"ประดับมุก" ประณีตศิลป์วิถีไทย

สถานีศูนย์วัฒนธรรม

"งานประดับมุก" หนึ่งในงานช่างไทยโบราณที่ใช้เปลือกหอยสีวาววับมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลป์ ปัจจุบันกล่าวได้ว่างานประดับมุกของไทยนั้นพบเห็นได้ค่อนข้างยากต่างจากงานประดับมุกของต่างชาติที่มีแพร่หลายมากกว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล็งถึงความสำคัญของงานฝีมือช่างไทยและปัญหาที่กำลังเผชิญจึงมีพระราชดำรัสให้มีการเผยแพร่วิชาความรู้เหล่านี้ ด้วยการ จัดตั้งเป็นโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย)

บุญชัย ทองเจริญบัวงาม นักจัดการงานในพระองค์ชำนาญการ อดีตนักเรียนวิชาประดับมุกรุ่นแรก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกช่างฝีมือประดับมุก โรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เขาได้รู้จักกับวิชาช่างแขนงนี้

"แรกเริ่มผมเป็นนักเรียนแผนกช่างแกะสลักไม้มาก่อน โดยเข้าศึกษาที่วิทยาลัยในวัง (ชาย) (ชื่อเดิม) ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๓ จากนั้นได้รับราชการประจำฝ่ายอนุรักษ์ ทำงานซ่อมแซมอนุรักษ์เครื่องราชภัณฑ์ ในพระบรมมหาราชวัง จนกระทั่ง พ.ศ.๒๕๓๖ มีการเปิดฝึกอบรมสาขาประดับมุกขึ้น อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ก่อนหน้านั้นไม่มีช่างฝีมือสาขานี้ มีเพียงเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรเป็นคนดูแลซ่อมแซม ซึ่งบุคคลากรที่ตรงนั้นก็เรียกว่าร่อยหรอเหมือนกัน จากจุดนั้นเองผมจึงได้สมัครเรียน ตอนแรกมีทั้งหมด ๑๑ คน เป็นเจ้าหน้าที่ประจำงานอนุรักษ์ แต่เรียนไปเรียนมาจบได้ใบประกาศนียบัตรเพียง ๖ คนเท่านั้น หลายคนเลิกเรียนไปกลางคันเพราะว่ายาก ส่วนคนที่เรียนจนจบได้รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ เป็นอาจารย์ต่อไป ตัวผมได้มารับผิดชอบการสอนเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๘ เรื่อยมานับจากนั้น"

"งานประดับมุกของไทย" มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "งานเครื่องมุกไทย" ทั้งนี้ สาเหตุที่ไม่ใช้เพียงแค่คำว่า "งานฝังมุก" เนื่องมาจากกรรมวิธีการทำที่มิได้ใช้การฝังมุกเฉกเช่นงานของต่างประเทศ

"งานประดับมุกของต่างชาติจะฝังมุกหรือเปลือกหอยลงไปในเนื้อไม้ โดยจะเลือกใช้เป็นไม้เนื้อแข็ง นิยมทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ พบเห็นได้อยู่ทั่วไป เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ซึ่งงานของเขาจะมีน้ำหนักมาก แต่ของไทยเราไม่ใช้การฝัง แต่ใช้วิธีการประสาน ประดับเปลือกหอยลงบนพื้นผิวภาชนะ เรียกว่าหุ่นโครงสร้างภายใน โดยหุ่นโครงสร้างนี้จะมีน้ำหนักเบา มักทำจากไม้หวาย ไม้ไผ่ หรือ ไม้ทองหลาง เมื่อประดับมุกลงบนพื้นผิวแล้วจะเกิดช่องว่างขึ้น ช่องว่างเหล่านั้นจะใช้การถมด้วยยางรัก ปูนขาว ชันผง และถ่านใบตอง ทั้งสี่อย่างเมื่อนำมารวมกันจะเกิดเป็นของเหลวสีดำเหมือนยางมะตอย เรียกว่า สมุก เป็นตัวประสานมุกกับภาชนะ ทั้งหมดนี้คือวิธีการทำเครื่องมุกอันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาติไทย

สำหรับมุกที่นำมาประดับลงบนภาชนะนั้นได้มาจากเปลือกหอย หรือเปลือกหอยมุกไฟ ซึ่งเป็นชื่อเรียกของงานช่างมุก โดยจะนำเปลือกของหอยทะเลน้ำลึก เช่น หอยอูด หอยโข่ง ซึ่งพบทางฝั่งทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสงธรรมชาติได้ถึง ๗ สี ซึ่งเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นเองจากการสร้างสรรค์ของธรรมชาติ ไม่มีการใช้สีเคมีปรุงแต่ง ในสมัยโบราณหอยชนิดนี้ถือว่าเป็นของมีค่า มีราคา เป็นเครื่องราชบรรณาการที่หัวเมืองชายฝั่งทะเลจะส่งเข้ามาในราชสำนัก พระเจ้าแผ่นดินในสมัยนั้นโปรดฯให้นำมาใช้ทำบานประตู หน้าต่าง สำหรับพระอารามหลวง ดังหลักฐานที่ยังมีหลงเหลืออยู่"

