อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอน 20 พระบรมครูผู้ไม่มีกาล ระยะ ระดับ ขนาด

"แต่นครสามีหรือเจ้าเมืองก็ยังโปรดปรานพอใจสมุทัยว่า เป็นผู้สร้างสรรค์ความสุขความเจริญต่างๆ สมชื่อว่าสมุทัย ที่เจ้าเมืองให้ความหมายว่าเป็นเหตุแห่งความสุขต่างๆ เพราะยังมองไม่เห็นว่าจะเป็นสมุทัย คือเหตุแห่งความทุกข์หรือเดือดร้อน แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า ไฉนจึงได้เกิดมีความทุกข์เดือดร้อนกันมากขึ้นทุกที มองเห็นผลถนัดขึ้น แต่ยังคลำหาเหตุไม่พบ คล้ายกับพอมองเห็นรางๆ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าอะไร"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงชี้ให้เห็นว่า จิตใจของคนเราหรือนครสามีในแต่ละแห่งหนนั้นมักพออกพอใจกับสิ่งที่เรียกว่าเป็นความสุขความเจริญต่างๆโดยไม่ทันเฉลียวใจว่า หากเสพสิ่งเหล่านี้มากเกินพอดีย่อมกลายเป็นเหตุแห่งความทุกข์เดือดร้อน

อันความพอใจในความพรั่งพร้อมทางวัตถุทั้งหลายที่ทวียิ่งขึ้น นำมาซึ่งความสะดวก ความสบาย ความรวดเร็ว เทคโนโลยีทันสมัยฯ ต่างคนต่างก็ต้องการสิ่งเหล่านี้ ในขณะที่ทรัพยากรต่างๆที่จะนำมาสนองความสุขนั้นมีอยู่จำกัดดังที่มีผู้กล่าวว่า "ทรัพยากรบนโลกใบนี้มีเพียงพอสำหรับคนทุกคน แต่มีไม่เพียงพอสำหรับคนโลภแม้เพียงคนเดียว"

คนเราเกิดมาพร้อมกับความต้องการและความอยาก ทันทีที่ลืมตาดูโลก เสียงทารกน้อยที่ร่ำร้องแม้แค่ "อุแว้" แรก ก็มีความหมายมากกว่าเพียงเสียงร้องไห้ของทารก เพราะนั่นหมายถึง เด็กต้องการแม่ ต้องการพ่อ ต้องการนม ต้องการน้ำ ต้องการเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ต้องการยายามเจ็บป่วย ต้องการหมอพยาบาลเพื่อการรักษาเยียวยา และต้องการของเล่นเพื่อพัฒนาการทางสรีระฯ

แต่นับว่ายังเป็นโชคดีอย่างหนึ่งของเด็กไทยที่รัฐบาลเข้าใจถึงหัวอกมารดาและครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูทารก เมื่อไม่นานนี้จึงมีการอนุมัติมอบเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในครัวเรือนยากจนและเสี่ยงยากจนเป็นรายเดือน เดือนละ400บาท ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 1 ปี นับเป็นสวัสดิการสังคมที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งของประเทศเรา และก็ต้องขอบคุณสายตาอันยาวไกลของรัฐบาล ที่มองเห็นว่า ถึงอย่างไรเด็กก็ต้องเติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองของประเทศชาติอยู่ดี และไม่ว่ารัฐบาลประเทศใดก็ย่อมต้องการให้ประชาชนเติบโตมาอย่างมีคุณภาพนั่นเอง

เมื่อเวลาผ่านไป เด็กก็ต้องการพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นตามวัย เด็กต้องการโรงเรียน ต้องการเล่าเรียนศึกษา ต้องการครูอาจารย์ ต้องการเพื่อนเรียนเพื่อนเล่น ต้องการสมุดหนังสือ ชุดนักเรียน ชุดพละศึกษา และอื่นๆจิปาถะ

