พระราชกิจบำบัดทุกข์

ศรีพัชรินทรานุสรณ์

แม้จะมีนักวิชาการหลายสำนักสะท้อนความเห็นว่า การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ หรือ สมเด็จรีเยนต์ นับเป็นวิเทโศบายอันชาญฉลาด ในการรักษาพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยให้มีผู้ที่ไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดทำหน้าที่ดูแลความสงบสุขของบ้านเมือง ในขณะที่พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต่างแดนนานถึง 9 เดือน เพราะพระราชอำนาจนั้นมิได้ถูกถ่ายโอนไปให้แก่สมเด็จรีเยนต์โดยสิ้นเชิง เนื่องจากมีข้อกำหนดเป็นเงื่อนไขในการว่าราชการวางไว้หลายประการเป็นกรอบอยู่ อาทิ พระราชวินิจฉัยใดๆจะต้องไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับบัญชาหรือขัดแย้งต่อพระราชบัญญัติพระบรมราโชวาทอื่นๆที่พระมหากษัตริย์วางไว้ การสนองพระราชเสาวนีย์จะต้องมีลายชื่อของที่ปรึกษาและเสนาบดีรวม 2 ชื่อ ต้องจัดทำและส่งรายงานทุกเรื่องถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปยังยุโรปโดยตลอด

แม้กระนั้นก็ต้องยอมรับว่า สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีอย่างยากที่สตรีในราชสำนักจะทำได้โดยง่าย ทรงปฏิบัติบทบาทหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ทั้งการปกครอง การรักษาราชอาณาจักรให้อยู่เย็นเป็นสุข ราษฎรได้รับการบำบัดทุกข์ด้วยการรับฎีกา และทำให้บ้านเมืองปราศจากภัย ได้แก่ ภัยจากกาฬโรค ภัยจากการก่อความไม่สงบของกลุ่มอิทธิพลอั้งยี่ ประชาชนได้รับการดูแลด้านการคมนาคมและสาธารณูปโภค บ้านเมืองได้รับการดูแลความสะอาดปราศจากขยะมูลฝอย ตลอดจนการดูแลความเจ็บป่วยแก่ราษฎร แม้แต่คนต่างชาติในสยาม สมเด็จรีเยนต์ทรงงานอย่างหนักเพื่อให้บทบาทของพระองค์ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ทรงตรากตรำพระวรกายในการทำงานอย่างหนัก โดยทรงใช้เวลากลางคืนปฏิบัติพระราชกิจ และไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกเลยจนตลอดพระชนม์ชีพ ส่งผลให้พระพลานามัยอ่อนแอลง

ทรงได้รับการยกย่องจากพระบรมวงศานุวงศ์ในการหน้าที่ว่า "สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงสำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ ทรงปกครองพระราชอาณาจักรร่มเย็นเป็นศุขสำราญด้วยอำนาจทางปรีชาญาณและพระวิริยภาพ พระองค์ทรงโอบอ้อมอารีต่อพระบรมวงศานุวงศ์และบรรดาข้าทูลละอองธุลีพระบาทให้บังเกิดความนิยมยินดีต่อพระกรุณาธิคุณทั่วไป การที่สมเด็จพระนางเจ้าได้สำเร็จราชการแผ่นดิน แลมีผลเป็นสวัสดิภาพเช่นนี้ก็ยังไม่เคยมีมาในพระราชพงศาวดารแต่กาลปางก่อน ควรนับว่าเป็นการแปลกประหลาดอีกอย่างหนึ่ง..."

