"...คนโดยมากเขาไม่ดูถูกชาติกำเนิดของคนหรอก เขาดูถูกคนที่ดูถูกชาติกำเนิดของตัวเองต่างหาก..." กิ่งไผ่ (สีฟ้า)

ชวนอ่านวรรณกรรม

"...คนโดยมากเขาไม่ดูถูกชาติกำเนิดของคนหรอก

เขาดูถูกคนที่ดูถูกชาติกำเนิดของตัวเองต่างหาก..."

กิ่งไผ่

(สีฟ้า)

 

พ.ศ.๒๔๗๓

"อุ๊ย นั่นนายจวงไปเอาลูกเจ๊กมาจากไหน ยังไว้เปียอยู่เลย..." อายุของเขาดูเหมือนจะไม่เกินหกถึงเจ็ดขวบ รูปร่างแบบบางผิวขาวเหลือง ศีรษะนั้นโกนเกลี้ยง เหลือเหนือท้ายทอยไว้หย่อมหนึ่งยาวประมาณสิบนิ้ว ถักเป็นเปียผูกด้ายสีแดงไว้ปลายเปียนั้น ดวงตาแม้จะรูปค่อนข้างสวย คือดำยาว แต่หนังตาเป็นชั้นเดียว มีที่แปลกกว่าเด็กลูกจีนอื่นๆที่เห็นอยู่ทั่วไปก็คือจมูกมีสันสูง และกะโหลกศีรษะเบื้องหลังไม่แบนนัก แม้กระนั้น เพียงมองดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกจีนโดยแท้...

"จู๋ย์จื้อ" คือชื่อเด็กชายผู้มาจากเมืองจีน

และ "จุลจิตต์" คือชื่อที่หม่อมของ "ท่านองค์พระ" ตั้งให้

เด็กชายจุลจิตต์ เริ่มชีวิตในวังของ "ท่านองค์พระ" โดยมี "นายจวง" เป็นผู้ดูแลอบรม และสั่งสอนทุกเรื่องราวที่สำคัญจำเป็นสำหรับชีวิตของ "กิ่งไผ่" เล็กๆเช่นเขาที่แตกแขนงมาไกลถึงเมืองไทย

ช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังไม่ได้เปลี่ยนระบบการปกครองนั้น "เจ้านาย" เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการกำหนดชีวิตของบุคคลภายใต้การดูแล และ "เจ้านาย" ทุกพระองค์นอกเหนือจะปกครองแล้วยัง "ดูแล" เอาใจใส่บริวารให้ "อยู่ดีมีสุข" ตามควรแก่ฐานะ ไม่ว่าใครเข้ามาพึ่งพิงก็ไม่เคยปฏิเสธชีวิตของ "จู๋ย์จื้อ" หรือ "เด็กชายจุลจิตต์" จึงอบอุ่นด้วยความเมตตาปรานีของบุคคลในวังนั้น โดยเฉพาะเพื่อนเล่นในวัยเดียวกันที่มี "คุณฟุ้ง" หรือ ม.ร.ว.กำจรศักดิ์เป็นผู้นำ

พ.ศ.๒๔๗๕

ประเทศไทยเปลี่ยนระบบการปกครอง "ท่านองค์พระ" สิ้นพระชนม์ อาของจู๋ย์จื้อ ส่งจดหมายมาขอตัวเขากลับไปอุปการะที่ฮ่องกง ชีวิตที่ยังไม่สามารถเลือกเองได้ของเขาจึงต้องจากพรากอีกครั้ง...

จากเมื่อแรกที่ถูกพามาจากเมืองจีนนั้น เขามาเสมือนหนึ่ง บ้านแตกสาแหรกขาด ถูกส่งไปอยู่กับญาติเรื่อยไป ทำให้เขาไม่รู้สึกผูกพันกับใคร หรือสถานที่ใด

"...แต่เมื่อมาอยู่ในวังท่านองค์พระเพียงสามปียังไม่เต็ม เด็กชายที่เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน คือความผูกพันต่อบุคคลและสถานที่อย่างลึกซึ้ง ความผูกพันนี้เหมือนกับน้ำสะอาดบริสุทธิ์อันประพรมลงไปบนความแห้งแล้งว้าเหว่เป็นครั้งแรก ถึงจะเติบโตไปในภายหน้า เด็กชายก็คงจะไม่อาจลืมความผูกพันอันลึกซึ้งนี้ได้..."

