"ลงรักปิดทอง" งานวิจิตรศิลปะไทย

สถานีศูนย์วัฒนธรรม

นอกจากวัตถุดิบที่เสาะหาของดีได้ยากแล้ว "งานลงรักปิดทอง" ยังมีขั้นตอนการทำซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะฝีมือ ความชำนาญ และระยะเวลานานกว่าจะได้ผลงานที่เสร็จสมบูรณ์สักชิ้นหนึ่ง จึงเป็นงานประณีตศิลป์อีกแขนงที่ต้องบันทึกเรื่องราวเอาไว้ให้เป็นความรู้และความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน

"งานรักเป็นงานที่ยากมาก สมัยก่อนถ้าเป็นคนนอกต้องไปสังเกตและถามเอาเอง เรื่องเคล็ดลับเทคนิคนี่เขาจะไม่บอกจนกว่าจะสนิทเป็นเหมือนพี่น้องกันเลย แต่ถึงขนาดนั้น ทุกวันนี้ดิฉันเองก็ยังมีทำผิดอยู่ เพราะเราควบคุมอะไรไม่ได้ ไม่ว่าวัตถุดิบหรือสภาพอากาศที่เดี๋ยวนี้แปรเปลี่ยนไปมาก จนทำให้การหาความรู้ในเรื่องงานลงรักปิดทองนั้นไม่เคยมีคำว่าสิ้นสุดเลย"

สุภาพร รัตนาภรณ์ นักจัดการงานในพระองค์ชำนาญการ และอาจารย์ผู้สอนวิชาลงรักปิดทอง ประจำโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) กล่าวถึงงานศิลปะที่ได้คลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากเป็นอาชีพที่ทำสืบกันมาในครอบครัว โดยมี พ่อ-ครูม้วน รัตนาภรณ์ เป็นช่างเขียนลายรดน้ำฝีมือดี และแม่-แย้ม รัตนาภรณ์ เป็นช่างปิดทองอยู่ในย่านวัดใหม่พิเรนทร์ ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกใหญ่

"ตอนอายุ ๑๓-๑๔ ปี เห็นแม่ปิดทองตู้พระธรรม เราก็มาช่วย โดยไม่รู้หรอกว่าการช่วยตรงนั้นจะกลายมาเป็นอาชีพในอนาคต พ.ศ.๒๕๒๕ ได้ตามแม่มาบูรณะพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พอหมดงานพ่อแม่กลัวลูกจะลำบากเลยมาฝากให้ทำงานในวังก็ได้มาเริ่มจากเป็นช่างปิดทองของสำนักพระราชวัง ต่อมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการอำนวยการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง ซึ่งต้องใช้ฝีมือช่างสิบหมู่ทั้งนั้น แต่ปรากฏว่าขาดแคลนผู้มีความรู้ จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) ขึ้นใน พ.ศ.๒๕๓๑ ดิฉันก็เลยได้มาเป็นครูอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน"

วิชาที่โรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) เปิดสอนหลักๆ มีอาทิ ช่างเขียน ช่างปั้น ช่างแกะสลักไม้ ฯลฯ ส่วนวิชาลงรักปิดทอง แม้จะจัดอยู่ในกลุ่มวิชาอาชีพเลือกเสรี แต่ก็มีนักเรียนให้ความสนใจมาสมัครเรียนกันมากทุกปี เพราะเป็นวิชาที่หาผู้สอนได้ยาก และยังได้ความรู้เกี่ยวกับงานลงรักปิดทองแบบโบราณอีกด้วย