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ พระราชโอรสมีพระดำรัสว่า "ทูลกระหม่อมเสด็จกลับมาจากเมืองนอก เพราะพากันคิดถึงทูลกระหม่อมอยู่เสมอ ทางนี้เสด็จแม่ทรงสำเร็จราชการแผ่นดินถึงทรงติดพระธุระต้องทรงพระอักษรและเสด็จออกอยู่เสมอ ถ้าทรงมีเวลาว่างก็เอาธุระจัดการให้เด็กเด็กที่อยู่ในวังได้เล่นหัวเป็นศุขสบายไม่ขาด เด็กที่อยู่นอกวังก็ได้เฝ้าที่โรงเรียนบ้าง เฝ้าเมื่อเสด็จกระฐินบ้าง จนวันนี้เด็กเด็กได้แต่งตัวต่างต่างเดินแห่มาเฝ้าทูลแลเสด็จแม่พร้อมกัน เป็นอย่างสนุกสนานยิ่งกว่าเคยมีมาแต่ก่อนเพราะทูลกระหม่อมเสด็จกลับแลเสด็จแม่ทรงพระกรุณาโปรด จึงได้มีงานใหญ่ถึงเพียงนี้"

สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ทรงมีลายพระหัตถ์ไปยังสมเด็จฯเจ้าฟ้าชายบริพัตรสุขุมพันธุ์ พระราชโอรสซึ่งเสด็จไปทรงรับการศึกษาอยู่ ณ ต่างประเทศในเวลานั้นว่า "การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ ดูมันรู้สึกกริ๊วกร๊าวตกอกตกใจอย่างไรชอบกล เคยอยู่ในเวลาเสด็จไม่อยู่มาก็นับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่ได้เคยเหงาหงอยใจเหมือนครั้งนี้ เป็นบุญหนักหนาที่สมเด็จที่บนเสด็จอยู่เป็นผู้ว่าราชการต่างพระองค์ผู้คนจึงคับคั่งแน่นหนามากด้วยพระบารมี พอประกันความเงียบเหงาเยือกเย็นไปได้บ้าง"

ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่า สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระองค์อยู่ไปมาระหว่างผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ กับพระภรรยาเจ้า พระชนนีของสมเด็จพระราชโอรสพระราชธิดาอย่างมิได้มีข้อบกพร่องใดๆเลย ในฐานะสมเด็จรีเยนต์ทรงว่าราชการบ้านเมือง บทบาทของการเป็นฝ่ายในและพระราชมารดา ทรงต้องดูแลความเป็นอยู่ของพระราชโอรส พระราชธิดา และมีความรักซื่อสัตย์ ความเอื้ออาทรต่อความเป็นอยู่ของพระราชสวามี และยังทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของข้าราชสำนักอีกด้วย

พระราชกรณียกิจที่ทรงสนพระราชหฤทัยและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ การสุขาภิบาล การอนามัย การรักษาคนป่วยและการศึกษา ทรงมีความคิดริเริ่มในกรอบงานที่ทรงถนัดหลายเรื่อง อาทิ การออกพระราชกำหนดสุขาภิบาลเพื่อแก้ปัญหาขยะและความสกปรกของบ้านเมืองอันจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพถึงชีวิต มีข้อกำหนดหลายประการ เช่น ...ถ้าตึกเรือนสูงไม่มากกว่าพื้น 2 ชั้น ต้องมีที่ว่างหลังตึกเรือนไม่น้อยกว่า 3 วา ไม่ให้มีการปลูกสร้างแต่อย่างใด นอกจากเว็จ ที่อาบน้ำ ครัว แลโรงม้า ซึ่งจะต้องทำไม่ให้สูงกว่าระดับเพดาน ห้องพื้นชั้นล่างของตึกเรือนนั้น แลที่ว่างขั้นต้องให้มีตลอดด้านของตึกเรือน เป็นต้น

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประกาศจัดสถานที่พักฟื้นผู้ป่วยเนื่องจากทรงเห็นว่าชาวต่างชาติมักไปหาที่พักฟื้นบริเวณชายทะเล เรียกว่า "ประกาศจัดอาไศรยสถานที่อ่างศิลา รศ.116" โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินตรา 60 ชั่ง ให้พระพรหมสุรินทร์ ข้าหลวงว่าราชการเมืองชลบุรีจัดการซ่อมแซมตึกหลวง ที่ตำบลอ่างศิลาขึ้น 2 หลัง ไว้เป็นที่พักอาศัยของผู้ซึ่งจะต้องออกไปรักษาตัวตามชายทะเลต่อไปในภายหน้า เมื่อซ่อมตึกแล้วเสร็จโปรดเกล้าฯให้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยจัดการรักษาให้เรียบร้อย และให้มีข้อบังคับสำหรับการศึกษานั้นตามสมควร

สมเด็จรีเยนต์ทรงสนพระทัยที่จะปรับปรุงการแพทย์ผดุงครรภ์ในสยามให้ดีขึ้น ในพ.ศ.2426 จึงทรงส่งสตรีไทย 4 คนไปเรียนวิชาผดุงครรภ์ที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาสตรีไทยมีความรู้สูงขึ้นในวิชาแพทย์ผดุงครรภ์ และในพ.ศ.2440 ขณะดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ จึงทรงตั้งโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์สตรีในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ยังทรงส่งเสริมให้สตรีได้มีการศึกษา โดยส่งสตรีไทยไปศึกษาวิชาการจัดดอกไม้ประดิษฐ์ที่ญี่ปุ่น มีพระราชวินิจฉัยว่าการศึกษาและงานของสตรีจะมีประโยชน์ในการเอื้อหนุนความเจริญให้แก่ครอบครัวและประเทศชาติ มีพระราชดำริว่า "อันความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติบ้านเมืองนั้น จะบรรลุผลสำเร็จก็ย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชนทั้งหญิงชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงเห็นว่า สตรีไทยในสมัยนั้นยังมีสภาวะล้าหลังบุรุษเป็นอันมาก และการเป็นดังนั้นก็เพราะสตรีขาดผู้อุดหนุนชักนำนั่นเอง มีพระราชเจตนาจะใคร่เปิดโอกาสให้สตรีไทยได้รับความรู้อันเป็นทางก้าวไปสู่อารยธรรม เทียบเท่าสตรีในต่างประเทศบ้าง และสตรีนั้นได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงขั้นจิตใจเจริญพอ ก็ย่อมช่วยชาติบ้านเมืองได้เช่นเดียวกับบุรุษ"

มีพระราชดำริที่จะตั้งโรงเรียนผู้หญิงขึ้นสอนให้มีความรู้รอบตัวพอที่จะทำงานช่วยผู้ชายได้เป็นพิเศษในบางกรณีที่มีความจำเป็น หรืออย่างน้อยให้เป็นเพื่อนร่วมสุขทุกข์กับสามีได้จริงๆ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5และรัชกาลที่ 6 กลับมีพระราชดำริว่า ผู้หญิงนั้นความสำคัญอยู่ที่จะต้องเลี้ยงและทำบุรุษเพศที่ดี ไม่ว่าจะเป็นบิดา สามี หรือบุตรให้แก่บ้านเมืองของตน หาควรที่จะให้ความรู้อุดหนุนให้แข่งขันกับผู้ชายไม่ เพราะทั้งหญิงและชายก็มีหน้าที่สำคัญที่จะต้องช่วยกันอยู่แล้ว

ในระยะแรกจึงทรงจัดหลักสูตรการเรียนในโรงเรียนโดยเน้นด้านการเรือนเป็นส่วนใหญ่ และทรงเป็นหลักในการสนับสนุนการดำเนินงานของสภาอุณาโลมแดง ซึ่งต่อมาก็คือ สภากาชาดไทย ด้วยพระปรีชาอันชาญฉลาดของสมเด็จรีเยนต์ ในที่สุดทรงฝ่าฟันสิ่งที่เป็นอุปสรรคและการขาดการสนับสนุนโดยดำเนินกิจกรรมของสตรีผ่านสภาอุณาโลมแดง ทำให้พระราชดำริลุล่วงไปโดยปราศจากปฏิกิริยาโต้แย้ง เนื่องจากประเมินแล้วงานของพระองค์เป็นงานเพื่อการสนับสนุนไม่ได้เป็นการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงโลกของผู้ชายแต่อย่างใด

หน้าประวัติศาสตร์ในยุคนั้นจึงได้ถูกจารึกว่า สยามประเทศก้าวเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ที่ไม่เคยให้บทบาทของสตรีได้รับการยกระดับเท่านี้มาก่อนเลย ด้วยพระปรีชาสามารถของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