และความรู้สึกนี้เองที่ยังคงอยู่ในความทรงจำรำลึกของเขา แม้เมื่อกลับมาเมืองไทยอีกครั้งในนามของ "มิสเตอร์จอห์น ลี" วิศวกรหนุ่มผู้ภาคภูมิด้วยความรู้ความสามารถ

"สีฟ้า" กำหนดชีวิตของ "จู๋ย์จื้อ เด็กชายจุลจิตต์ มิสเตอร์จอห์น ลี" ไว้อย่างลึกซึ้ง ชัดเจน ให้ผู้อ่านประทับใจไปกับวิถีชีวิตที่แม้บางครั้งจะดูอ้างว้าง แต่ก็ไม่โดดเดี่ยว ด้วยน้ำใจของผู้อุปการะในสังคมไทยอันอบอุ่น นอกจากนี้ยังเสนอภาพสังคมช่วงเปลี่ยนผ่านได้อย่างแนบเนียน เสมือนบันทึกประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของสังคมไทยไว้ให้ผู้อ่านได้ใคร่ครวญ

ทุกชีวิตใน "กิ่งไผ่" ต่างมีความเกี่ยวพันโยงใยกัน ได้พบ ได้รัก ได้ช่วยเหลือดูแลกัน มีทั้งสุขและทุกข์ มีรุ่งเรือง และโรยรา แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนกำหนดไว้อย่างมั่นคงก็คือ "ความกตัญญู" ของจุลจิตต์ ที่แสดงให้ผู้อ่านได้รับรู้ในทุกช่วงวัยของชีวิต

ไม่ว่ายามเป็น "จู๋ย์จื้อ"

ไม่ว่ายามเป็น "จุลจิตต์"

และแม้เป็น "มิสเตอร์จอห์น ลี"

แม้ช่วงเวลาที่เด็กชายเล็กๆคนหนึ่งได้มาอาศัยอยู่ในวังของเจ้านายพระองค์หนึ่ง จะเป็นเวลาเพียงสามปี แต่การอบรมสั่งสอนดูแลของผู้ใหญ่ที่ปรารถนาดี ช่วยกล่อมเกลาจิตใจของเขาให้อ่อนโยน และซึมซับความดีงามในวิถีชีวิตของไทยไว้อย่างครบถ้วน ดุจดังความดีงามคือเกราะคุ้มภัยให้เขาในยามที่ต้องเผชิญชีวิตอันไม่คาดฝันเสมอ และเมื่อเขามีโอกาสได้กลับมาเมืองไทยอีกครั้ง บุคคลที่เขาระลึกถึงและพยายามติดต่อเป็นลำดับต้นๆก็คือ "นายจวง" และ "คุณฟุ้ง" นั่นเอง จุลจิตต์ได้มีโอกาสตอบแทนบุญคุณทุกคนที่เขาเคารพรัก และรับฝากหน้าที่อันสำคัญที่ "คุณฟุ้ง" มอบให้เขาซึ่งเขาก็รับฝากด้วยความเต็มใจยิ่ง

"จอห์น ลี ผู้เป็นจีนแท้โดยกำเนิด เป็นอเมริกันโดยสัญชาติ มีการศึกษา มีความรู้เช่นคนอเมริกัน แต่มีลักษณะที่ได้อบรมมาอย่างคนไทย โดยเฉพาะจิตใจที่ยึดมั่นอยู่ในความกตัญญูรู้คุณผู้มีพระคุณ เขามีส่วนผสมของคนทั้งสามชาติ แน่ละในลักษณะที่คัดเอาแต่ส่วนที่ดีมาไว้ทั้งสิ้น

"กิ่งไผ่" เล็กๆกิ่งนี้ จึงเติบโตอย่างงดงาม!