โกกิชิ มิกิโมโต ราชาไข่มุก

บันทึกวันวาร

"พ่ออาจจะไม่สบายนาน พ่ออาจจะตาย ลูกเป็นคนโต ลูกจะต้องเข้มแข็ง เพราะตอนนี้ ลูกเป็นผู้นำครอบครัว"

มารดาของ โกกิชิ มิกิโมโต พูดกับเขาเมื่อโกกิชิมีอายุแค่สิบเอ็ดขวบ เขารู้ดีว่า เขาไม่ได้กลัวการทำงาน แค่เข็นรถขาย "โซบะ" (บะหมี่) เท่านั้น สิ่งที่เขาต้องการก็คือ อยากให้พ่อหายป่วย นอกจากงานแค่นี้แล้ว จะมีอะไรอย่างอื่นให้เขาทำอีกไหม?

อาจจะมีเพราะแค่ขายบะหมี่ ได้รายได้ไม่พอครอบครัว

วันที่โกกิชิ มิกิโมโต มีอายุครบ ๒๐ ปี เขาขอกับบิดาว่า มีความใฝ่ฝันที่จะไปทำการค้าที่โตเกียว บิดาของเขายิ้ม เขาสงสัยมานานแล้วว่า เมื่อไรลูกชายคนหัวปีจะเป็นตัวของตัวเอง พ่อสุขภาพไม่ดี หวังว่าคงจะได้เห็นก่อนจะเสียชีวิต เขาเอ่ยกับ โกกิชิ มิกิโมโตว่า ถนนตากาอิโดะเป็นเส้นทางจากโตเกียวเมืองหลวงของโชกุนไปยังเกียวโต เมืองหลวงของจักรพรรดิ เส้นทางนี้มีจุดพัก ๕๓ แห่ง มันเป็นถนนฝุ่น ยาวกว่า ๓๐๐ ไมล์ เป็นเส้นทางเดินของอดีตนักรบซามูไร ขบวนขุนนาง และพ่อค้าที่ร่ำรวยเท่านั้น

"มีพวกโจรที่เร่ร่อนตามชนบท คอยดักปล้นนักเดินทาง บางทีก็ปล้นหมู่บ้าน อยู่ริมฝั่งทะเล"

"ผมไม่กลัวโจร" มิกิโมโตพูด พร้อมยกแขนเบ่งกล้ามให้พ่อดู

"ลูกจะเอาเงินที่ไหน" พ่อของเขาถาม

"ผมเก็บเงินเอาไว้แล้ว ตอนนี้มี ๑๕ เยน"

"ไม่พอหรอก แต่ถ้าลูกจะไปโตเกียว พ่อจะให้อีก ๒๐ เยน ลูกมีเงินถึง ๓๕ เยน แล้วพ่อจะคอยดูว่า ตอนกลับมาลูกจะมีเงินเหลือสักเท่าไร?"

นี่คือเรื่องราวของคนขายบะหมี่รถเข็นในอดีต ผู้กลายเป็นราชาไข่มุกของโลก เป็นชีวประวัติ ไม่ใช่ตำนาน เรื่องเล่า หรือนวนิยาย เป็นตัวอย่างอันดี ไม่ใช่แต่เพียงคนญี่ปุ่นเท่านั้น แต่สำหรับทุกคน ผู้ต้องการเห็นชีวิต ประสบความสำเร็จ ชีวิตเขาเทียบได้กับ โธมาส แอลวา แอดดิสัน ผู้คิดสร้างหลอดไฟฟ้า เฮนรี่ฟอร์ด หรือ อากิโอะ มอริตา ผู้สร้างอาณาจักรฮอนด้า หรือ เฮนรี่ ฟอร์ด นักสร้างรถยนต์ฟอร์ด

นี่คือเรื่องราวของคนขายบะหมี่ริมถนนผู้หนึ่ง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ร่ำรวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นคนที่เคารพรักมากที่สุดคนหนึ่งด้วย

