เล่าเรื่อง "วรรณคดี" ผ่านเม็ดทรายชายหาดระยอง งามตา "ทุ่งโปรงทอง" ล่องทะเลหมู่เกาะมัน

สานฝัน "ใบขลู่-กฤษณา" ภูมิปัญญาไทยก้าวไกลสู่สากล
ที่นี่รายการตะวันหรรษา

ภาพของพระอภัยมณีนั่งเป่าปี่ มีนางมัจฉานั่งทอดตัวอ่อนช้อย และนางผีเสื้อสมุทรยื่นมือข้างหนึ่งออกไปขอความเมตตา ฉากสำคัญในวรรณคดีไทยเรื่อง "พระอภัยมณี" เกิดขึ้นที่ระยอง เมืองที่มีหาดทรายชายทะเลงาม ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาไทยที่มากด้วยคุณค่าที่ควรอนุรักษ์สืบต่อไป

"สุนทรภู่" ได้รับการยกย่องให้เป็น บุคคลสำคัญของโลก มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ.2529 โดยยูเนสโก้ มีบิดาเป็นชาวบ้านกร่ำ เมืองแกลง ผู้เฒ่าเล่าว่าท่านสุนทรภู่ชื่นชอบการไปชมทะเล อ่าวมะขามป้อม แหลมตาล แหลมแม่พิมพ์ ซึ่งมีทิวทัศน์สวยงามตามปรากฏในนิราศเมืองแกลง จึงชวนให้คิดว่าสถานที่เหล่านี้มีอิทธิพลให้ท่านคิดฝันแต่ง "พระอภัยมณี" ที่มีทะเล เกาะแก่งโขดหินเกือบทั้งเรื่อง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานระยอง จัดกิจกรรม สื่อมวลชนทัศนศึกษาจังหวัดระยอง และร่วมงานแถลงข่าวเล่าเรื่องวรรณคดีผ่านเม็ดทรายชายหาดระยอง จุดแรก ร้านอาหารตำนานป่า มีพิเศษคือรับประทาน "อาหารตามธาตุเจ้าเรือน" ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย เพื่อสร้างความสมดุลให้แก่ร่างกาย

เชื่อกันว่าภายในร่างกายของ มนุษย์มีธาตุทั้งสี่ ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ อาจมีการแสดงออกถึงลักษณะเด่นของธาตุใดอย่างหนึ่งที่เด่นชัดให้เห็นเรียกว่า "เจ้าเรือน" ซึ่งมีอิทธิพลต่อสุขภาพกายและจิตใจ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความสมดุล จึงได้กำหนดให้มี อาหารสมุนไพรประจำธาตุเจ้าเรือน ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลค่ะ

ธาตุดิน (ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม) ร่างกายและกล้ามเนื้อแข็งแรง ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสฝาด รสหวาน รสมัน รสเค็ม เช่น ฝรั่งดิบ หัวปลี กล้วย มะละกอ เผือก มัน ถั่วพู กะหล่ำปลี ผักกะเฉด ฯลฯ ธาตุน้ำ (กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน) รูปร่างสมส่วนท้วมถึงอ้วน ผิวพรรณสดใส ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ ส้มโอ สับปะรด มะนาว ส้มเขียวหวาน ยอดมะขามอ่อน ฯลฯ

ธาตุลม (เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน) รูปร่างโปร่ง ไม่อ้วน ผิวหนังแห้ง ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ข่า กระเทียม ขึ้นฉ่าย ขิง ยี่หร่า ฯลฯ ธาตุไฟ(มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม) รูปร่างผอม ผิวคล้ำ ตกกระ กล้ามเนื้อและกระดูกหลวม ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสขม รสเย็น รสจืด เช่น สะเดา แตงโม หัวผักกาด ฟักเขียว แตงกวา คะน้า บวบ มะเขือ ฯลฯ

จากนั้นเดินทางไป หาดแหลมแม่พิมพ์ ฟังการแถลงข่าว การจัดงานเล่าเรื่องวรรณคดีผ่านเม็ดทรายชายหาดระยอง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง นายกเทศมนตรีสุนทรภู่ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระยอง และ ททท. สำนักงานระยอง ฯลฯ ร่วมแถลงข่าว

พสิษฐ์ตา อินทร์พันธ์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานระยอง กล่าวว่าระยองเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักท่องเที่ยว มีหาดทรายชายทะเลเลียบขนานยาวกว่า 40 กิโลเมตร จากอำเภอบ้านฉาง มาบตาพุด หาดแม่รำพึง บ้านเพ สวนสน วังแก้ว และแหลมแม่พิมพ์