กว่าเด็กแต่ละคนจะเติบโตขึ้น ความต้องการของคนหนึ่งคนนั้นช่างมากมายเสียเหลือเกิน นี่แค่เฉพาะเพียงเพื่อสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น ไม่นับรวมกับความอยากที่เป็นส่วนสนองความต้องการส่วนเกินหรือที่ถือกันว่าเป็นเรื่องของกิเลสตัณหา ในเมื่อคนๆหนึ่งยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้ทรัพยากรอย่างมากมายในการดำรงชีพ ผู้คนอีกมากมายก็ล้วนแต่ต้องการทรัพยากรอีกเป็นจำนวนมากในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานเช่นกัน ดังนั้น ทรัพยากรที่มีจำกัดจึงถูกทำลายลงมากมายและอย่างรวดเร็วตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ส่วนหนึ่งถูกใช้ให้หมดไปเพื่อความจำเป็นของชีวิตมนุษย์ ไม่นับรวมส่วนที่สูญสิ้นไปอีกมหาศาลเพื่อสนองวิถีบริโภคล้วนๆ ขณะที่ทรัพยากรทดแทนนั้นส่วนใหญ่ล้วนต้องอาศัยเวลาทั้งสิ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ควรแล้วหรือ? หากว่าเรากลายเป็นผู้ที่ครอบครองสะสมสิ่งต่างๆอย่างมากมายเกินควร เรามีเหลือกินเหลือใช้ มีทุกสิ่งทุกอย่างมากมายเกินความจำเป็น ในขณะที่ยังมีผู้อื่นอีกมากมายนับไม่ถ้วนกำลังขาดแคลน เรามีมากมายและมากมายเกินพอแล้วสำหรับความจำเป็น แต่ทำไมเรายังรู้สึกว่าไม่เพียงพอ เราต้องการมากขึ้นและมากขึ้นอีก หรือเป็นเพราะเราไม่ได้เหลียวดูคนอื่นๆที่เขายังขาดแคลน หรือเป็นเพราะเราเฝ้ามองเห็นแต่ผู้คนที่เขามี และมีล้นเหลือยิ่งกว่าเรา

ผู้ที่มีมากเหลือล้นนั้น ช่างเขาเถิด ถึงอย่างไรเขาก็มีเพียงพอ แต่กับผู้ที่เขายากไร้ขาดแคลนนี่สิ ต่อมมโนธรรมสำนึก ต่อมคุณธรรมและมนุษยธรรมของเรายังมีอยู่ไหม และยังทำงานดีอยู่หรือไม่ ทำไมเราถึงไม่รู้สึกอะไรหากว่าเรากอบเอาทุกอย่างมากองไว้ที่หน้าตักของเราอย่างมากจนเกินควร ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เราได้ทำลายทำร้ายธรรมชาติ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เราเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยการเก็บกักสิ่งต่างๆไว้อย่างมากมาย ในบางครั้งเราอาจมีคำถามเหล่านี้ แต่กับบางคนก็อาจไม่มีหรือไม่รู้สึก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หรือบางทีอาจเป็นเพราะยุคสมัยก็เป็นได้

สำหรับคนที่มีคำถามเกิดขึ้น เราอาจตอบหรือบอกกับตัวเองได้ว่า ทรัพยากรที่เราหามาได้นี้ เราไม่ได้เก็บไว้เฉพาะสำหรับตัวเราเท่านั้น เราเก็บไว้ให้ลูกเรา หลานเรา และเผื่อไปถึงเหลนเราด้วย เราเก็บไว้ให้พ่อแม่ของเรา ญาติพี่น้องของเรา และเผื่อสำหรับเพื่อนฝูงที่รักของเราด้วย เพราะฉะนั้นเราถึงต้องเก็บกักทุกอย่างเอาไว้ให้มาก ในขณะที่คนอื่นๆ หรือบางคนบางพวก ในหมู่พวกเขาเหล่านั้นไม่มีแม้สิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐาน ทั้งๆที่เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา

ไม่ว่าเราจะมีทรัพยากรอยู่มากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม ในเมื่อยังมีผู้ขาดแคลน และแหล่งทรัพยากรต่างๆในโลกใบนี้ก็กำลังร่อยหรอลงทุกขณะ เราจึงควรใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรู้จักใช้สิ่งอื่นมาแทนจึงจะทำให้ทรัพยากรมีพอใช้สำหรับคนทุกคน