มิกิโมโตถือกำเนิดที่โตบะ หมู่บ้านริมฝั่งทะเล ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น งมหาหอยไข่มุกเป็นอาชีพ เป็นล่ำเป็นสัน อันเป็นจุดหนึ่งที่เปลี่ยนหักเหมุมชีวิตมิกิโมโต เพราะเขาคิดว่าวันหนึ่งหอยจะหมดไป พร้อมกับคนในหมู่บ้านโอตะ ก็จะหมดอาชีพหมดทางทำมาหากินด้วย

ดังนั้น เพื่อการหยุดยั้งหาหอยตามธรรมชาติ เขาจึงวางแผนที่จะเลี้ยงมันขึ้นมา ความคิดนั้นง่ายแต่ครั้นลงมือทำจริงๆกลับเต็มไปด้วยปัญหา เขาใช้เวลาถึง ๑๒ ปี จึงเพาะเลี้ยงมุกได้สำเร็จ โดยการใส่เศษหอยมุกเข้าไปในตัวหอย หอยจะมีกลไกในการทำงานด้วยการพ่นสารเคลือบสิ่งแปลกปลอมที่ถูกใส่เข้าไปนั้น ส่วนมากมุกจะออกมาไม่เป็นเม็ดกลม แต่จะแบนเหมือนมะนาวผ่าซีก

มิกิโมโตประสบความสำเร็จในปี ๑๙๑๓ มุกมีรูปกลมสมบูรณ์ รูปลักษณ์สีสันเหมือนมุกธรรมชาติ

จากคนขายบะหมี่ เขาทำให้แวดวงธุรกิจอัญมณีตกตะลึงไปทั่ว โดยการขายไข่มุกของเขาในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ขยายร้านขายไข่มุกของเขาออกไปตามนครใหญ่ๆทั้งสองภาค ตะวันออกและตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว โกเบ เซี่ยงไฮ้ บอมเบย์ หรือปารีส นิวยอร์ก ชิคาโก้ ซานฟรานซิสโก ลอส แอนเจลิส ฟาร์มเพาะเลี้ยงมุก เขามีหอยสิบสองล้านตัว ครอบครองตลาดไข่มุกโลก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เขาเป็นคนมหัศจรรย์ผู้หนึ่งแห่งศตวรรษนี้

ค.ศ.๑๘๕๗ ในเมืองโตบะ อันเป็นเมืองท่าริมทะเลของญี่ปุ่น

สาวน้อยผู้งดงามชื่อ โมโตะ นาคาอิ แต่งงานกับคนขายบะหมี่ประจำหมู่บ้าน โกโกชิ มิกิโมโต ตอนนั้นเธออายุ ๑๘ ปี และคนหนุ่มอายุ ๒๖ ปี

โมโตะกระตือรือร้น ช่วยงานในครอบครัว ช่วยสามีโม่แป้งและทำเส้นบะหมี่ให้เขาไปขายที่ร้านชื่อ อาวาโกะ แต่เมื่อตะวันตกดิน เขาก็ขายบะหมี่ด้วยรถเข็นแต่ก็ยังมีหนี้สินล้นพ้นตัว

คนญี่ปุ่นปรุงอาหารด้วยสาหร่ายทะเล โอโตกิชิคิดจะทำงานพิเศษ ทำธุรกิจสาหร่ายทะเล หวังว่าคงได้เงินมาชดใช้หนี้สิน มิกิโมโตจากโตบะไปอีกครั้ง มุ่งไปศึกษาสาหร่ายทะเลที่เกาะฮอกไกโด เหนือสุดของประเทศ เขาได้งานที่หน่วยราชการแห่งหนึ่ง และศึกษาความเป็นไปได้ในการปลูกสาหร่ายทะเลที่โตบะ ขณะนั้นอยู่ในช่วงปลาย ค.ศ.๑๘๙๑