"ททท.เล็งเห็นถึงศักยภาพของสินค้าทางการท่องเที่ยว ประเภทหาดทรายชายทะเล จึงได้จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นความสนใจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรม ร่วมกับ อบจ.ระยอง ภาครัฐและเอกชนในพื้นที่จัดงานเล่าเรื่องวรรณคดีผ่านเม็ดทรายชายหาดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น"

กิจกรรม เล่าเรื่องวรรณคดีผ่านเม็ดทรายชายหาดระยอง ชายหาดแหลมแม่พิมพ์ นำเรื่องราวของวรรณคดีมา ปั้นทราย ให้เป็น ตัวละครในวรรณคดี สอดคล้องกับสถานที่ท่องเที่ยวของหาดแหลมแม่พิมพ์ "ดินแดนสุนทรภู่" ที่อบอวลไปด้วยเรื่องราวของวรรณคดี โดยเฉพาะเรื่อง "พระอภัยมณี" เป็นการส่งเสริมให้มีการนำภูมิปัญญาไทย มาเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งขึ้น และความภาคภูมิใจในท้องถิ่น

"การนำเม็ดทรายมาก่อเป็นเรื่องราวในวรรณคดี และตัวละคร จะทำให้เด็กสนใจ และสนุกกับการเรียนรู้จดจำได้ เป็นการสนับสนุนงานประเพณีของไทยช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมอีกด้วย" ตัวละครมีใครบ้าง แต่ละคนมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ต้องไปที่ พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ บริเวณลานด้านหน้ามีรูปปั้นสุนทรภู่ พระอภัยมณี นางยักษ์ และนางเงือกน้อยค่ะ

รูปปั้นทรายชายหาดระยองให้ความสำคัญกับ ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในผืนทราย พวกปูหรือสัตว์น้ำต่างๆ ตัวของละคร ที่ปั้นขึ้นมาจึงไม่ใหญ่โตอลังการมากนัก หานำไปเปรียบเทียบกับการปั้นทรายในพื้นที่อื่น เนื่องจากใช้ เม็ดทรายล้วนๆ เมื่อวันเวลาผ่านไปช่วงหนึ่งแล้ว จะคืนสภาพเป็นเม็ดทรายอยู่ในพื้นที่เดิม ไม่มีสารตกค้าง เป็นนโยบายที่จะไม่มีการนำเทคนิคอัดกาวมาใช้กับการปั้นทรายชายหาดระยอง เพื่อให้คงรูปแข็งแรง คงทน สู้ลม สู้แดด

การปั้นทรายก็จะยากขึ้น เนื่องจากการปั้นทรายให้เป็นตัวละครในวรรณคดีจะมีลวดลายซับซ้อน ซึ่งต่างจากการจัดงานครั้งแรก เราจะปั้นตัวการ์ตูนน่ารักๆ ซึ่งครั้งนี้ทีมปั้นยังคงเป็นทีมเดียวกับครั้งแรก คือ ทีมงานปั้นทรายจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่สนับสนุนกิจกรรมการปั้นทรายด้วยการนำนักเรียนมาร่วมกิจกรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสอนนักเรียนนอกสถานที่

การปั้นทรายเป็นกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ อาจารย์สอนศิษย์ พ่อแม่สอนลูกหลาน ผู้คนในชุมชนที่สนใจก็สามารถเรียนรู้ และสามารถจัดกิจกรรมในรูปแบบดังกล่าวด้วยตัวชุมชนเอง ซึ่งจะช่วยยกระดับและพัฒนาชุมชนให้มีรายได้เพิ่มจากการมาเยือนของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

หาดแหลมแม่พิมพ์ ไม่เคยเงียบเหงา ร่มรื่นตลอดความยาว 4 กิโลเมตร เป็นชายหาดที่ต่อมาจากหาดวังแก้ว สวยงามด้วยแนวต้นสนสลับกับต้นหูกวาง หน้าหาดทรายกว้างและมีความลาดเอียงน้อย เม็ดทรายละเอียดสามารถเล่นน้ำทะเลได้ และอยู่ติดถนนเลียบชายหาด จอดรถแวะพักตามจุดต่างๆได้สะดวก มีร้านค้า ร้านของฝาก ร้านอาหารทะเลและที่พักริมทะเลหลากหลายให้เลือกได้ตามความนิยมชมชอบ

เดินไปทางทิศเหนือจะมีเกาะเล็กๆชื่อ เกาะขี้ปลา ช่วงน้ำลดลงสามารถเดินจากหาดทรายไปยังเกาะแห่งนี้ได้ เป็นที่นิยมของนักตกปลา และสุดหาดแม่พิมพ์เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่พิมพ์หันหน้าออกไปยังทะเล มีทางเดินเล็กๆ ขึ้นไปยังวัดบนเขา เป็นจุดชมวิวมุมสูงที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง

ตำนานเล่าว่าเกิดศึกอยุธยารบกับพม่า นางพิมพ์ ลูกสาวเจ้าเมืองสุพรรณ ได้ปลอมตนเป็นชาย ลอบหนีลงเรือสำเภา ผ่านปากน้ำสมุทรปราการ ออกทะเลมุ่งไปยังภาคตะวันออกตามคำทำนายของโหรว่าจะสมความปรารถนา เรือผ่านเขาสามมุก มาถึงช่องแสมสารในอำเภอสัตหีบ เกิดพายุคลื่นลมแรงพัดเรือกระแทกหินโสโครก จึงหยุดซ่อมเรือที่อู่ตะเภา จนพบ แหลมแม่พิมพ์ตั้งหลักปักฐาน ต่อมาบิดาหายไป นางจึงเข้าไปนั่งทำสมาธิในถ้ำจนกระทั่งเสียชีวิต เชื่อกันว่าหากต้องการมีบุตรให้มาขอพรที่นี่แล้วจะสมหวังดังตั้งใจ

อิ่มอร่อยมื้อเย็นที่ สวนอาหารโจโจ้ เจ้าของร้าน ศรีนวล เศรษฐิศักโก สาวเก่งสู้ชีวิต ต้อนรับเป็นอย่างดีพร้อมแนะนำเมนูเด่นทั้งอาหารทะเลและอาหารพื้นเมืองคนระยองให้ได้ลิ้มลองประทับใจ เช็คอินเข้าพักที่ โรงแรมโนโวเทล ระยอง ใกล้ชิดติดทะเล กินอิ่มนอนอุ่นค่ะ

รุ่งเช้าเดินทางไป ท่าเรืออ่าวมะขามป้อม มีธรรมชาติเงียบสงบ เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านให้ได้สัมผัสวิถีชุมชนได้อย่างใกล้ชิด มีหลักเลี้ยงหอยนางรมมองดูคล้ายราวไม้มีเชือกผูกห้อยลงมาคล้ายมู่ลี่แก่วงไปมาตามกระแสลม จากนั้นลงเรือไป หมู่เกาะมัน ชมทะเล เกาะมันใน เกาะมันกลางและเกาะมันนอก เป็นหมู่เกาะที่มีหาดทรายสวยงามทั้งแนวโขดหินและดำน้ำดูปะการัง ปลาสวยงามนานาชนิด

เยี่ยมชมการทำ ชาใบขลู่ ของ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตชาใบขลู่และการท่องเที่ยวเชิงอนรุกษ์ ตั้งอยู่ที่บ้านแสมผู้ ตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง ลุงชะโลม วงศ์ทิม ปราชญ์ชาวบ้าน เล่าให้ฟังว่า "ขลู่" เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านชายน้ำเค็ม บรรพบุรุษปู่ย่า ตายายเคยบอกไว้ถึงสรรพคุณอันเป็นประโยชน์ จึงรื้อฟื้นภูมิปัญญาโบราณและขั้นตอนการแปรรูปให้เป็น "ผลิตภัณฑ์ใบชา" ใช้เวลาลองผิดลองถูกหลายปีจนได้รับความนิยมเป็นที่รู้จัก และสร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุที่มาร่วมแรงร่วมใจพัฒนาสินค้าชุมชนตัวนี้ขึ้นมา

คนโบราณเชื่อว่า ต้นขลู่ มีสรรพคุณทางยา นำไปต้มกับน้ำร้อนบรรเทาโรคเบาหวาน ลดไขมันในเส้นเลือดได้ ภูมิปัญญานี้เกือบเลือนหายไป ต้นขลู่ถูกมองว่าเป็นเพียงวัชพืชจึงถูกโค่นทิ้งไปในหลายพื้นที่ แต่ชาวประแสมีความเห็นตรงกันว่า ต้นขลู่มีประโยชน์ จึงอนุรักษ์และนำมาแปรรูปเป็นสินค้าชุมชน

การเพาะขยายพันธุ์หอยนางรม อนุบาลลูกพันธุ์หอยจากธรรมชาติ ด้วยการนำสายตุ้มล่อลูกพันธุ์หอยไปแขวนไว้กับโครงไม้ไผ่ที่ติดตั้งไว้บริเวณลำคลองในป่าชายเลน เมื่อมีลูกหอยมาเกาะที่สายสักระยะหนึ่ง ก็จะเก็บรวบรวมเพื่อส่งขายให้ผู้เพาะเลี้ยงนำไปเลี้ยงต่อ สร้างเครือข่ายในการอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเป็นแหล่งอนุบาลลูกพันธุ์หอยนางรมที่ให้ความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งอาหารของชาวพื้นถิ่น