บ้านเมืองใดก็ตาม หากว่าผู้บริหารดูแลเป็นคนโลภ ก็จะทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่หมดไปได้ง่ายและเร็วขึ้น เมื่อทำการใดๆ ก็มุ่งแต่ให้กลุ่มหรือตัวเองได้รับประโยชน์สูงสุดโดยไม่คำนึงถึงว่าจะส่งผลเสียหาย หรือเป็นโทษกับบุคคลอื่นหรือไม่ คนเหล่านี้เมื่อรวมตัวหรือรวมกลุ่มกันแล้วมักทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ส่วนใหญ่แล้วมักเข้าทำนองผลประโยชน์บังตา ที่ทำให้เห็นแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ผลพวงที่ตามมาจึงมักกลายเป็นปัญหาระยะยาวที่ทำให้ต้องตามแก้กันต่อไป ดังเช่นโครงการต่างๆที่เกิดทุจริตขึ้น ก็เพราะปล่อยให้อยู่ในมือบุคคลลักษณะเหล่านี้

คนเรานั้นล้วนมีความอยาก ไม่ว่า "อยากได้" "อยากมี" ด้วยกันทุกคน เพียงแต่เราต้องแยกแยะให้ได้ระหว่าง ความต้องการในสิ่งของจำเป็น กับความอยากที่เกิดจากกิเลสตัณหาที่มักชักนำไปสู่ความปรารถนาที่ไม่รู้จบสิ้น ได้แล้วก็อยากได้อีก มีมากแล้วก็อยากมีมากขึ้นอีก มีแต่ความพอเพียงเท่านั้น ที่จะทำให้รู้จักเพียงพอ มีแต่ความรู้จักพอเท่านั้น ที่จะหยุดความโลภในใจลงได้ และเมื่อนั้นทรัพยากรที่มีอยู่ก็จะไม่ถูกผลาญทำลาย แต่จะถูกใช้อย่างรู้คุณค่า และถึงเวลานั้นจึงจะมีพอเพียงสำหรับทุกคน

"ฝ่ายคู่บารมีผู้ที่ได้เข้ามาตักเตือนแม้จะรู้อยู่เต็มใจว่าใครเป็นต้นเหตุ ก็ยังเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะบอก เพราะเจ้าเมืองจะไม่ยอมเชื่อเป็นอันขาด ด้วยยังโปรดปรานกันมาก ยังเห็นว่าดีด้วยประการทั้งปวง การที่จะไปชี้หน้าคนโปรดของผู้ใดว่าไม่ดี ก็เท่ากับไปชี้หน้าผู้นั้นเองด้วยเหมือนกัน แต่ก็จำเป็นที่จะต้องหาวิธีทำให้เจ้าเมืองได้รู้ได้เห็นขึ้นด้วยตนเอง"

ในการเร่งเร้าสร้างประโยชน์บางอย่าง หรือบางที่บางทาง ด้วยมุ่งหมายว่าเพื่อความสุขความเจริญนั้น หลายครั้งเต็มไปด้วยเรื่องราวของการจัดสรรผลประโยชน์ มิได้มุ่งแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนโดยแท้จริง จริงอยู่ว่าเบื้องหน้าเป็นเรื่องดีช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก แต่เบื้องหลังเป็นแต่เพียงแจกจ่ายปันประโยชน์ให้กับผู้ร่วมวงเท่านั้น มิได้เห็นแก่อื่นใดทั้งสิ้น จึงไม่น่าแปลกว่าไฉนการยื่นมือให้ความช่วยเหลือผู้เดือดร้อนลำบากที่มีอยู่เกลื่อนเมืองนั้น จึงราวกับเป็นงานที่ไม่เคยลดลงและไม่มีวันจบสิ้น

ยังไม่รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหา เมื่อพบเจอกับปัญหาซ้ำซากจนชาชิน ก็ไม่รู้สึกถึงทุกข์ร้อนของผู้อื่นอีกต่อไปด้วยพบเห็นจนชินเสียแล้ว แถมถือโอกาสหาประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อีก ข้างฝ่ายผู้ที่กำลังเผชิญปัญหานั้น กลับรู้สึกตรงข้าม เพราะปัญหาเมื่อเกิดขึ้นคราใด ย่อมรู้สึกเป็นเรื่องสดใหม่ เป็นเรื่องที่อยากแก้ไขให้หมดไป หรือผ่อนผันบรรเทาลงให้มาก