คืนหนึ่งขณะที่นั่งคุยอยู่กับเพื่อน มีคนนำจดหมายถึงเขามาให้เขา มิกิโมโตอ่านจดหมายแล้วก็ออกไปนอกบ้านและร้องไห้ อูเม-ภรรยาของเขาเขียนจดหมายมาว่า

"อย่าเพิ่งกลับมา เรายังไม่สามารถพบกับเจ้าหนี้ตอนปีใหม่ได้ มันจะดีกว่าที่คุณอยู่ห่างออกไป ถ้าเขามาหาคุณ ฉันก็จะบอกว่าไม่รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ลูกๆและแม่ของคุณสบายดี โปรดระลึกว่าฉันยังรักคุณอยู่เสมอ โปรดอย่ากลับมาจนกว่าฤดูใบไม้ผลิหน้า"

มันเป็นจุดตกต่ำที่สุด ทุกข์ทรมานใจที่สุดในชีวิตของมิกิโมโต รอให้มุกเป็นเม็ดกลมพร้อมกับทุนที่ลงไป ตอนนี้เขาไม่เพียงเป็นคนล้มเหลว แต่ยังสูญเสียเกียรติอีกด้วย

ปีนั้น ค.ศ.๑๘๙๓ มิกิโมโต คิดถึง ๕ ปีย้อนหลัง ที่เขาวางหอยลงในแปลง

วันนั้นอากาศดีสำหรับครอบครัว มิกิโมโตพร้อมลูกหาอาหารไปนั่งกินกันที่หาดริมแปลงเลี้ยง เพาะไข่มุก ครอบครัวเขาลงเรือแจว โดยมิกิโมโตเป็นคนแจวท้าย ภรรยาแจวหัว

เขาพบทุ่นและดึงตะแกรงขึ้นมา เก็บตัวอย่างไปหลายแบบ แล้วก็แจวเรือไปยังเกาะเล็กๆในอ่าว เขาพักกินอาหาร มิกิโมโตนอนยาวเหยียด แจวเรือจนหมดแรง ส่วนลูกสาวก็กินอาหาร

ทันใดนั้น ภรรยาส่งเสียงครางเบาๆ ขณะที่เธอแกะหอยเหมือนเธอสะอึกสะอื้น ต่อมาก็กรีดร้องว่า "อนาตะ อนาตะ" (คุณๆๆ) มิกิโมโตวิ่งไปที่ภรรยา ที่นั่งแงะหอยที่เลี้ยงไว้เมื่อ ๕ ปีมาแล้วด้วยมีด เธออยู่ในอาการปากค้าง ตาเพ่งมองหอยอย่างไม่กะพริบกับไข่มุกที่ส่องประกายวาว

"เราทำได้แล้ว" มิกิโมโตตะโกนคุกเข่าลงบนพื้นทรายข้างภรรยา ปากก็พร่ำแต่คำว่า เราทำได้แล้ว

เขารีบแกะหอยอีก ๔ ตัว ก็มองเห็นไข่มุกครึ่งวงกลมสีขาวนอนอยู่ สะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกาย ไม่มีอะไรต้องสงสัยอีกต่อไป มิกิโมโตสามารถทำให้หอยเลี้ยงมุกได้แล้ว น้ำเสียงเขาผิดหวังเล็กน้อย เพราะไข่มุกมิได้เป็นรูปทรงกลมสมบูรณ์

"อย่าคิดอะไรๆอีกเลย" อูเมพูด

"คุณเลี้ยงมุกได้ คุณทำให้หอยเลี้ยงผลิตมุกได้ คุณก็จะต้องเลี้ยงให้กลมได้"

ทั้งสองจับมือกันวิ่งวนเป็นวงกลม ทั้งๆที่ร่ำไห้ ลูกสาวอ้าปากกินข้าวค้าง เธอหวังว่าพ่อแม่ของเธอคงไม่ได้เป็นบ้าไปแล้ว

ที่บ้านมารดาของมิกิโมโตจุดเทียนที่หิ้งบูชา ขณะที่ลูกชายวางหอยมุกห้าตัว และไข่มุกเล็กๆอีก ๕ เม็ด กลางอัฐิของบรรพบุรุษ