อนึ่ง คำว่า "ลงรักปิดทอง" จากการสืบค้นข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตพบว่ามีคำอธิบายเอาไว้ว่า "คือกระบวนการตกแต่งผิวภายนอกของศิลปวัตถุ หรือองค์ประกอบสำหรับงานสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณีด้วยการลงรัก หรือ ทายางรัก แล้วปิดด้วยทองคำเปลวทับ ทำให้ผิวของศิลปวัตถุ หรือองค์ประกอบสำหรับงานสถาปัตยกรรมบางสิ่งเป็นสีทองคำเหลืองอร่าม และเป็นมันวาวเหมือนหนึ่งว่าทำด้วยทองคำ อันเป็นความเชื่อโดยขนบนิยมในสังคมไทยมาแต่โบราณกาล"

นอกจากนี้ยังมีประวัติที่หลายเว็บไซต์ระบุโดยอ้างอิงมาจากหนังสือศิลปะลายรดน้ำของ สนั่น รัตนะ ว่า "...งานลงรักปิดทองเป็นงานประณีตศิลป์ของไทยจัดอยู่ในงานช่างสิบหมู่ที่มีวิวัฒนาการตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา ในสมัยอยุธยาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ เป็นช่วงที่งานศิลปะลายรดน้ำลงรักปิดทองเจริญรุ่งเรืองที่สุดและได้รับการยกย่องว่าเป็นฝีมือชั้นบรมครู ดังปรากฏหลักฐานชัดเจนเช่นตู้พระธรรมฝีมือช่างเชิงหวาย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ) ต่อมาช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๓-๔ เป็นช่วงที่ศิลปะแพร่หลายและเฟื่องฟู โดยภาพเขียนลายรดน้ำบางส่วนได้รับอิทธิพลจากจีนและชาติตะวันตกมาผสมผสาน หลังรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาก็ได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกมากขึ้น..."

สำหรับการเรียนการสอนที่โรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) อาจารย์สุภาพรบอกว่า นักเรียนจะได้เรียนรู้งานลงรักปิดทอง ๓ ประเภท ได้แก่ งานปิดทองทึบ งานเขียนลายรดน้ำ และ งานเขียนลายกำมะลอ โดยทั้งหมดล้วนมีขั้นตอนเริ่มต้นเหมือนกัน นั่นคือ "การเตรียมพื้นผิววัสดุ" ส่วนใหญ่นิยมใช้เป็นไม้ แต่จะใช้อย่างอื่น เช่น ก้อนหิน ดินเผา ปูนปั้น โลหะหล่อ ก็ได้นำมาลงรัก ทิ้งไว้ ๑ คืน วันรุ่งขึ้นจึงปาดโป๊วด้วย "รักสมุ" ซึ่งได้มาจากการเผาใบตองแห้ง กะลา หรือกระดูกสัตว์จนได้เป็นผงถ่านเนื้อละเอียด เอามากรองให้ละเอียดยิ่งขึ้นอีกครั้งแล้วมาผสมกับรัก ทั้งนี้เพื่อให้พื้นผิวเรียบและเนื้อไม้หนาขึ้น ในขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลารอจนกว่ารักจะแห้งสนิทดีประมาณ ๔๐ -๔๕ วัน (หากไม่แห้งเมื่อทำขั้นตอนต่อไป พื้นผิววัสดุจะย่นต้องแก้ไขด้วยการนำปูนหินหมากมาทารัดให้รักแห้งแล้วรูดออกเพื่อลงรักใหม่)

