ย้อนยุคอภัยภูเบศร จากปราจีนสู่พระตะบอง

สายตรงรายงาน

4. "วัดสำโรงคนง" วัดประจำตระกูลอภัยวงศ์

เมื่อคืน...อากาศชายแดน ระหว่างไทย-เขมร...เย็นทีเดียว ผิดกับตอนกลางวัน...ร้อนมากๆ เราเก็บของออกจากโรงแรม เตรียมพร้อมสำหรับการข้ามแดน เพื่อมุ่งสู่จังหวัดพระตะบอง และเมื่อก้าวเดินในแผ่นดินกัมพูชา ก็เริ่มโปรแกรมในโครงการที่ว่า "ไม่มีวันนั้น ไม่มีวันนี้" กับทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ ก็เพื่อร่วมศึกษาด้านศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม ในยุคอภัยภูเบศร ณ จังหวัดพระตะบอง ราชอาณาจักรกัมพูชา

โดยที่มี คิมเส็ง...TAN KIMSENG มัคคุเทศก์ฟรีแลนด์ในวัยเกษียณ จะมาคอยอธิบายเป็นภาษาไทยให้กับคณะเราได้เข้าใจกันอย่างแจ่มแจ้ง

"ผมพูดได้สองภาษาครับ คือ ภาษากัมพูชา กับภาษาเขมร" (หัวเราะ) เมื่อแกหัวเราะ เราก็หัวเราะตามแก จริงๆแล้วคิมเส็งกำลังจะอธิบายถึงคำว่า เขมร กับ กัมพูชา ว่าเมื่อได้มาถึงกัมพูชาแล้ว ทุกคนเรียกเขมรกันได้เลย แต่เมื่ออยู่ทางฝั่งเมืองไทย ต้องใช้คำว่ากัมพูชา อย่างทหารกัมพูชา ประเทศกัมพูชา หรือประชากรกัมพูชา แล้วตอนนี้ก็จะไปพระตะบอง จึงเรียกกันว่าเขมรได้เลย นั่นเรียกอย่างกันเองๆ หรือเรียกอย่างทางการก็กัมพูชา

จากนั้นคิมเส็งก็อธิบายความหมายพระตะบองว่า เมื่อเป็นภาษาเขมร ออกเสียงว่า บัตดอมบอง แปลว่า กระบองหาย และเป็นชื่อของเมือง

โดยมีนิทานพื้นบ้านเล่ากันมาว่า ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จสินธพอมรินทร์ ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ มีโหรได้ทำนายไว้ว่า เชื้อสายของราชวงศ์เก่าจะมาครองราชสมบัติ สืบต่อจากพระองค์ พระบาทสมเด็จสินธพอมรินทร์จึงให้ทหารไปฆ่าเชื้อสายราชวงศ์เก่าให้หมด แต่ก็มีเพียงกุมารองค์เดียว ที่ทาง ตากุเห แอบเอาไปชุบเลี้ยงไว้ กุมารจึงรอดชีวิต วันหนึ่ง ตากุเห พากุมารไปต้อนโคด้วย แล้วทำกระบองหายไปในลำห้วย จะค้นหาเท่าใดก็มิอาจพบเจอ สถานที่ที่กระบองได้หายไปนั้น จึงเรียกกันว่า บัตดอมบอง นั่นเอง ต่อมากุมารที่ตากุเหชุบเลี้ยง ก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติ ณ พระนครหลวง มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระกมรแดงอัญ

อีกเรื่องที่เล่าขานแตกต่างกันไป ก็คือ "เรื่องเพรง" ซึ่งเป็นตำนานโบราณของเขมร ว่ามีชายผู้ใช้ไม้งิ้วคนหม้อข้าว จนข้าวมีสีดำ แล้วก็กินข้าวจนหมดเกลี้ยงหม้อด้วยความหิว จนกลายเป็นคนทรงพลัง สามารถตัดไม้พะยูงมาเป็นอาวุธ พร้อมรวบรวมผู้คนตีเมืองพระนคร จนกระทั่งได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ โดยที่มีพระนามใหม่ว่า "ตาดอมบองกระยูง"

คิมเส็งท่าทางดีใจ ที่เห็นเราสนใจ แล้วเล่าต่อ

ซึ่งการเล่าต่อครั้งหลังนี้ ออกรสออกชาติเชียว

ว่าเวลาต่อมา ตาดอมบองกระยูง หรือชายผู้ทรงพลัง สู้รบกับผู้มาแย่งชิงราชสมบัติ เขาได้เขวี้ยงตะบองหายไปในระหว่างสู้รบ ครั้งเมื่อเขาได้สละราชสมบัติแล้ว จึงไปครองเมืองในสถานที่ที่ตะบองหายไป นั่นก็คือ บัตดองบอง หรือ พระตะบอง

พูดคุยที่มาที่ไปเมืองพระตะบอง แต่พอเหลือบไปทางซ้ายมือ ก็ได้แลเห็น อนุสาวรีย์พญาตะบองขยุง (Kranhoung Stick King) เข้าอย่างจัง

แล้วเราก็งงตามกัน เมื่อรถไม่จอดให้เราลง

ได้ถึงที่ตะบองขยุง กลับเพียงแค่มองในรถ

คนในรถหลายคน แอบค้อนคิมเส็งกันใหญ่

อนุสาวรีย์พญาตะบองขยุง มีรูปปั้นพญาตะบองขยุง ถือกระบองอันมโหฬาร อยู่บริเวณวงเวียน กลางเมืองพระตะบอง ปัจจุบันอนุสาวรีย์แห่งนี้ กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองพระตะบอง และเป็นที่มาของชื่อเมืองพระตะบองในปัจจุบันด้วย

พระตะบอง จังหวัดหนึ่งของกัมพูชา อยู่ทางภาคตะวันตกของประเทศ ซึ่งมีเขตแดนติดต่อจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดจันทบุรี ประเทศไทยเรา โดยมีเนื้อที่ประมาณ 11,702 ตารางกิโลเมตร และยังเป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ

นั่งฟังเรื่องราวในรถ พอมาเหลือบดูนาฬิกา บอกเวลา 11.00 น. เราก็ได้มาถึงวัดที่พ่อและแม่ ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) มาสร้างเอาไว้ "ในช่วงสงครามเขมรแดง ที่นี่ได้ใช้เป็นคลังเก็บอาวุธ ครั้งมีการทิ้งระเบิด เจ็ดวันเจ็ดคืน ก็มี 3 สิ่งที่เหลืออยู่ คือ หลวงพ่อโต เจดีย์ด้านตะวันออก ที่บรรจุอัฐิของท่านเยีย และคุณหญิงทับทิม" คิมเส็งเกริ่นให้พวกเราทราบ หลังจากลงมาจากรถกัน แล้วต่อจากนั้นพวกเราก็ตระเวนชื่นชมตามอัธยาศัย

วัดสังแก เป็นวัดที่ใหญ่กว่าวัดอื่นๆ สร้างโดยคุณหญิงทับทิม ผู้เป็นมารดาของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) โดยมีเจดีย์ด้านหน้าพระอุโบสถอยู่ 2 องค์ เจดีย์องค์ทางด้านซ้ายมือ ได้บรรจุอัฐิของพระยาอภัยภูเบศร (เยีย) ผู้เป็นบิดาของท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ส่วนเจดีย์อยู่ทางขวาบรรจุอัฐิของคุณหญิงทับทิม ผู้เป็นมารดาของท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ซึ่งเรารับทราบจากคำบอกเล่าของพี่ต้อม ที่กำลังนำดอกไม้ไปกราบไหว้

ผมเลยพลอยได้ยกมือกราบไหว้ตามไปด้วย

พร้อมเหลียวมองไปรอบๆด้วยความศรัทธา

นอกจากเจดีย์ทั้งสององค์ที่ลอดพ้นจากแรงระเบิด อีกอย่างที่ยังคงอยู่ก็คือ หลวงพ่อโต พระประธานในโบสถ์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพระตะบอง เนื่องจากในสมัยเขมรแดง ได้ใช้พระอุโบสถหลังนี้ เป็นคลังอาวุธของเขมรแดง ต่อมาฝ่ายตรงข้ามกับเขมรแดง เข้ายิงถล่มเกิดระเบิดอยู่หลายวันหลายคืน สิ่งก่อสร้างอยู่โดยรอบได้ราพณาสูร

แม้จะอยู่ครู่เดียว ก็รับรู้ถึงบารมีของหลวงพ่อ

ด้วยหลังกราบนมัสการ ก็ถูกเรียกให้ไปขึ้นรถ

ไกด์ของเราวางแผนการเดินทางอย่างดี โดยมุ่งไปจุดหมายที่อยู่ไกลก่อน แล้วค่อยย้อนมาใกล้ที่กิน ที่พัก ซึ่งก่อนที่จะรับประทานอาหารกลางวัน ยังได้พาตะลอนท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่ง ได้แก่ วัดสำโรงคนง หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดสำโรงใน

พี่ต้อมเล่าเป็นเบื้องต้นตั้งแต่ยังอยู่ในรถว่า "...วัดสำโรงคนง เป็นวัดตระกูลของเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ ตรงเจดีย์ใหญ่มีบรรจุโกศ 11 โกศ พร้อมกับมีเจดีย์รายรอบอีก 7 เจดีย์ ภายในวัดมีต้นสำโรงนอก โดยมีพระภิกษุมาสร้างวัดแห่งนี้ เมื่อ 300 กว่าปี แล้วถือเป็นวัดประจำตระกูลอภัยภูเบศร นับตั้งแต่ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน)

...วัดแห่งนี้เป็นวัดหนึ่งที่เก่าแก่ของจังหวัดพระตะบอง สมัยก่อนภายในอุโบสถ ใช้เป็นที่คุมขังผู้หญิง และใกล้ๆกันได้มีเป็นทุ่งสังหาร ส่วนบริเวณวัดมีกำแพงแก้วเตี้ยๆ มีลายปูนปั้นเก่าแก่ที่สวยงาม อย่างพระแม่ธรณีบีบมวยผม ซึ่งถ้ามาที่จังหวัดพระตะบอง จะแลได้เห็นพระแม่ธรณีบีบมวยผมที่มีการสร้างอยู่ในหลายจุดทีเดียว จนกระทั่งได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า 'นายควง อภัยวงศ์' คนจังหวัดพระตะบอง หรือได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของประเทศไทย ได้นำสัญลักษณ์พระแม่ธรณีบีบมวยผม เป็นตราประจำพรรคประชาธิปัตย์"

แล้วเมื่อเดินลงมาจากรถ ก็มีการอธิบายให้ฟังอีกครั้ง ซึ่งวัดสำโรงคนงนั้น สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนปลาย ประมาณ พ.ศ 2250 โดยพระธุดงค์ชัย แล้วยังเคยมีอุโบสถ ที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) เป็นคนสร้างขึ้น ต่อมาโบสถ์เป็นไม้หลังนั้น ได้ถูกรื้อออกไป อุโบสถที่เราเห็นกันอยู่นี้ สร้างโดย เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ที่เคยเป็นสถานที่ฉลองปีใหม่ คือวันสงกรานต์ เดือนเมษายน หรืองานบุญอื่นๆ ซึ่งคึกคักที่สุดของเมืองพระตะบอง

ผมปลีกตัวออกมาตามลำพัง แล้วเริ่มชื่นชมไปตามคำบอกเล่า ซึ่งที่กำแพงรายรอบอุโบสถ เห็นมีซุ้มที่ก่อด้วยปูน ช่างสวยงามจริงๆด้วย ที่ซุ้มคงสำหรับไว้ขี้ไต้ เพื่อจุดให้ความสว่างไสวไปทั่วในช่วงที่มีงานเฉลิมฉลอง หรือจัดกิจกรรมที่สำคัญๆ แล้วพอหันหน้าไปชื่นชมที่ตัวของพระอุโบสถ เห็นตรงหน้าจั่ว เป็นมุขประเจิด รับด้วยเสา 2 เสา ที่ตั้งอยู่บนชายคา 2 ชั้น อีกทั้งมีลวดลายปูนปั้น ประดับตามขอบหน้าต่างที่อยู่ด้านนอกรอบอุโบสถ

จากนั้นเดินไปด้านหน้าอุโบสถ จึงเห็นมีเจดีย์ทรงเครื่องแบบไทยที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายและขวา โดยเจดีย์มีขนาดกลาง ตามองค์เรือนธาตุ ได้ประดับซุ้มทิศ และย่อมุมละเอียด (ย่อมุมไม้ยี่สิบสี่) รูปทรง สัดส่วน และลีลาของเจดีย์ เหมือนสถาปัตยกรรมไทย สมัยอยุธยาตอนปลาย แล้วมาเข้าในพระอุโบสถอีกครั้ง เพื่อถ่ายรูปเสาไม้ลงรักปิดทอง

เรามาปิดท้ายที่วัดสำโรงคนง ด้วยการเดินไปดูทุ่งสังหาร จากการเชิญชวนของคิมเส็ง ซึ่งมีหลายคนให้ความสนใจ อีกหลายคนก็ไม่เดินตามไป

คนที่ไม่เดินตามไป ก็มีผมรวมอยู่ในนั้นด้วย

ก็กะว่าจะรอฟังเรื่องราวจากผองเพื่อนดีกว่า

สรุปแล้วก็ไม่พ้นการเข่นฆ่าด้วยวิธีการต่างๆ

อดีตมีความเจ็บปวด ยังส่งผลมาถึงปัจจุบัน

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า