"คุณไม่ต้องเดินก้มหน้าด้วยความอาย และกังวลอีกแล้ว" อูเมพูด

มิกิโมโตกอดเธอแล้วกล่าวว่า "ฉันรู้ที่รัก แต่มันยังไม่กลม"

ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่ว อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาคมผลิตภัณฑ์ทะเลแห่งญี่ปุ่นจัดตั้งขึ้นในโตเกียว เมื่อ ค.ศ.๑๘๙๔ เขาไม่มีเงิน ๕๐ เยนสำหรับค่าเดินทางโดยรถไฟ เพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนซึ่งเขาเพิ่งได้รับเลือก

"คุณต้องไป" อูเมผู้เป็นภรรยาบอกเขาในเช้าวันหนึ่งขณะที่เขาเดินอยู่ที่ชายหาดแปลงหอยมุกอยู่ "มันไม่ถูก ถ้าคุณจะไม่ไป เพราะตอนนี้คุณเป็นนักเลี้ยงมุกที่โด่งดังมาก"

เขาหันมาตอบภรรยาอันเป็นที่รักว่า "ฉันรักเธอ อูเม แต่ฉันไม่เอาเงินกงสีไปร่วมประชุมหรอก ค่ารถไฟล่ะ"

"ฉันจะขายกิโมโนตัวที่ดีที่สุดของฉัน" แล้วอูเมก็ทำตามที่พูด

ภรรยาของมิกิโมโตเป็นแรงใจให้เขาจนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่ออายุ ๓๘ ปี มิกิโมโตโศกเศร้ามาก วันนั้นตัวเขาสั่นด้วยความเสียใจ เขาคุกเข่าลงข้างๆเธอ ทั้งคู่เงียบงันไปครู่หนึ่ง มือของอูเมลูบศีรษะและตบหลังเขาเบาๆ "คุณไม่ต้องเสียใจ"

"แต่ฉันมีชีวิตอยู่ต่อไปเพียงลำพังโดยขาดเธอมิได้ เธอเป็นชีวิตจิตใจของฉัน" เขาร่ำไห้ เธอดึงเขามาซบอก

"อย่าร้องไห้ ดูสิ ฉันยังไม่ร้องเลย คุณต้องทำงานต่อไป"

"ฉันจะทำไข่มุกกลมให้สำหรับเธอ ทั้งชีวิตฉันจะรักเธอคนเดียว"

มีนาคม ปี ๑๘๙๗ หลังจากอูเมจากไปแล้ว เขาก็มิได้แต่งงานใหม่ เขาอยู่ตามลำพัง เขารู้ดีว่าเธอยังอยู่ใกล้ๆเขาเสมอ เขาวางเป้าหมายว่า เขจะต้องมีหอยถึงหนึ่งล้านตัวในปี ๑๙๐๒ นั่นหมายถึงต้องเพาะหอยถึง ๒๕๐,๐๐๐ ตัวในสี่ปีต่อไป

กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๘๙๘ ไข่มุกเลี้ยงถึงเวลาเก็บเกี่ยวได้แล้วบนเกาะดาโตกะ มีคนอาศัยอยู่ ๔๐ คน ยี่สิบคนแรกเป็นของครอบครัวและมิกิโมโตรวมถึงน้องชายอูเมและลูกๆ ส่วนอีก ๒๐ คนหลัง เป็นสาวงมมุก

เดือนกุมภาพันธ์ มิกิโมโตเป็นตัวตั้งตัวตี ชวนผู้คนมาดูการแกะหอยตัวแรกของเขา แต่มันก็เป็นมุกเลี้ยง มุกซีกถึง ๔,๒๐๐ เม็ด