จากนั้นนำมาขัดปรับแต่งพื้นผิวให้เรียบ แล้วเริ่มลง "รักน้ำเกลี้ยง" (เป็นรักแท้ที่ไม่ผสมอะไรเลย ได้จากการกรองแดดหรือตากแดดเพื่อไล่น้ำออก ซึ่งหากจะให้ได้รักน้ำเกลี้ยงที่ละเอียดที่สุดต้องนำไปเกรอะ วิธีการคือวางผ้าขาวบางกับสำลีซ้อนกัน แล้วเทรักที่ผ่านการกรองแดดลงไปปล่อยให้น้ำรักค่อยๆ หยดผ่านผ้าและสำลีลงไปโดยไม่มีการบิด) ทำทั้งหมด ๓ พื้นหรือ ๓ ครั้งเป็นอย่างต่ำ โดยในแต่ละครั้งจะต้องทิ้งไว้ประมาณ ๒๐ วัน จนกระทั่งรักแห้งดีแล้วถึงค่อยลงรักครั้งที่ ๒ -๓ ต่อๆไป แต่เนื่องจากยางรักของไทย โดยเฉพาะยางรักคุณภาพดีจากหมู่บ้านน้ำเกลี้ยงในจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นที่มาของชื่อรักน้ำเกลี้ยงนั้นหาได้ยากแล้ว รักในปัจจุบันจึงต้องนำเข้ามาจากประเทศเมียนมา ทว่าในความคิดของช่างฝีมือตัวจริงอย่างอาจารย์สุภาพรก็ยังรู้สึกว่าคุณภาพไม่ดีเท่าของไทย ทำให้เมื่อจะนำมาใช้งานต้องปรับปรุงคุณภาพของรักให้ดีขึ้นโดยการนำมาผสมใหม่ด้วยสูตรที่เป็นความลับเฉพาะของช่างแต่ละคน หรือไม่ก็เปลี่ยนมาใช้สีโป๊วรถยนต์ซึ่งมีข้อดีคือ แห้งเร็วและทนทานต่อแสงแดดแทนรักธรรมชาติเสียเลย

ขั้นตอนต่อไปเป็นการปิดทองและเขียนลาย

หากเป็นงานลงรักปิดทองทึบ ช่างจะปิดทองคำเปลวลงไปให้ทั่วชิ้นงานแล้วปัดให้พื้นผิววัตถุเป็นสีทองเรียบเกลี้ยง เช่น การปิดทองพระพุทธรูป เทวรูป และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เป็นต้น

ส่วนการเขียนลายรดน้ำต้องเริ่มด้วยการออกแบบลายแล้วลอกลงบนพื้นก่อนค่อยตัดเส้นด้วยหรดาล (หินชนิดหนึ่งนำมาฝนกับหินลับมีดและน้ำให้ละเอียด ผสมกับฝักส้มป่อยและกาวกระถินอินเดียตามสัดส่วน กรองให้ละเอียด) บริเวณไหนที่ไม่ต้องการให้ทองติดก็ถมพื้นด้วยหรดาล จากนั้นเช็ดด้วยยางรักให้ทั่วชิ้นงาน แล้วถอนให้เหลือแค่กระไอรัก ก่อนปิดทองคำเปลวลงไป แล้วรูดหรือลูบด้วยสำลีชุบน้ำเบาๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือทองที่อยู่บนหรดาลเมื่อโดนน้ำจะหลุดออก ในขณะที่ส่วนที่เป็นพื้นดำจะปรากฏเป็นลวดลายสีทอง ทั้งนี้ทองคำเปลวที่ใช้จะต้องเป็นทองแท้เท่านั้นถึงจะรูดออกมาได้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

สุดท้ายคืองานลายกำมะลอ หรือ งานเขียนสีกำมะลอ มีลักษณะเป็นงานจิตรกรรม แต่เนื่องจากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้รักจึงจัดกลุ่มให้อยู่ในงานเครื่องรักด้วย งานเขียนสีกำมะลอ โดยมากเป็นเพียงภาพที่เขียนระบายสีหม่นๆ ดูกลมกลืนกันเพียงสองหรือสามสีเท่านั้น มีการตัดเส้นด้วยยางมะเดื่อแล้วปิดทองคำเปลวบนยางมะเดื่อ (ที่แห้งพอดีสำหรับปิดทอง) หรือบางทีปิดทองคำเปลวเป็นเส้นล้อมรูปภาพ ส่วนที่เห็นเด่นชัดจะอยู่ตรงเส้นรูปนอกของรูปภาพซึ่งเป็นสีทอง

