ย้อนยุคอภัยภูเบศร จากปราจีนสู่พระตะบอง

สายตรงรายงาน

5. "พระแสงขรรค์ชัยศรี" วัดปราบปัจจามิตร

ใกล้หมดเวลาอีกวันหนึ่ง ในโครงการ "ไม่มีวันนั้น ไม่มีวันนี้" กับทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา

พอหลังจากผองเพื่อนบางคน ฟังบรรยายเรื่องเขมรแดงมาจากมัคคุเทศก์ฟรีแลนด์...คิมเส็ง ก็เลยได้แอบเห็นว่า แต่ละคนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

แม้แต่ผู้นำคณะบางท่าน...ยังสนใจห่างๆ

เหมือนกับตัวผม ยืนดูในระยะหลายเมตร

ว่ากันว่า...ในสมัยนั้น เสียคนมีความรู้ หรือครูบาอาจารย์ไปมาก แม้แต่ศาสนา ยังไม่ช่วยถนอมจิตใจ ให้ทหารเขมรแดง ได้มีความนุ่มนวล

ช่วงที่กองทัพเขมรแดงของพอลพต ปกครองผืนแผ่นดินเขมร ตั้งแต่ พ.ศ.2518-2522 ผู้คนถูกยัดเยียดความเจ็บปวดที่สุด ของการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แม้แต่ความหวังเพียงเล็กน้อย ที่จะมีชีวิตอยู่รอดไป ก็ได้เป็นเพียงมโนภาพ ที่แสนจะเลือนรางเหลือเกิน แล้วคนที่ลอดจากการทารุณมา ก็อยากลบเลือนไปจากความทรงจำ...แต่ก็ทำไม่ได้

แผลเป็นติดตัว มองกี่ครั้ง ยังให้เจ็บแปลบ

แม้เวลาผ่านพ้นมานาน ก็เพียงการทุเลา

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวต่างประเทศว่าศาลโลกตัดสินลงโทษผู้นำในการก่อสงคราม เพียงแค่การจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งแต่ละคนก็อยู่ในวัยชรา

ถนนสองเลนส์มีฝุ่นตลบเป็นช่วง สายตาผมก็ชมทิวทัศน์ข้างทาง ส่วนหูก็ฟังไกด์วัยเกษียณในรถไป กระทั่งเวลา 14.00 น. ก็มาถึง วัดบาลัด

เดินลงมาจากรถไม่ทันไร คิมเส็งก็ได้เริ่มกล่าวถึง หน้าบันของพระอุโบสถว่า "...ที่หน้าบันวัดบาลัด ทำจากปูนปั้นครับ แล้วเห็นพญาครุฑยุดนาคตรงกลาง ยังมีที่วัดแก้วพิจิตร ประเทศไทย ซึ่งทำขึ้นอยู่ตามเสา แต่ที่นี่มีความวิจิตรมากกว่า"

แล้วเริ่มอธิบายเพิ่มเติมเรื่องครุฑยุดนาค

ขณะที่ผม รีบเอาเทปอัดเสียง จ่อเข้าใกล้

"นาคกับครุฑสู้กัน เพื่อแย่งน้ำอัมฤทธิ์ ทั้งที่ทั้งสองมีพ่อเดียวกัน แต่ต่างกันคนละแม่ เวลาสู้กันทีไร...นาคแพ้ทุกที นาคอยากกินน้ำอัมฤทธิ์ เลยวางแผนให้ครุฑนำน้ำอัมฤทธิ์มาแลก กับแม่ครุฑที่จับซ่อนไว้ ครุฑเป็นพาหนะพระนารายณ์ แล้วคอยเฝ้าน้ำอัมฤทธิ์ หลังจากที่แลกเปลี่ยน ได้แม่ครุฑกลับคืนไป ก่อนส่งน้ำอัมฤทธิ์ ครุฑก็เทน้ำอัมฤทธิ์ทิ้ง ลงไปที่หญ้าคา นาคเสียดาย จึงเอาลิ้นไปเลีย ก็เลยถูกหญ้าบาด กลายเป็นลิ้นสองแฉก"

จึงเป็นที่มาของสัตว์มีลิ้นสองแฉกอย่าง...งู

ฝ่ายหมอต้อม กลับเพิ่มเติมเกี่ยวหน้าบันว่า "มีเสาข้างละหนึ่งเสา รองรับหน้าบัน ซึ่งหน้าบันมีทับหลัง เมืองไทยเราเรียกว่า หน้าจั่วเป็นมุขประเจิด แล้วที่นี่ก็ไม่มีใบละกา ส่วนด้านหลังพระอุโบสถ มีหน้าบันในลักษณะเช่นเดียวกับด้านหน้า"

วัดบาลัด เป็นวัดที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เคยอุปสมบทเมื่อครั้งในอดีต โดยที่มีพระอุปัชฌาย์ คือ พระครูยืด ซึ่งบวชก่อนที่จะเดินทางมาประเทศไทย เพื่อเข้ามาเป็นมหาดเล็ก ในส่วนกุฏิที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เคยใช้เป็นที่จำวัด ถูกทำลายไป ในช่วงสงครามเขมรแดง ปัจจุบันเหลือกุฏิ อีกจำนวน 4 หลัง "ในสมัยสงครามเขมรแดง พระอุโบสถของวัดแห่งนี้ ได้ถูกใช้เป็นที่เลี้ยงหมู ขณะที่ตำรับตำรา และของเก่าแก่ต่างๆ ก็ได้ถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน ส่วนตำราพระไตรปิฎก ต้องขนย้ายไปเก็บที่วัดโปเวียล" คิมเส็งเล่าปิดท้าย

ต่อจากนั้นเวลา 16.00 น. รถบัสก็แล่นมาถึงที่ วัดปราบปัจจามิตร แต่เดิมเป็นค่ายทหารของ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) ภายหลังได้มอบที่ดินให้ทางรัฐบาล แล้วได้ถูกนำมาสร้างเป็นวัดที่ชื่อว่า วัดกระโดน และต้องวงเล็บต่อว่า ปราบปัจจามิตร เป็นชื่อภาษาไทย ซึ่งภายในวัดกระโดน ยังมีรูปปั้นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม)

พร้อมกับได้มีการอธิบาย ถึงพระแสงขรรค์ชัยศรีกันก่อนว่า "...พระแสงขรรค์ชัยศรีนั้น ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) สมัยดำรงตำแหน่ง เป็นฟ้าทะละหะ (แบน) ผู้สำเร็จราชการกัมพูชา ถวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 จากนั้นโปรดฯให้ทำด้ามและฝักทองลงยาประดับอัญมณี และใช้เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์

วัดปราบปัจจามิตร หรือ วัด Kdol ซึ่งคำว่า Kdol เป็นชื่อของต้นกระโดน โดยที่วัดได้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสังแก พระอุโบสถของวัดมีสิ่งสำคัญๆ คือ หน้าบันด้านหน้า แสดงถึง ตราจักรี และ พระแสงขรรค์ชัยศรี ด้านหลังมีสัญลักษณ์ ตะบองบนพานแว่นฟ้า สัญลักษณ์ตำแหน่ง เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (เยีย) เจ้าเมืองในพระตะบองคนที่ 7

เมื่อเดินเข้ามาในพระอุโบสถ ผมก็ตรงไปกราบพระประธาน แม้ว่าพระประธานตรงหน้านี้ มิได้เป็นองค์พระเดิม ที่งดงามที่สุดในพระตะบอง

ทว่า ความเลื่อมใส ความศรัทธา ก็คงอยู่

ชาวพระตะบอง คนต่างถิ่น ก็ยังกราบไหว้

แล้วโสตประสาทของผม ก็ได้กลับไปรับรู้ในสาระต่างๆ จากพี่ต้อมผู้นำในโครงการว่า วัดปราบปัจจามิตร เป็นวัดที่ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) ตั้งทัพและสร้างวัดไว้ เมื่อครั้งไปทำสงครามกับญวน ในระหว่าง พ.ศ.2381-2395 ต่อมาก่อสร้างใหญ่โต ในสมัยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) จึงเป็นวัดประจำตระกูลอภัยวงศ์อีกวัด

ในสมัยก่อน เพดานอุโบสถ มีลวดลายปูนปั้น อันประกอบไปด้วย พระอาทิตย์ พระจันทร์ และหมู่ดาว แต่ได้ถูกทำลายไป ในช่วงสงครามเขมรแดง ปัจจุบันเหลือเพียงบางส่วน อยู่ที่บริเวณด้านหลังองค์พระประธาน เล่ากันว่าพระประธาน มีความสวยงามที่สุดในพระตะบอง แต่ถูกกลุ่มเขมรแดงทุบทำลาย แล้วนำไปทำเป็นถนน ส่วนพระประธานองค์ปัจจุบัน ได้มีการสร้างขึ้นมาใหม่ นอกจากนั้นภายในอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เพดานมีลวดลาย ตามเสาไม้ประดับด้วยแผ่นทองเหลืองแกะสลัก ส่วนรอบกำแพงแก้ว มีภาพปูนปั้นทำเรื่องราวรามเกียรติ์ แต่ตรงส่วนหัวของตัวละครแทบทุกตัว ถูกทำลายยุคสงครามเขมรแดง

พี่ต้อมนั่งเล่าในโบสถ์ว่า "เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) มาสร้างวัดแห่งนี้ เมื่อมาอยู่พระตะบองราว 15 ปี ด้วยบริเวณนี้ เป็นที่ตั้งกองกำลัง ของทหารสยาม ครั้งเวลาการสร้างวัด เจ้าพระยาบดินทร์เดชาฯ ซึ่งมีช้างจำนวน 4 เชือก ถ้าตรงไหนช้างอยู่รวมกัน ก็จะสร้างวัดที่ตรงนั้น สมัยก่อนมีพระไตรปิฎกจากสยาม พอช่วงที่เกิดสงครามเขมรแดง ก็นำพระไตรปิฎกที่ทำจากใบลานไปทำเป็นหมวกใส่ แล้วอย่างที่เล่าไปก่อนนี้ว่า พระประธานยังถูกทุบทิ้ง แล้วก็ได้นำไปทำถนน ส่วนภายในพระอุโบสถ ได้ทำเป็นยุ้งฉางใส่ข้าว"

ว่ากันว่า...วัดปราบปัจจามิตร เป็นวัดแรกของสยาม ที่มาสร้างในพระตะบอง ซึ่งหมอต้อมยังบอกอีกว่า "...แล้วก็รอบๆ จะมีเจดีย์เก่า มีรูปเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ อยู่ด้านหลังเจดีย์ ต่อมาเป็นเจดีย์ของเจ้าอาวาส ที่เป็นเจ้าอาวาส ตายติดกันมา 3 องค์ หลังจากนั้นมา วัดนี้ก็ไม่ยอมเป็นสังฆราชอีกเลย นอกจากนั้นก็มีศาลาการเปรียญ สำหรับไว้สอนด้านปริยัติธรรม รวมถึงมีที่อยู่ของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งประเดี๋ยวเราจะไปชมพร้อมๆกัน"

ต่อเมื่อได้เดินตามออกไป ผมก็ได้พบกับเป็นความจริง ดังที่พี่ต้อมได้กล่าวเอาไว้ ก็คือ ทางด้านหลังอุโบสถ ได้พบเจดีย์ใหญ่ ตรงประตูทางเข้า พบปูนปั้นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) อยู่ทางด้านหน้าประตู ทั้งยังมีอาคารเก่า 3 หลัง ซึ่งใช้เป็นที่เรียนพระปริยัติธรรม มีกุฏิเจ้าอาวาส และหอพระไตรปิฎก ว่ากันว่าภายในวัดปราบปัจจามิตร มีสระน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ แต่มีความเชื่อกันอีกว่า ได้มีการนำพูนดินไปถม เพื่อสร้างเป็นพระอุโบสถ อาณาเขตจึงใหญ่โตกว้างขวาง แต่ยังมีการแบ่งพื้นที่บางส่วน มาสร้างเป็นวิทยาลัยในภายหลังอีกด้วย

"อ้อ!!! ด้านข้างๆพระประธาน ภายในพระอุโบสถนั้น มีสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ของพระตะบอง คือ เสาที่มีพระสี่หน้า ว่ากันว่าลอยมากับน้ำ ในสมัยที่ได้เกิดสงครามเขมรแดง ชาวบ้านได้ช่วยกันซุกซ่อนเอาไว้ ด้วยความศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์"

เมื่อฟังเพียงคำบรรยายสั้นๆจากพี่ต้อมเข้า

ก็เดินกรูเข้าไปในโบสถ์ เพื่อกราบไหว้ขอพร

พอเห็นพี่ๆ ไหว้ขอพร อยู่เป็นนานสองนาน

ผมก็เลย เข้าขอพรมั่ง แต่ก็ไม่รู้จะขออะไรดี

ขอถูกหวย เงินเดือนขึ้น หรือให้สุขภาพดีละ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า