สิบกว่าปีที่มิกิโมโตรอคอย น้ำจากทะเล แพลงก์ตอน และอื่นๆทำลายหอยเลี้ยง ซึ่งเขาช่วยเอาไว้ ๑๕๐,๐๐๐ ตัวจากทั้งหมดหนึ่งล้านตัว ถึงแม้เป็นชัยชนะ แต่กิจการเงินของเขาก็ล้มครืน เงินสดหมดไปและหอย ๘๕๐,๐๐๐ ตัวตายไปก่อนที่มันจะเป็นผู้ผลิตมุกให้

ชายหาดเต็มไปด้วยซากหอยที่คลุมด้วยซากแพลงก์ตอนสีแดงเป็นกลุ่ม ส่วนภายในหอยเน่าเหม็น เขาคงต้องไปกู้เงินเพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะคุ้มหรือไม่

ถึงอย่างไรไข่มุกที่ได้ก็ยังเป็นแค่ไข่มุกซีก การจะฟื้นจากความย่อยยับครั้งนี้ต้องเกิดขึ้นให้จงได้ ทุกสิ่งขึ้นอยู่ที่ตัวเขาเพียงคนเดียว

ท่ามกลางความพินาศ ผิดหวัง เขาเที่ยวแกะหอยที่ตายแล้ว ตรวจดูหาความบกพร่องว่า ซากเปลือกใดที่จะเปิดเผยความลับที่เขากำลังค้นหาอยู่ วันแล้ววันเล่า เขาตระเวนแกะหอยตายนับพันๆตัวด้วยมีด หาดูแกนที่เริ่มเติบโต ศึกษารูปร่าง มือเขาหยาบ สาก กร้าน เริ่มปวดหลังเพราะก้มๆเงยๆ

วันหนึ่งเขานั่งอยู่ใต้ร่มไม้แต่ผู้เดียว มีกองหอยที่แกะแล้วกองสุมรายล้อมรอบตัว เสื้อผ้าเปียกและโหยหิว เขาก็ยังไม่พัก ยังเหลือหอยอีกไม่กี่ตะกร้า เขาต้องทำให้เสร็จแล้วก่อนมืด มือนั้นหยิบหอยมาแงะ กรีดหอยในมือเปิดออก ไม่มีไข่มุกระหว่างเนื้อกับเปลือก มิกิโมโตกรีดเนื้อหอย และแล้วเขาก็ได้พบความมหัศจรรย์ที่ฝังอยู่ในเนื้อนิ่มๆของหอยมุก

นั่นคือเขาเห็น "ไข่มุกเม็ดกลมเกลี้ยง" ที่มิกิโมโตหามาตลอดชีวิต มือเขาไม่ได้สั่น ไม่มีอูเมร่วมร้องเพลงและกอดเขาพลางร่ำไห้เช่นตอนนั้น ตอนที่พบเพียงแค่หอยซีก

เขาหายใจเหมือนคนเหนื่อยหอบ มิกิโมโตเปิดหอยอีก ๔ ตัวในตะกร้าเดียวกัน ผลออกมาก็คือไข่มุกกลมเหมือนกัน ในมือเขามีไข่มุกเม็ดกลมสมบูรณ์ ๕ เม็ด มันไม่ใช่เหตุบังเอิญ

สิ่งที่อยู่ต่อหน้าเขา แปรความพ่ายแพ้ให้เป็นชัยชนะ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

เขาเอาเสื้อเช็ดไข่มุก ทันใดเขารู้สึกกลัวหากใครล่วงรู้ความลับของเขา ก่อนจดทะเบียนลิขสิทธิ์ และเริ่มการผลิต (วันที่ ๑๑ มกราคม ค.ศ.๑๙๐๘ รัฐบาลญี่ปุ่นออกสิทธิบัตรหมายเลข ๑๓๖๗๓ รับรองการพบไข่มุกทรงกลม)

เมื่อได้ไข่มุกทรงกลม หูเขายังแว่วเสียงอูเมว่า "ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป คุณและฉันเป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกัน" เขาลงร่ำไห้ต่อหน้าหลุมศพอูเมอันเป็นสถานที่พำนักความรักที่ยิ่งใหญ่ของเขา

 