ติดตามกันมาจนถึงบรรทัดนี้คงจะได้เห็นแล้วว่า งานลงรักปิดทองเป็นวิชาแห่งภูมิปัญญาของไทยที่มากด้วยรายละเอียด ทั้งยังแฝงเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ แต่ว่าสำคัญซึ่งช่างแต่ละคนคิดค้นกันขึ้นมา ร่วมกับการใช้เวลาที่บางครั้งบางคราวกินเวลายาวนานนับปีกว่าจะเสร็จ กระทั่งเกิดมีเรื่องขำขันระหว่างทางขึ้นเมื่อมีผู้ว่าจ้างให้ทำงานลงรักปิดทองโต๊ะหมู่บูชาเข้าใจผิดว่าเห็นทีช่างคงจะแอบเอาของของตนไปขายกินเสียแล้ว

"เขามาขอดูของเขาว่ายังอยู่ดีไหม เพราะกลัวเราเอาไปขาย (หัวเราะ) ก็ต้องอธิบายว่า รักเนี่ยไม่ชอบอากาศเย็นแบบหนาว เพราะจะไม่แห้ง ยางรักชอบอากาศเย็นแบบฝนตก หรือต้องรอให้อากาศร้อนๆ ก่อนถึงจะทำงานลงรักปิดทองได้ดี" อาจารย์สุภาพรเล่าเหตุการณ์ที่ประสบมาเองกับตัว อย่างไรก็ตามเมื่อชี้แจงตามนี้แล้ว ผู้ว่าจ้างก็เข้าใจและให้เวลาช่างได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่

"ดิฉันโชคดีที่ได้อยู่ในช่วงรอยต่อของการใช้รักแท้กับรักผสมจึงได้รู้จักกับรักทั้งสองอย่าง เป็นความภูมิใจเหลือเกินที่ได้รู้ว่าครูบาอาจารย์ช่างโบราณนั้นท่านช่างสรรหาวิธีการหาวัตถุดิบที่จะเอามาใช้ และภูมิใจที่เราได้สืบทอดวิชาช่างแขนงหนึ่งไว้ งานลงรักปิดทองเป็นงานสร้างสรรค์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง ก่อนทำต้องยกมือไหว้ครูบาอาจารย์ทุกครั้ง ขอให้ทำสำเร็จงดงาม เพราะทำเป็นพุทธบูชาทั้งนั้น ไม่ได้เบียดเบียนใคร"

งานลงรักปิดทองอาจมีวิธีการยุ่งยากมากก็จริง แต่ในมุมของคนที่เป็นทั้งช่างและครู อาจารย์สุภาพร บอกว่าไม่เป็นปัญหาเลย หากว่าทุกคนเข้ามาเรียนโดยมีใจรักนำมาเป็นอันดับแรก

"แต่ก่อนเราอาจจะทำเพราะความจำเป็น อยากช่วยเหลือพ่อแม่ แต่พอนานๆไป รู้ตัวเองเลยว่า เรามีความสุขกับการปิดทอง ถึงจะต้องทนร้อน เพราะเปิดพัดลมไม่ได้ เดี๋ยวทองปลิว หรือบางทีรับงานไว้ต้องปีนขึ้นไปทำบนหน้าบันสูงๆ เพราะว่างานอยู่ตรงไหน เราต้องเข้าไปให้ถึง พอขึ้นไปแล้วเจออากาศร้อน บางทีฝนตก หรือไม่ก็หนาวมากก็ต้องทน อาจจะเป็นความลำบากอยู่บ้าง แต่ใจเราก็ยังรักในงานช่างอยู่ดี เพราะอย่างนี้เองเขาถึงได้มีคำพูดว่าให้เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ"

ความสวยงามมิได้เกิดจากวิธีการทำที่สลับซับซ้อน แต่เป็นผลมาจาก "ใจ" อันมุ่งมั่นของช่างที่ปรารถนาจะสร้างงานศิลป์ที่ดีที่สุดออกมาทุกครั้ง

(ข้อมูลอ้างอิง : http://www.oknation.net/blog/phaen และ http://www.changsipmu.com)