"ความพอเพียง" จะเป็นตัวช่วยที่หยุดยั้งความโลภลงได้ ไม่เช่นนั้นเราก็คงจะมี "ความต้องการ" และ "ความอยาก" ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดทุกข์เกิดโทษกับตัวเราเองแล้ว ยังก่อทุกข์ก่อโทษให้กับบุคคลอื่นด้วย เมื่อทรัพยากรไม่เพียงพอก็ย่อมเกิดปัญหาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ตามมา นำไปสู่แย่งชิงทะเลาะวิวาท ที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย หรือเกิดการสูญเสียอย่างที่ไม่น่าจะเป็น

"นครสามีเมื่อยังคิดไม่เห็นก็ถามปรึกษาคู่บารมีว่า ทำไมถึงได้เกิดผลเช่นนี้ และจะแก้ไขอย่างไร คู่บารมีตอบว่า จะไปหารือพระบรมครูก่อน ถามว่า พระบรมครูคือใคร ตอบว่า คือ องค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถามว่า ท่านคือผู้ใดเล่า ตอบว่า ท่านคือผู้ตรัสรู้พระธรรมด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสั่งสอนคนทั้งปวงให้รู้ตาม ตั้งพระศาสนาขึ้น ที่เรียกว่าพระพุทธศาสนา ถามว่า พระธรรมคืออะไรเล่า ตอบว่าพระธรรมคือสัจจะความจริง หรือของจริงที่เมื่อรู้แล้วพ้นทุกข์ทั้งปวงได้ถามว่าก็ทุกข์เดือดร้อนทั้งปวงของจิตตนครนี้ เมื่อได้รู้พระธรรมแล้วจะพ้นได้หรือไม่ ตอบว่าพ้นได้แน่ ถามว่า ถ้าเช่นนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระธรรมดีแน่ แต่มีพยานหรือไม่ว่าพระองค์ตรัสรู้ธรรมจริง ตอบว่า มีพยานแน่นอน ต่อไปจะเรียกพระองค์ว่า พระพุทธเจ้าเท่านั้นก็ได้ พระบรมครูก็ได้ ถามว่าพยานคือใครเล่า ตอบว่าคือพระสงฆ์ ได้แก่หมู่ชนที่ได้ฟังคำสั่งสอนแล้วได้รู้ตาม ได้พ้นทุกข์ตามพระบรมครูซึ่งมีอยู่จำนวนมาก"

การสร้างสรรค์ความสุขความเจริญ ที่เป็นไปตามความเข้าใจแบบทางโลก ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงอาจไม่ใช่ความสุขเสมอไป เพราะหากไม่มีธรรมกำกับเสียแล้ว ความสุขความเจริญนั้นย่อมไม่ใช่ความสุขแท้จริง ย่อมไม่นำมาซึ่งความสุขความเจริญที่แท้จริง หากแต่นำมาซึ่งความสุขระคนทุกข์ นำมาซึ่งความสุขที่ติดตามด้วยความทุกข์เผาลนจิตใจ ความสุขที่เกิดจากแนวประพฤติปฏิบัติในทางธรรม เช่น ทาน ศีล ภาวนา หรือความไม่ประมาท ความเพียร ความสันโดษ เป็นต้น จึงเป็นความสุขที่แท้ แม้ทำแค่เพียงขั้นต้น ผู้ประพฤติปฏิบัติก็จะได้พบกับความสุขที่เป็นความสงบเย็น อิ่มอกอิ่มใจอย่างแท้จริง