จักรพรรดิเมจิ พระองค์ผู้เปิดประตูประเทศให้อากาศใหม่ชีวิตใหม่ถ่ายเทมาสู่ประเทศญี่ปุ่น ประทับบนบัลลังก์รออยู่ มิกิโมโตโค้งคำนับ

จักรพรรดิเมจิทรงเป็นผู้มีบุคลิกห้าวหาญ ดุดัน เมื่อเห็นมิกิโมโตก็ทรงตรัสว่า "มานี่ มิกิโมโต เล่าเรื่องไข่มุกของเธอให้ฉันฟังซิ"

มิกิโมโตพูดจากใจ พูดเท่าที่เขาสามารถอธิบายถึงสิ่งที่เขาทำเสร็จและแผนการในอนาคต พูดเร็วจนน้ำลายเป็นฟองที่มุมปาก เขากลายเป็นจุดสนใจที่สำคัญในเวทีนี้ ๑๗ นาที มิกิโมโตพูดไม่หยุด

จนกระทั่งเลขาธิการสำนักพระราชวังเข้ามาคุกเข่าและแนะนำว่าการเข้าเฝ้าและสัมภาษณ์ควรสิ้นสุดได้แล้ว

"ก่อนกราบถวายบังคมลา ผมขอสัญญาต่อท่านไว้ ๒ ข้อ คือผมจะผลิตไข่มุกทรงกลม และจะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ญี่ปุ่น เพาะไข่มุกขายมากๆ พอเพียงไปทั่วโลก"

จักรพรรดิเมจิแย้มพระสรวล "เธอเป็นคนดี ฉันเชื่อว่าเธอทำได้"

หลังจากเข้าเฝ้าองค์พระจักรพรรดิแล้ว เขาตรงไปที่หลุมศพอูเมเพื่อบอกถึงเกียรติที่ได้รับในวันนั้น

มิกิโมโตไม่เห็นชอบต่อการนำสร้อยไข่มุกไปประดับไว้ตามทิ้งตู้ที่วิจิตรพิสดาร

"มันจะสวยงามที่สุด เมื่ออยู่บนคอสตรีที่น่ารัก" เขากล่าว

ยุคที่ญี่ปุ่นถูกสหรัฐฯยึดครองหลังพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ สหรัฐพันธมิตรยึดทุกแห่งบนเกาะประเทศญี่ปุ่น มีแห่งเดียวที่อเมริกาเกรงใจ สถาบันนั้นคือ "ฟาร์มไข่มุกของมิกิโมโต" แม้นายพลแมคอาร์เธอร์จะไม่เคยมาเยี่ยม แต่ยีนภรรยาของเขามาหลายครั้ง พลเอก แมทธิว บี.ริดจ์เวย์ และภรรยาของเขาก็เคยมาเยี่ยมเกาะไข่มุก รวมทั้งทูตอเมริกันและกองทัพ

องค์จักรพรรดิฮิโรฮิโตเคยเสด็จไปเยี่ยมมิกิโมโตตอนที่เขามีอายุ ๙๓ ปี เขามีอายุยืนนานถึง ๙๖ ปี มีทายาท ๑๔ คน วันงานศพมิกิโมโตมีขบวนลูกเสือร่วมขบวนศพ มีสาวนักดำน้ำวัย ๖๐ ปี ผู้เคยดำน้ำใต้ทะเลหาหอยมุกมาให้มิกิโมโตมานาน ๔๕ ปี

"ตาโตกุ เป็นแหล่งกำเนิดธุรกิจของผม และที่นี่แห่งเดียวที่ยังมีไข่มุกอยู่ เมื่อผมตายผมก็จะตายที่นี่"มิกิโมโตประกาศ

แต่สิ่งที่ไม่มีวันตาย คือไข่มุกของเขา ซึ่งทุกวันนี้อยู่บนคอของผู้หญิงนับล้านๆคนทั่วโลก สร้างความงดงามอันเป็นอมตะไปอีกนานเท่านาน