งวดนี้เลขที่ออก???

เศรษฐกิจประจำบ้าน

ผ่านไปแล้วกับการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลราคาใบละ 80 บาท โดยเริ่มตั้งแต่งวดวันที่ 16 มิถุนายน 2558 เป็นต้นมา หลายคนอาจจะยังเคลือบแคลงสงสัยอยู่ในหลายประเด็นเกี่ยวกับการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลของไทย ฉบับนี้จึงขอนำเสนอข้อมูลหลายๆด้าน เพื่อคลายข้อข้องใจในสิ่งที่อาจจะสงสัยกันอยู่ได้บ้าง

ประวัติความเป็นมาของสลากกินแบ่งรัฐบาลของไทย เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีฝรั่งชาวอังกฤษชื่อ "ครูอาลบาสเตอร์" เป็นผู้นำลักษณะการออกรางวัลสลากแบบยุโรปมาเผยแพร่เป็นคนแรก เรียกว่า "ลอตเตอรี่" โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมทหารมหาดเล็กออกลอตเตอรี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2417 เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเหลือพ่อค้าต่างชาติที่นำสินค้ามาร่วมแสดงในการจัดพิพิธภัณฑ์ที่ตึกคองคาเดียในพระบรมมหาราชวัง และในรัชกาลต่อมาก็ยังคงมีการออกลอตเตอรี่เรื่อยมา ซึ่งแล้วแต่วัตถุประสงค์ของการออกสลากที่แตกต่างกัน จนในปี 2482 ซึ่งถือเป็นยุคที่สลากกินแบ่งรัฐบาลเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง โดยคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มีมติให้โอนกิจการสลากกินแบ่งรัฐบาล และสลากบำรุงเทศบาล มาสังกัดกระทรวงการคลัง และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้น โดยมีพระยาพรหมทัตศรีพิลาส เป็นประธานกรรมการ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2482 ในวันดังกล่าวจึงถือเป็นวันสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจนปัจจุบัน และการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ได้พัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งพ.ศ.2517 ได้มีการออกพระราชบัญญัติสำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้น กำหนดให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นนิติบุคคล และเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง (ข้อมูลจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล : www.glo.or.th)

วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตาม พ.ร.บ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 นี้ เพื่อการหารายได้จากการจำหน่ายสลากเข้างบประมาณแผ่นดิน เพื่อรัฐจะได้นำเอาไปใช้ในกิจการด้านสังคม ศาสนา การศึกษา การรักษาพยาบาล การกีฬา รวมถึงศิลปะและวัฒนธรรมและอื่นๆ ตามนโยบายของรัฐ ซึ่งมีการกำหนดส่วนแบ่งรายได้และค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 หมวดคือ ร้อยละ 60 ใช้จัดสรรเป็นเงินรางวัล ร้อยละ 28 สมทบเป็นเงินรายได้แผ่นดิน ซึ่งเงินรายได้แผ่นดินนี้จะประกอบด้วย เงินร้อยละ 28 ของค่าจำหน่ายสลาก ดอกผลของเงินร้อยละ 28 ของค่าจำหน่ายสลาก เงินรางวัลค้างจ่ายครบกำหนดอายุความ 2 ปี และสุดท้ายคือดอกผลของเงินรางวัลค้างจ่ายร้อยละ 50 และรายได้อื่นตามที่รัฐบาลกำหนด ร้อยละ 12 เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการของสำนักงาน

ที่ผ่านมาปัญหาของการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีมาอย่างยาวนาน คือ ราคาสลากที่สูงเกินไป ซึ่งมีสาเหตุมาจาก วิธีการจัดสรรสลากแบบโควตา สำนักงานสลากฯ ได้จำหน่ายสลากให้นิติบุคคลคู่สัญญาในราคาฉบับละ 72.80 บาท หรือได้ส่วนลด 9% ของราคาหน้าสลาก 80 บาท ขณะที่บุคคลธรรมดาจะได้รับไปในต้นทุน 74.40 บาท หรือได้ส่วนลด 7% ทำให้เกิดการผูกขาดโดยพ่อค้าคนกลาง และสลากจำนวนหนึ่งที่ขายไม่หมด ทำให้ต้องขายสลากราคาแพงขึ้นประมาณร้อยละ 20 จากราคาจริง 80 บาท ปัญหาที่ผู้ค้ารายย่อยขาย 80 บาทไม่ได้ เนื่องจากต้องซื้อต่อมาจากยี่ปั๊วหรือพ่อค้าคนกลางในราคาแพง และผู้ค้าเองก็ไม่มีทางเลือก สรุปวงจรคร่าวๆ ได้ดังนี้

​(ข้อมูลจาก www.manager.co.th 19 มิ.ย.57)