เดินทางสู่ ชุมชนปากน้ำประแส อายุกว่าร้อยปี มี เรือนไม้โบราณ ร้านค้าและตลาดที่ยังรักษารูปแบบการดำเนินวิถีชีวิตแบบสมัยเก่าให้ได้สัมผัสประสบการณ์ และฟังเรื่องเล่าของชาวประแส ชาวบ้านยึดอาชีพประมง โฮมสเตย์น่ารัก น่าพัก และกิจการเกี่ยวข้องกับทะเล ศาลเสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ชาวชุมชนเคารพ เรือรบหลวงประแส อนุสรณ์สถานที่ระลึกของราชนาวีไทย เรือรบหลวงที่ปลดประจำการจากการรับใช้ชาติแล้ว กองทัพเรือได้เคลื่อนย้ายตัวเรือทั้งลำมาตั้งตระหง่านอยู่บริเวณปากน้ำประแส

ทุ่งโปรงทอง อยู่ในเขตชุมชนบ้านแสมภู่ จะเห็นเป็นสีเหลืองทองอร่ามเมื่อโดนแสงแดด ความงามยามแสงทองสาดส่องกระทบ ต้นโปรง ที่ขึ้นหนาแน่นเต็มพื้นที่สีเขียวเย็นตา สะท้อนความอุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศน์ของป่าชายเลน ความงามตามธรรมชาติของป่าโกงกาง ไม้โปรง ต้นไม้ริมชายฝั่ง จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและแหล่งเรียนรู้ สร้างความเข้าใจของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าชายเลน เดิมนั้นพื้นที่บริเวณนี้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลน สร้างสะพานเดินชม ปัจจุบันเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ต้นโปรง พบตามริมชายฝั่งแม่น้ำที่น้ำท่วมถึงสม่ำเสมอ เนื้อไม้มีความทน นำมาใช้ในการก่อสร้าง ทำเครื่องมือประมง ฟืนและถ่าน มีสรรพคุณสมุนไพร เปลือกตำละเอียดพอกแผล ห้ามเลือด แก้ท้องร่วง

วันที่สาม ไปเรียนรู้และเยี่ยมชม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณา หรือ "สวนหอมมีสุข" ตำบลกะเฉด อำเภอเมือง พิกุล กิตติพล ประธานกลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณา และ เต็ก กิตติพล ให้การต้อนรับและนำชม กรรมวิธีการผลิตน้ำมันกฤษณา สินค้าจากผลิตภัณฑ์ไม้กฤษณา ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ

พิกุล กิตติพล เล่าให้ฟังว่าตนเองและครอบครัวมีความสนใจในการปลูกไม้กฤษณา จึงทดลองวิธีต่างๆ ที่จะทำให้เกิด แก่นไม้กฤษณา สำเร็จเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา คนที่สนใจติดต่อเข้ามาจำนวนมาก ในที่สุดได้นำ "กลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณา" เข้ากลุ่มในสังกัดสหกรณ์ เป็นกลุ่มอาชีพที่ผลิตพันธุ์กล้าไม้กฤษณา แก่นกฤษณา น้ำมันหอมระเหย ไม้กฤษณา กิจกรรมเรียนรู้ ทำการสบู่ แชมพูและอื่นๆ จากไม้กฤษณาด้วย

ตามตำราไทยระบุว่า กฤษณามีรสขมหอม สุขุม คุมธาตุ บำรุงโลหิตในหัวใจ บำรุงหัวใจ ตับ ปอด แก้ไข้ อาเจียน ปวดตามข้อ ฯลฯ มีการนำแก่นกฤษณามาใช้ในงานพิธีทางศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู พราหมณ์ น้ำมันกฤษณาธรรมชาติใช้ป้องกันไรทะเลทราย ด้วยคุณภาพที่ดีจึงมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ

ย้อนรอยเดินทัพพระยาตาก วัดลุ่มมหาชัยชุมพล มีโบสถ์เก่าสถาปัตยกรรมและลายปูนปั้นอิทธิพลศิลปะจีน สักการะรูปหล่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งเสด็จผ่านระยอง รวบรวมไพร่พลและตั้งทัพเตรียมกู้อิสรภาพที่จันทบุรี มีต้นสะตือใหญ่อายุกว่า 300 ปี เชื่อกันว่าทรงนำช้างมาผูกไว้ที่นี่

จากนั้นไปสักการะ พระพุทธไสยาสน์ ประทับอยู่ในท่านอนตะแคงซ้าย ยาว 12 เมตร สูง 3.60 เมตร ณ วัดป่าประดู่พระอารามหลวง เดิมมีชื่อ "วัดป่าเลไลย์" ชาวระยองนิยมมากราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยความประทับใจ

การประสาน "ศิลปะ" ให้เข้ากับ "ธรรมชาติ" ได้ ย่อมก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่สร้างสรรค์และมากด้วยคุณค่า ไม่ว่าจะเป็น "เม็ดทราย-ใบขลู่-กฤษณา" ล้วนเป็นสิ่งเล็กๆ แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต