนูมาลีกับแม่ได้ระดับหนึ่ง จะซ่อมแซมบ้านป้าพิณก็ออกค่าใช้จ่ายทุกครั้ง เพราะบ้านยังเป็นชื่อป้าพิณอยู่ จะว่าไปแม้ป้าพิณจะปากร้ายเอาแต่ใจตัว แต่ก็มีความเมตตา กรุณาต่อผู้คนที่อยู่รอบตัวเสมอมา

หนูมาลีต้องเตรียมตัวไปหนองคายกับป้าพิณ เพื่อไปสืบเสาะหาป้าโสภาซึ่งไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ป้าพิณเล่าให้ฟังว่าป้าโสภาเป็นเพื่อนรักตั้งแต่สมัยชั้นประถมจนจบมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน มีเรื่องราววีรกรรมด้วยกันมา จนกระทั่งต่างคนต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัวจึงได้ยุติการติดต่อกัน เนิ่นนานจน 50 ปีผ่านไป ป้าพิณเคยไปบ้านป้าโสภาที่หนองคายเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน ยังมีที่อยู่และแผนที่ปรากฎอยู่ในกระดาษแผ่นเก่าๆ จนเป็นสีเหลืองจางๆ ที่ป้าพิณยังคงเก็บรักษาไว้ในกล่องสมบัติล้ำค่าของแก มันก็แค่กล่องใส่ทอฟฟี่เก่ามากๆ ใบเล็กๆที่ป้าพิณใช้เก็บนามบัตรกับที่อยู่ของเพื่อนเก่าๆ เอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่ป้าพิณจะตัดสินใจลาเมืองไทย และหอบลูกสามคนไปอยู่เมืองนอก มีนามบัตรและชื่อที่อยู่ของเพื่อนไม่กี่คนในกล่องนั้น เพราะช่วงเวลานั้นป้าพิณก็ไม่ได้เจอเพื่อนสักกี่คน เนื่องจากจบการศึกษากันมาเป็นเวลาพอสมควร ต่างคนจึงไปมีวิถีชีวิตของตัวเอง

หนูมาลีขอลางานสามวันเพื่อพาป้าพิณไปตามหาตัวป้าโสภาที่จังหวัดหนองคาย ป้าพิณจองตั๋วเครื่องบินไปลงอุดรธานี แล้วนั่งรถโดยสารปรับอากาศจากอุดรฯ ต่อไปถึงหนองคาย หนูมาลีไม่เข้าใจว่าอายุ 88 แล้วป้าพิณยังทำไมต้องทำชีวิตให้ยุ่งยาก และทำไมต้องอยากเจอเพื่อนคนนี้เสียนักหนา จะว่าไปการเดินทางครั้งนี้ออกจะมองไม่เห็นอนาคตเสียด้วยซ้ำ ประการสำคัญคือไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าป้าโสภาซึ่งอายุ 89 นี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

บ้านเลขที่อยู่นั้นหรือก็เก่าแก่เก็บไว้นานแล้ว บ้านเมืองเขามีการปรับผังเมือง ตัดถนน ถมคูคลองกันมาหลายหน จนไม่แน่ใจว่าที่อยู่เดิมนั้นยังมีอยู่ในสารบบของทางการหรือไม่ เหมือนกับไปงมเข็มในมหาสมุทรแท้ๆ แต่หนูมาลีก็พูดไม่ออก เพราะขืนถามป้าพิณมากๆ คำตอบที่หนูมาลีจะได้รับก็คือ 'ก็ฉันจะเอาแบบเนี้ย' แล้วหนูมาลีก็ต้องหุบปาก เพราะแม้ป้าพิณจะอายุมากขนาดนั้น แต่พลังเสียงก็ยังกล้าแกร่งเหมือนสมัยสาวๆไม่ลดลงแม้แต่น้อย

เช้าของวันเดินทางป้าพิณปลุกหนูมาลีตั้งแต่ตีสี่ เพราะกลัวไปขึ้นเครื่องที่จะออกเวลาเกือบแปดโมงเช้าไม่ทัน

"ไปถึงสนามบินแต่เช้าน่ะดีแล้ว ไปนั่งรอดีกว่ามารีบๆ" เหตุผลของป้าพิณก็ฟังขึ้นอยู่

ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษๆ ก็ถึงจังหวัดอุดรฯ ลงเครื่องเสร็จก็นั่งรถปรับอากาศอีกประมาณเกือบๆสองชั่วโมงก็มาถึงหนองคาย ป้าพิณแกคล่องแคล่วและฉลาดอย่างน่าอัศจรรย์ แกโทร.ติดต่อรถตู้ที่จะใช้ในจังหวัดหนองคายพร้อมคนขับไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนเดินทางจากกรุงเทพฯ หนูมาลีทึ่งในความมหัศจรรย์ของญาติผู้ใหญ่ท่านนี้นัก เมื่อนักเดินทางต่างวัยสองคนนี่มาถึงหนองคายคนขับรถตู้ก็รีบเข้ามารายงานตัวทันที จัดแจงช่วยขนกระเป๋าเดินทางขึ้นรถ ดูแลผู้โดยสารสองคนให้นั่งในที่นั่งที่สบายที่สุดปิดประตูให้เรียบร้อย เข้าประจำที่คนขับพร้อมหันมาถามป้าพิณว่า

"ไปไหนก่อนดีครับคุณท่าน" ป้าพิณยืดตัวตรง มีรอยยิ้มมุมปากเห็นได้ชัดว่าพึงพอใจนักกับคำเรียก "คุณท่าน" แทนที่จะเป็นคุณป้าหรือคุณยายอย่างที่คนทั่วไปใช้เรียกผู้สูงวัย ป้าพิณสง่างามจริงในวัย 88 กระโปรงชุดทรงตรงๆ สีเทาเงิน มีเครื่องประดับเป็นเข็มกลัดรูปคอกไม้ประดับเพชรพลอยปลอมเล็กๆ ชิ้นเดียวก็ส่งให้ชุดเรียบๆ ชุดนี้มีราคายิ่งนัก หนูมาลีรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นสาวใช้คอยเดินตาม แทนที่จะเป็นหลานสาวคนสนิทขึ้นมาทันที

"ฉันหิว พ่อคุณชื่ออะไรฉันจะได้เรียกถูก พาฉันไปหาอะไรกินอร่อยๆหน่อยสิ" ป้าพิณพูดเสียงนุ่มนวล แต่ทรงอำนาจเหมือนปกติ

"เรียกผมว่าไก่ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมพาคุณท่านไปรับทานไข่กระทะ ของขึ้นชื่อของเมืองนะครับ ต้มเลือดหมูร้านนี้ก็อร่อยนัก"

ป้าพิณไม่พูดอะไร แสดงว่าพอใจในเมนูอาหาร หนูมาลีก็พอใจเช่นกัน

กว่าจะกินอาหารเสร็จก็สิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว เป้าหมายต่อไปคือโรงแรมชั้นดีที่สุดที่ป้าพิณสั่งให้หนูมาลีจองไว้แล้ว 2 ห้องตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ ป้าพิณไม่นอนกับใคร แกชอบอยู่คนเดียว ไม่ต้องมีใครไปเสนอหน้าคอยช่วยเหลือนั่นนี่ เพราะฉะนั้นไม่เรียกใช้อย่าได้สะเออะไปจูงมือ เกาะแขนหรือใดๆเชียว จะโดนเอ็ดเข้าให้ แม้หนูมาลีจะพบปะป้าพิณแค่ปีละสองครั้ง เมื่อป้าแกเดินทางมาเมืองไทยคนเดียว และมานอนที่เรือนหลังเล็กนี่ แต่หนูมาลีก็รู้จักป้าพิณระดับหนึ่ง ถ้าป้าพิณมีลูกๆมาด้วย แกจะไปนอนโรงแรมกับลูกๆ และแวะมาเรือนเล็กนี่แค่มาดูว่าหนูมาลีดูแลบ้านเรียบร้อยหรือไม่