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ได้รับจัดสรรโควตา (ได้รับราคาต้นทุน 74.40 บาทต่อใบ) ยี่ปั๊วรายใหญ่ (รับซื้อ 90 บาทต่อใบ ขาย 92-95 บาทต่อใบ) ซาปั๊ว หรือพ่อค้ารายย่อยตามแผง (รับซื้อ 92-95 บาทต่อใบ ขาย 95-100 บาทต่อใบ) คนหาบเร่ (รับซื้อ 95-100 บาทต่อใบ ขาย 100-120 บาทต่อใบ)

หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือนโยบายปราบการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา รัฐบาลมีนโยบายว่าการจัดสรรโควตาใหม่ควรจะแบ่งให้แก่ผู้ค้าทั้งในกรุงเทพฯ และทุกจังหวัดในราคาต้นทุนจากกองสลากในราคาที่ต่ำกว่าปัจจุบัน และด้วยเหตุที่พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งแต่ปี 2517 ไม่เคยมีการปรับปรุงแก้ไข จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขก่อน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกาในการเร่งแก้ไข พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้นมาใหม่ และต้องใช้เวลา ดังนั้น นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงต้องออกแนวทางแก้ไขเร่งด่วนก่อน จึงต้องนำ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาใช้ ซึ่งมาตรา 44 นี้เป็นมาตราที่ได้รับการกล่าวถึงกันมากในปัจจุบัน ในที่นี้ขอนำมาให้ผู้อ่านได้ทราบว่ามาตรา 44 นี้มีข้อความว่าอย่างไรบ้าง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า

"ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของ ชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แต่งตั้ง พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ นั่งประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลคนใหม่ พร้อมตั้งกรรมการอีก 3 คน แก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลขายแพง ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ มีมติเห็นชอบปรับโครงสร้างราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยปรับลดสัดส่วนเงินส่งเข้ารัฐ จากร้อยละ 28 เหลือร้อยละ 20 ทำให้รัฐรายได้ลดลง 1,500 ล้านบาทต่อปีโดยนำส่วนต่างไปเพิ่มให้ผู้ค้า เพื่อให้สลากขายปลีกอยู่ที่ฉบับละ 80 บาท พร้อมยกเลิกรางวัลแจ็คพอต เพื่อลดปัญหาการรวมเล่ม และนำรางวัลไปเพิ่มกับรางวัลที่ 1 ให้ได้ฉบับละ 6 ล้านบาท จากเดิมที่ 4 ล้านบาท จัดสรรเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากจาก ร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 3 สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายสำนักงานสลากฯ จัดสรรรายได้ ร้อยละ 3 เป็นรายได้ "กองทุนสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อการพัฒนาสังคม" วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนนี้เพื่อรับผิดชอบต่อสังคม ในการศึกษาวิจัยผลกระทบที่เกิดจากการพนัน สามารถให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ และให้ความรู้กับเยาวชนในเรื่องโทษของการพนัน และสุดท้ายจัดสรรรายได้ ร้อยละ 14 เป็นส่วนลดให้กับตัวแทนจำหน่ายสลาก ส่วนการจัดสรรรายได้จากการจำหน่ายสลากร้อยละ 60 เป็นเงินรางวัลยังคงเดิม ซึ่งจากการปรับโครงสร้างการจัดสรรเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากดังกล่าวนี้ จะทำให้ตัวแทนจำหน่ายสลากรายย่อยมีต้นทุนสลากลดลง จากเดิมคู่ละ 74.40 บาท ลดลงเหลือ 70.40 บาทต่อคู่ และทำให้ตัวแทนจำหน่ายสลากรายย่อยมีกำไรเพิ่มขึ้น จากเดิมกำไรคู่ละ 5.60 บาท เพิ่มขึ้นเป็นคู่ละ 9.60 บาท ส่วนตัวแทนจำหน่ายประเภทมูลนิธิ-สมาคมนิติบุคคล ต้นทุนเดิมคู่ละ 72.80 บาท ปรับลดเหลือ 68.80 บาทต่อคู่ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายกลุ่มนี้มีกำไรเพิ่มขึ้นมาอีกจาก 7.20 บาท เป็น 11.20 บาทต่อคู่