พระพุทธองค์ทรงเป็น บรมครู ของโลก ทรงสอนให้เข้าถึงความสะอาด สว่าง สงบ อันเกิดขึ้นได้ในจิตใจเราเอง ทรงสั่งสอนประชาชนให้เกิดความรู้ความเข้าใจในชีวิต เกิดปัญญาคือแสงสว่างที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ พระธรรมที่ทรงตรัสรู้ มีทั้งที่เป็นเรื่องง่าย ซึ่งรู้เห็นเข้าใจง่าย ทำตามได้ง่าย และเห็นผลง่าย จนถึงที่เป็นความรู้ความเข้าใจลึกซึ้ง ผู้เรียนต้องขวนขวายใส่ใจและพากเพียรปฏิบัติต่อเนื่องจึงเห็นผล พระธรรมที่ทรงแสดงจึงมีทั้งแนวทางที่เหมาะกับปุถุชนผู้ต้องการพัฒนาตนสู่กัลยาณชน เพื่อให้มีชีวิตอย่างร่มเย็นเป็นสุขตามควรแก่อัตภาพ เป็นอุบาสกอุบาสิกาผู้ใฝ่ในหนทางอันดีงามถูกต้อง รวมถึงแนวทางปฏิบัติขัดเกลาตนของภิกษุภิกษุณีสงฆ์ซึ่งท่านมุ่งพัฒนาตนสู่คุณธรรมความดีในขั้นต่างๆ จนถึงดับทุกข์ทั้งปวง

"นครสามีได้ฟังดังนั้น เกิดปีติโสมนัสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กล่าวสรรเสริญคู่บารมีว่า เป็นกัลยาณมิตรผู้ประเสริฐ ผู้ได้แนะนำให้ได้ยินได้ฟังคำว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพียงเท่านี้ก็เริ่มได้รับความสบายใจ จึงถามต่อไปว่า เวลานี้พระองค์ประทับอยู่ที่ไหน จะไปเฝ้าพระองค์ได้หรือไม่ ตอบว่า ในโลกของกายมนุษย์พระองค์ได้เสด็จปรินิพพานแล้ว แต่ในจิตตนครพระองค์ยังประทับอยู่ ถ้าปรารถนาจะได้เฝ้าพระองค์ก็ให้ปฏิบัติจนเห็นธรรม ดังที่ได้ตรัสสั่งไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ฉะนั้น ถ้าไม่เห็นธรรม ก็เท่ากับพระองค์ประทับอยู่ไกลที่สุด ไปเท่าไรก็ไม่ถึง แต่ถ้าเห็นธรรม ก็เท่ากับว่าพระองค์ประทับอยู่ใกล้ที่สุด แต่อันที่จริงถ้าไม่มีเวลาอันเกี่ยวแก่ อดีต อนาคต ปัจจุบัน ไม่มีการไปมาอันเกี่ยวแก่ไกล ใกล้ ไม่มีพื้นที่ ระดับ ขนาด อันเกี่ยวกับกว้าง ยาว ตื้น ลึก หนา บาง เป็นต้น"

แม้ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ไปแล้วเป็นเวลา เกือบ 2,600 ปี ทว่าพระคุณอันอเนกอนันต์ของพระองค์ก็หาได้ล่วงลับดับไปดังพระรูปกายไม่ แต่ได้ฝังแน่นในดวงใจของเหล่าพุทธบริษัทอยู่ การกล่าวถึงพระอนันตพุทธคุณนั้นไม่มีผู้ใดจะสามารถพร่ำพรรณนาให้หมดสิ้นลงได้ ในการน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์ ระลึกถึงความดีอันมีอยู่ในพระองค์ โบราณาจารย์ท่านจึงได้กล่าวไว้โดยรวบรัดเพื่อให้สาธุชนน้อมรำลึกได้ทุกเวลาไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน ก็ตาม ดังมีอยู่ในบทสวดพุทธานุสสติที่กล่าวถึงพระพุทธคุณ 9 ประการด้วยกัน

"อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตถาเทว มนุสสานัง พุทโธ ภควา ติ"