"เดี๋ยวป้าจะของีบสักชั่วโมง หนูมาลีไปปรึกษากับเจ้าไก่เรื่องที่อยู่ของโสภาให้หน่อยนะ บ่าย เราค่อยตามหากัน" ป้าพิณสั่งหนูมาลีทันทีที่เข้าเช็คอินห้องพัก

"เดี๋ยวหนูเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าให้นะคะ"

"เธอไม่ต้องยุ่ง ป้าจัดการเอง" นั่น โดนแล้วหนึ่งดอก "เดี๋ยวบ่ายโมงตรงเจอกันที่ล็อบบี้"

หนูมาลีเลยทำได้แค่เดินตามบริกรยกกระเป๋าของโรงแรมออกมาไปที่ห้องของตัวเองที่อยู่ติดกัน

บ่ายโมงกว่านิดๆ ป้าพิณก็ลงมาที่ล็อบบี้ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อแขนยาวลายดอก กางเกงขายาวสีเข้ม ดูสบายๆ มีแว่นกันแดด และหมวกใบโต ซึ่งหนูมาลีไม่รู้ว่ามันมาจากไหน ดูแล้วไม่น่าจะลงไปอยู่ในกระเป๋าเดินทางได้แต่ก็ไม่อยากถาม

สิ่งเดียวที่หนูมาลีกล้าทำ คือถลาเข้าไปรับกระเป๋ามาถือให้ ป้าพิณไม่อิดออดเพราะกระเป๋าป้าแกน้ำหนักปาเข้าไปน่าจะสักสองกิโลกระมัง มีทุกอย่างในนั้นเงินสด บัตรเครดิต เครื่องสำอางที่เป็นครีมอะไรก็ไม่รู้สองสามขวด ยาดม ยาหม่อง ยาหอม และอื่นๆอีกมากมาย ทุกอย่างดูจำเป็นไปหมด นายไก่รีบรายงาน

"ผมว่าคุณท่านไปศรีเชียงใหม่พรุ่งนี้ดีกว่าครับ จะว่าไปมันไม่ไกลหรอก 60 โลเอง ไปกลับก็ร้อยกว่าๆ แต่ผมเกรงว่าจะเสียเวลาหาบ้านเพื่อนคุณท่านนาน กว่าจะกลับจะมืดก่อน ไปพรุ่งนี้เช้าดีกว่า ออกแต่แปดโมงเลย ศรีเชียงใหม่น่าเที่ยว จะได้อยู่นานๆ" นายไก่โน้มน้าวเสียยืดยาว

"อืม ก็ได้ แต่วันนี้จะไปไหนดีล่ะ"

"หนูมาลีคุยกับพี่ไก่แล้ว เราไปเที่ยววัด ไหว้พระดีกว่าค่ะ ไปวัดโพธิ์ชัยกัน เขาว่าเป็นอารามหลวงสวยด้วย คุณป้าน่าจะชอบค่ะ"

ป้าพิณไม่ขัดข้อง เมื่อรู้ว่ายังไงแกต้องได้เจอเพื่อนรักแน่นอน ศรีเชียงใหม่ก็เป็นอำเภอใหญ่น่าเที่ยว พรุ่งนี้มีเวลาเยอะๆ ก็ดีเหมือนกัน

เที่ยวชมวัดและสถานที่ขึ้นชื่อของจังหวัดกันตลอดบ่ายจนเย็น กว่าจะกลับมาถึงโรงแรมก็สองทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว กินอาหารเย็นกันมาจากข้างนอกเรียบร้อย วันนั้นเป็นวันที่สนุกและคุ้มค่าของหนูมาลี

ป้าพิณเองก็ดูเพลิดเพลินกับวัดวาอารามที่ไปเที่ยวชมกันถึงสามวัดในวันนั้น แต่ตกเย็นป้าพิณดูเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด ร้องขอให้โรงแรมส่งน้ำร้อนหนึ่งกา พร้อมถ้วยชาขึ้นไปให้บนห้อง ป้าพิณมีถุงชารสโปรดติดมาเอง ไม่กินชายี่ห้อพื้นๆที่ขายในตลาด สั่งเสียกับหนูมาลีให้ลงมากินข้าวเช้าพร้อมกันเวลาเจ็ดโมงครึ่ง

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า