สืบเนื่องไปตั้งแต่สมัยทวารวดี พบการใช้เปลือกหอยทะเลที่สามารถสะท้อนแสงได้ถึง ๗ สี ประดับอยู่ตามศาสนสถาน และลัทธิมหายานได้มีการนำเปลือกหอยมาใช้ประดับพระเนตรของพระพุทธรูป หรือเทวรูป โดยนัยน์ตาดำจะใช้นิล และนัยน์ตาขาวจะใช้เปลือกหอยประดับ แต่ยังไม่พบการประดับมุกลงบนบานประตูหน้าต่าง จนมาถึงสมัยอยุธยา ในสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โปรดเกล้าฯให้ช่างในสมัยนั้นกว่า ๓๐๐ ชีวิต สร้างบานประตูประดับมุกถวายพระอารามหลวงต่างๆ และมีการจารึกพระนามของพระองค์บนบานประตูเหล่านั้น จึงกลายเป็นหลักฐานให้เราได้สืบค้นต่อมาในภายหลัง โดยบานประตูประดับมุกในสมัยอยุธยาที่หลงเหลือจนถึงปัจจุบันมีเพียง ๓ บานเท่านั้น ได้แก่ บานประตูวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก บานประตูวิหารพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกวรวิหาร จังหวัดอ่างทอง และบานประตูวัดบรมพุทธาราม จังหวัดอยุธยา

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ งานประดับมุกถือว่ามีความรุ่งเรือง โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดฯให้สร้างตู้พระไตรปิฎก พระแท่นราชบัลลังก์ พระแท่นบรรจถรณ์ และเครื่องพระราชอิสริยยศ ประดับมุก โดยใช้ช่างฝีมือจากกรุงเก่า ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ความนิยมในงานประดับมุกดูจะแผ่วลงไปบ้าง เพราะพระมหากษัตริย์เน้นที่งานแกะสลักไม้ แต่ในสมัยต่อมารัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว งานประดับมุกก็กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง งานสำคัญที่เกิดในสมัยนี้คือ งานพระบาทประดับมุก ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หลังจากนั้นความนิยมในงานประดับมุกเรียกว่าคงที่เรื่อยมา จนมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ถือเป็นยุคเสื่อม เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้งานช่างถูกลดทอนลง และเริ่มสูญหายไป

วิทยาลัยในวังชายถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการสืบสานและอนุรักษ์งานช่างไทย ให้ยังคงอยู่คู่แผ่นดิน โดยแผนกช่างฝีมือประดับมุกนั้น นักเรียนจะได้ศึกษาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ความเป็นมา รู้จักกับหอยแต่ละชนิด และลงมือปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอนจนสำเร็จเป็นชิ้นงาน แม้สถานศึกษาแห่งนี้จะเน้นสืบสานวิธีการทำอย่างโบราณ แต่ผู้เรียนสามารถไปต่อยอดประยุกต์รูปแบบตามความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเผยแพร่ความรู้งานช่างสาขานี้ แต่กลับมีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนไม่มากนัก ส่วนหนึ่งมีเหตุมาจากความยากของงานที่ต้องใช้ความละเอียด และตั้งใจโดยแท้จริง ประกอบกับคุณสมบัติของตัวผู้เรียนที่แตกต่างกัน ทำให้ประสิทธิผลจากการเรียนได้ไม่เหมือนกันในแต่ละคน รวมถึงงานช่างเป็นงานที่ผู้เรียนและผู้สอนต้องถ่ายทอดกันตัวต่อตัว ไม่สามารถศึกษาเองจากตำราได้ ผู้เรียนจึงต้องมีความทุ่มเทและเอาใจใส่ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่สุด อาจารย์บุญชัยกล่าวว่า "ผู้เรียนต้องมีความศรัทธาในงานช่าง"

"การเรียนการสอนของที่นี่จะเป็นแบบตัวต่อตัว คนที่ได้วิชาไปจริงๆ ต้องรักและมีความศรัทธามาก เหมือนการถ่ายทอดงานช่างโบราณที่ต้องมีความศรัทธาต่องาน ต่อครูบาอาจารย์ เคารพในงานช่างที่ตัวเองทำอยู่ เราไม่มีตำรา ถ่ายทอดด้วยประสบการณ์ล้วนๆ คนที่จะได้วิชาไปจึงต้องตั้งใจจริง ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่ไม่มาก

ถามว่าผมมองงานประดับมุกจะดำเนินไปในทิศทางใดในวันข้างหน้า อาจจะมีคนสืบทอดอนุรักษ์ต่อไป หรืออาจจะสูญสลายไปหากไม่มีใครเห็นถึงความสำคัญ ผมคงตอบชัดๆไม่ได้ คนที่จะตอบได้คงเป็นลูกหลานในอนาคต ต่อไปจะเป็นอย่างไรนั้นเยาวชนรุ่นใหม่คือคำตอบ"

แม้จะไม่อาจคาดเดาถึงอนาคตของงานช่างไทย ทว่าสำหรับวันนี้ เหล่าอาจารย์และศิษย์จากโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) ยังคงทำหน้าที่สืบสานศิลปวัฒนธรรมประจำชาติด้วยใจอันมุ่งมั่นต่อไปอย่างให้ถึงที่สุด