พระพุทธคุณทั้ง 9 ประการนี้ แยกออกได้คือ 1. อรหํ ทรงเป็นพระอรหันต์ 2. สมฺมาสมฺพุทโธ ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ 3. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ คือความรู้และความประพฤติ 4. สุคโต เสด็จไปดีแล้ว 5. โลกวิทู ทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลก ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ทรงรู้สิ่งที่ควรรู้ทั้งหมด 6. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ ทรงเป็นสารถีฝึกผู้ที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า 7. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย หมายถึงทรงเป็นครูผู้สั่งสอนธรรมให้แก่มนุษย์และเทวดาทั้งปวง 8. พุทฺโธ ทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่นและผู้เบิกบานแล้วด้วยธรรม ทรงรู้ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทรงเห็นหนทางออกจากทุกข์ และทรงปฏิบัติจนก้าวล่วงออกจากทุกข์ จึงทรงมีจิตที่ผ่องแผ้วเบิกบานปราศจากทุกข์ทั้งปวง 9. ภควา ทรงเป็นผู้จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์โลก

ไม่ว่ากาลเวลาผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด แต่พระพุทธคุณทั้ง 9 ประการนี้ก็ยังคงอยู่ ด้วยพระพุทธประสงค์แห่งการสงเคราะห์โปรดเวไนยสัตว์ หรือสรรพสัตว์ทั้งปวงให้ล่วงพ้นจากทุกข์ภัยในสังสารวัฏ ทรงเป็นพระบรมครูผู้ประกอบด้วยคุณแห่งความเป็นครูอย่างยอดเยี่ยมกว่าครูทั้งปวง และหากจะกล่าวน้อมบูชาพระพุทธคุณอย่างรวบยอดก็รวมลงอยู่ในพระพุทธคุณ 3 คือ พระมหากรุณาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ (ภควโต) ทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระทัยแห่งมหากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายโดยไม่คำนึงถึงชาติชั้นวรรณะ ทรงบัญญัติศีลขึ้นเพื่อให้คนทั้งหลายงดเว้นจากการเบียดเบียนกัน ทรงโปรดให้แผ่เมตตาจิตต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อให้ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข อันเป็นเป้าหมายของการดำรงชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลาย พระวิสุทธิคุณ (อรหโต) หรือพระบริสุทธิคุณ พระพุทธองค์ทรงมีพระทัยบริสุทธิ์ หมดจดจากอาสวะกิเลสและสิ่งเศร้าหมองทั้งหลาย ท่ามกลางอารมณ์ที่ผันแปรไม่ว่าดีหรือร้ายจากภายนอก ทรงมีน้ำพระทัยอันแช่มชื่นสะอาดบริสุทธิ์และมั่นคงอยู่เช่นนั้น ไม่มีความขุ่นมัวเศร้าหมองภายในพระทัย ทรงดำรงน้ำพระทัยที่บริสุทธิ์อยู่อย่างคงที่ไม่แปรผัน พระปัญญาธิคุณ (สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส) คือทรงมีพระปัญญารอบรู้ถึงความจริงแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทรงทราบชัดถึงความเป็นจริงเหล่านั้นว่าเป็นอย่างไร และนำความจริงเหล่านั้นมาเปิดเผยชี้แจงแสดงแก่โลก ให้เหมาะสมกับอัธยาศัยของบุคคลแต่ละหมู่เหล่า

พระพุทธคุณทั้ง 3 ประการนี้ก็ได้ถูกรวบยอดไว้อย่างกะทัดรัด อยู่ในบทมหานมัสการ อันเป็นบทนอบน้อมที่สำคัญยิ่ง ชาวพุทธนิยมสวดเป็นเบื้องต้นก่อนที่จะสวดมนต์บทอื่นๆ และนิยมเขียนขึ้นต้นไว้เป็นบทแรกของคัมภีร์ ดังคำกล่าวนมัสการว่า "นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส" ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เมื่อรวบรวมเป็นหมวดหมู่แล้วนับได้ถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่ก็ยังเป็นเพียงธรรมะกำมือเดียว หากเทียบกับผืนป่าแห่งการตรัสรู้ นำไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวคือการดับทุกข์ สิ่งที่ทรงนำมาสั่งสอนเป็นความจริงแท้อย่างนั้นทุกยุคทุกสมัย เป็นสิ่งที่ให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติโดยไม่ขึ้นกับกาลเวลา คือให้ผลทุกเมื่อทุกโอกาส ให้ผลตามลำดับแห่งการปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติได้ถึงระดับไหนก็ให้ผลในระดับนั้น ความจริงความเที่ยงแท้แห่งพระธรรมนี้ไม่มีกำหนดอายุกาล เป็นความจริงที่เที่ยงแท้อยู่ตลอดทุกกาลสมัย ด้วยเหตุนี้ พระธรรมจึงได้ชื่อว่า อกาลิโก หมายถึงไม่ขึ้นกับกาลเวลา

ในการบูชาคุณของพระพุทธองค์นั้นมีการบูชาคู่กัน 2 แบบ คือ อามิสบูชา และปฏิบัติบูชา อามิสบูชา ได้แก่การนำวัตถุสิ่งของไปสักการะบูชาบุคคลหรือสิ่งที่ควรบูชา เช่น บูชาด้วยดอกไม้ ธูป เทียน และเครื่องหอมต่างๆ ให้ข้าว ให้น้ำ ให้เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เป็นต้น ผู้มีกุศลจิตอันเกิดจากศรัทธาย่อมบูชาพระพุทธองค์ด้วยด้วยอามิสบูชา ผู้ที่เข้าใจซาบซึ้งในพระธรรมคำสอนย่อมไม่ละเลยบูชาคุณพระพุทธองค์ทั้งอามิสบูชาและปฏิบัติบูชา การปฏิบัติบูชาก็คือการนำคำสั่งสอนของพระองค์มาประพฤติปฏิบัติสร้างคุณงามความดีให้เกิดมีขึ้นในตน ตลอดจนแนะนำแก่ผู้อื่น

ในทางธรรมนั้นสิ่งต่างๆทั้งหมดรวมลงที่ใจแห่งเดียว ถ้าไม่มีใจแล้ว โลกทั้งหมดก็ไม่มี เราฟังที่ใจ เห็นที่ใจ รู้ที่ใจ สิ่งทั้งปวงทั้งหมดเกิดอยู่ในใจ สุขและทุกข์ก็เกิดในใจทั้งสิ้น ความมีอยู่พระพุทธองค์และพระธรรมคำสอนของพระองค์นั้นไม่ขึ้นกับกาล ระยะ ระดับ ขนาด ดังนั้น ผู้ศรัทธาเลื่อมใสผู้ประพฤติปฏิบัติย่อมเข้าถึงและรู้เห็นได้ภายในใจตนนั่นเอง

พระพุทธองค์บำเพ็ญบารมีมาเป็นพระพุทธเจ้าก็เพื่อให้สัตว์โลกได้เข้าใจธรรม เข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมที่ปรากฏตามเป็นจริง นำไปสู่การดับกิเลสดับทุกข์ การปฏิบัติบูชาด้วยการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนจึงนับเป็นการบูชาอย่างใกล้ชิดและสูงสุด อันเป็นพุทธประสงค์ของพระองค์ ดังคำตรัสที่ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา"

"บรรดาพุทธศาสนิกผู้มาบริหารจิตนั้น ที่จริงก็คือผู้พยายามจะแลให้เห็นพระพุทธเจ้านั่นเอง บริหารจิตได้เพียงใด ก็จะสามารถเห็นพระพุทธเจ้าได้เพียงนั้น คือสำหรับผู้บริหารจิตได้ดีมาก ก็เหมือนเห็นพระพุทธเจ้าใกล้มาก ชัดมาก ผู้บริหารจิตได้ดีน้อย ก็เหมือนเห็นพระพุทธเจ้าไกลมาก ไม่ชัดเลย เพราะการบริหารจิตคือการทำจิตของตนให้สูงขึ้น ดีขึ้น พ้นจากกิเลสยิ่งขึ้น ซึ่งจิตของผู้ใดเป็นไปเช่นไร ผู้นั้นย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง เมื่อผู้ใดเห็นความใสสว่างในจิตตนเพียงใด ก็จะพอเข้าใจถึงความใสสว่างแห่งพระหฤทัยของพระพุทธเจ้าเพียงนั้น นี่แหละที่เรียกว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า"


(ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ มหานมัสการ เรียบเรียงโดย มหาวัดแจ้ง ภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า