แล้วคำถามที่ว่า ทำไมถึงสามารถเริ่มบังคับใช้ให้ผู้ค้าขายสลากกินแบ่งในราคา 80 บาทต่อใบโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2558 ได้นั้น เป็นเพราะว่า สัญญาจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ตัวแทนจำหน่ายทำกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น สิ้นสุดลงในงวดวันที่ 1 มิถุนายน 2558 ทำให้ระบบการจัดสรรโควตาที่มีอยู่เดิม สิ้นสุดลงด้วย ดังนั้น คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล มีมติให้จัดสรรและจัดทำสัญญาจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล กับตัวแทนจำหน่ายรายย่อยทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งผู้พิการและตัวแทนนิติบุคคลประเภท มูลนิธิ สมาคมผู้พิการและเกี่ยวข้องกับผู้พิการขึ้นใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่งวดวันที่ 16 มิถุนายน 2558 ถึงงวดวันที่ 1 ธันวาคม 2558 โดยมีหลักเกณฑ์ให้ตัวแทนจำหน่ายรายย่อยทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เป็นผู้ขายให้กับผู้ซื้อสลากโดยตรงเท่านั้น ห้ามขายส่งให้กับผู้ที่จะนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง และห้ามขายเกินราคาที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกำหนด

แต่ละงวดสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะจัดพิมพ์และจำหน่ายสลากงวดละไม่ต่ำกว่า 50 ชุด โดยชุดที่ 01-50 เป็นสลากธรรมดา ชุดที่ 51-100 เป็นสลากการกุศล ตัวเลขเหมือนกันทุกชุด ชุดละ 1,000,000 ฉบับ ซึ่งจะขายเป็นคู่ นั่นคือหนึ่งใบจะมีหมายเลขเดียวกันสองชุด ทำให้มีสิทธิ์ได้รับรางวัลเป็นสองเท่าจากที่กำหนดไว้ รางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่งรัฐบาลจะอยู่ที่ 2,000,000 บาท ส่วนสลากการกุศล เงินรางวัลที่ 1 เท่ากับ3,000,000 บาท ถ้าถูกรางวัลใดๆก็ตาม ถ้าขึ้นเงินรางวัลที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงานจะหักเงินรางวัล คือ สลากกินแบ่งรัฐบาลจะถูกหักร้อยละ 50 สตางค์ ส่วนสลากการกุศลหักร้อยละ 1 บาท ซึ่งรางวัลต่างๆ จะแบ่งออกเป็น

  • รางวัล มูลค่า (บาท) ครั้งที่ออก โอกาสถูก ต่อ 1 ชุด อัตรา
  • รางวัลที่ 1 2,000,000 1 1 0.0001%
  • รางวัลที่ 1 พิเศษ กลุ่มที่ 1 (ชุดที่ 01-50) จำนวนชุดที่จำหน่ายของกลุ่ม * 1,000,000 ในงวดนั้น1 1 0.0001%
  • รางวัลที่ 1 พิเศษ กลุ่มที่ 2 (ชุดที่ 51-100)
  • รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 50,000 2 2 0.0002%
  • รางวัลที่ 2 100,000 5 5 0.0005%
  • รางวัลที่ 3 40,000 10 10 0.001%
  • รางวัลที่ 4 20,000 50 50 0.005%
  • รางวัลที่ 5 10,000 100 100 0.01%
  • รางวัลเลขท้าย 3 ตัว 2,000 4 4,000 0.4%
  • รางวัลเลขท้าย 2 ตัว 1,000 1 10,000 1%

ที่มา : ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย


เห็นข้อมูลแบบนี้แล้ว จะลองทบทวนความคิดกันใหม่ก็ไม่ว่ากัน เพราะเปอร์เซ็นต์ที่แต่ละงวดที่บางคนตั้งความหวังหรือใครที่ฝันว่าวันหนึ่ง อาจจะถูกรางวัลที่ 1 บ้าง ก็คงจะต้องเป็นคนที่โชคดีมากๆเลยทีเดียว หรือลองคำนวณดูคร่าวๆ ก็ได้ ในเดือนเดือนหนึ่ง ซื้อลอตเตอรี่ต่องวดกี่ใบ เช่น ซื้องวดละ 2 ใบ 160 บาท เดือนหนึ่งมี 2 งวด จ่ายค่าลอตเตอรี่ต่อเดือนไปแล้วเดือนละ 320 บาท ปีหนึ่งมี 12 เดือน ทั้งหมดเป็นเงิน 3,840 บาทต่อปี ในปีหนึ่งเคยถูกลอตเตอรี่บ้างหรือไม่ ถ้าไม่เคยถูกเลย 3,840 บาท ก็หายไปโดยปริยาย แต่ถ้ามีโชคอาจจะถูกเลขท้าย 2 ตัว สักหนึ่งครั้งตามอัตรา 1% นี้ ก็ยังได้ไม่คุ้มเสียอยู่ดี ความเป็นจริงที่ดีที่สุด จึงควรไตร่ตรองดูให้ดี ถ้าไม่มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้มาก อย่าไปสิ้นเปลืองกับการเสี่ยงโชคเลย ขยันขันแข็งทำมาหากินเป็นช่องทางที่ทำเงินได้แน่นอนกว่า