ดับ "อับราฮัม ลินคอล์น" แห่งสหรัฐอเมริกา (๒)

บันทึกวันวาร

จนกระทั่งหกโมงเย็นวันนั้น บูธได้ย้อนกลับไปโรงละครอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ไปเรียกพวกจัดฉากออกมาดื่มสุราข้างนอกโรงละครตามแผน ดื่มไปได้ครู่หนึ่ง เขาก็คว้าขวดเหล้าแยกออกไปจากวง หลบหายเข้าไปในโรงละคร ซึ่งตอนนั้นไม่มีคนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว

บูธเริ่มลงมือทำงานอย่างเงียบเชียบ โดยเจาะตรงประตูที่จะเปิดไปสู่บ็อกซ์ที่นั่งของประธานาธิบดี ลินคอล์นเพื่อเป็นรูสำหรับแอบมอง แล้วตัดปูนปลาสเตอร์ เจาะเป็นช่องที่ฝาผนังห้องออกประมาณ ๒ นิ้ว ฝาห้องนี้เป็นห้องที่เดินไปสู่ที่นั่งประธานาธิบดี พอเจาะเสร็จทั้งสองด้าน ก็เอาไม้สนสอดรูเป็นไม้กั้นทางขวางกั้นเอาไว้ เพื่อป้องกันมิให้ใครวิ่งตาม ตอนที่บุกเข้ายิงลินคอล์น หลังจากนั้นก็จัดแจงซ่อนไม้ที่ขวางไว้ในมุมมืด เก็บเศษปูน เศษไม้ออกเรียบร้อย เสร็จแล้วก็ออกมาคำนวณกะระยะทางจากเวทีไปถึงที่นั่งดูละครชั้นบ็อกซ์อย่างรอบคอบ

เมื่อเตรียมการตามแผนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็กลับไปที่พัก เอาปืนพกทองเหลือง ชื่อ เดอริงเย่อร์ ซึ่งยิงได้ทีละนัด ออกมาบรรจุกระสุน หยิบมีดพกสวมฝักมาเหน็บไว้ตรงเอว เอาหนวดปลอม เคราปลอม มาสวมใส่ ดินสอแต่งหน้าติดตัวไปพร้อม เพื่อความสะดวกในการเตรียมตัวเมื่ออยู่ในภาวะคับขัน

ชะตาของท่านประธานาธิบดี คงจะถึงฆาต

เวลา ๒๒.๐๐ น. บูธก็ดื่มเหล้าปลุกใจให้กล้าแข็งขึ้นอีก แล้วออกจากบ้านตรงมายังโรงละคร ระหว่างทางได้พบกับพันเอกวิลเลี่ยม นายตำรวจม้าผู้นี้ได้ชวนให้บูธไปดื่ม แต่บูธปฏิเสธ เพราะงานสังหารประธานาธิบดีใกล้เข้ามาแล้ว

เมื่อมาถึงโรงละคร เขาก็เดินลอดไปทางเวที กะให้ตรงกับบริเวณบ็อกซ์ที่ประธานาธิบดีนั่ง ขึ้นไปจัดแจงเอาไม้สอดรูผนังที่เจาะไว้ให้กั้นขวางทางที่ห้องซึ่งติดกับบ็อกซ์ที่นั่ง แล้วแอบมองตรงช่องเล็กๆที่เจาะเตรียมเอาไว้ พอการแสดงเริ่มขึ้น เขาก็เปิดประตูเข้าไปภายใน คลานเข้าไปจนถึงระยะประชิด เอาปืนเล็งทางเบื้องหลัง ตรงท้ายทอยประธานาธิบดีแล้วลั่นไกยิง วิถีกระสุนกับระยะใกล้ บูธยิงได้ชนิดไม่พลาด

ช่วงเดียวกัน เพื่อนร่วมงานของบู๊ธก็ลงมือพร้อมกัน กล่าวคือ เฮอโรลด์ พา เพน ยักษ์ใหญ่มือสังหาร บึ่งไปบ้านรัฐมนตรีต่างประเทศ วิลเลี่ยม ซีวาร์ต ซึ่งกำลังนอนป่วยเพราะประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ แขนขวาหัก รอบๆคอ และขากรรไกรยังเข้าเฝือกเอาไว้ถึงสองชั้น เพนบุกเข้าประชิดถึงตัว เอามีดปาดหน้ารัฐมนตรี เอามีดกรีดปาดหน้ายาวเหยียดไปถึงคอหอย โชคดีที่เฝือกเหล็กช่วยชีวิตเอาไว้ รัฐมนตรีวิลเลี่ยมจึงรอดตาย

ส่วนมือมีดพอกรีดเสร็จ ก็ออกวิ่งไปตามทาง พลางตะโกนไปด้วยเสียงอันดังว่า

"ฉันเป็นบ้า ฉันเป็นบ้า"

คงทิ้งร่องรอยการต่อสู้กับคนในบ้านที่ได้รับบาดเจ็บรวม ๕ คน บางคนถูกทุบตี ต่อย บางคนก็ถูกมีด และโขกด้วยด้ามปืน

อีกรายหนึ่ง ยอร์ช แอ็ตเซอร็อตต์ ที่ได้รับมอบหมายให้บุกเข้าสังหารรองประธานาธิบดี แต่ทว่าลังเล ใจไม่กล้าพอจึงดื่มเหล้าปลุกใจเสียก่อน แต่ยิ่งดื่มหนัก ใจก็ไม่กล้าสักที จึงต่อเติมเข้าไปอีก แก้วแล้วแก้วเล่า จนกระทั่ง เมามายในที่สุด ฟุบนอนไม่ได้สติอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ลงมือทำงานเลย

ตกลง บูธคนเดียวที่ทำงานสำเร็จในคืนนั้น

วิลเลส บูธ เคยคุยกันกับเพื่อนๆเสมอว่า เขาปรารถนาที่จะทำอะไรสักอย่างให้สั่นสะเทือนไปทั้งโลก และทำให้ชื่อของเขาจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ไปชั่วกาลนาน ซึ่งบัดนี้เขาก็ได้กระทำการสำเร็จสมปรารถนาแล้ว เพียงกระสุนปืนเดอริงเย่อร์แค่นัดเดียว

บูธกระทำการครั้งนี้ด้วยหวังจะให้เป็นการแก้แค้นแทนชาวใต้ แต่แล้วกลับพลาดหวัง เขากลายเป็นคนที่ชาวโลก และชาวใต้จงเกลียดจงชังที่สุด บูธถูกตามล่าทุกหัวระแหง เพื่อสังหารเขา แก้แค้นแทนลินคอล์นให้จงได้

มาถึงตอนนี้ บูธไม่มีแผ่นดินจะอยู่แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น พี่น้องชาวใต้ของเขายังได้รับความบีบคั้นเพิ่มขึ้น ชาวเหนือเกลียดชังชาวใต้มากขึ้นๆ ถึงกับประกาศตัดญาติกันทันทีเมื่อวันที่ลินคอล์นสิ้นลม ที่ถนนวอลสตรีท นิวยอร์ก แออัดด้วยผู้คนไปชุมนุมกันประมาณ ๕ หมื่นคน บ้างพกปืน บ้างถือมีด ถือไม้ เตรียมล้างแค้นแทนประธานาธิบดี ชาวใต้คนหนึ่งถูกกระทืบเสียร่างแหลกเหลว

สำนักงานของผู้ฝักใฝ่ชาวใต้ถูกทำลายพินาศสิ้น ส่วนทางนักการเมืองก็เร่งเร้าให้มีมาตรฐานการลงโทษพวกกบฏทางใต้ให้รุนแรงมากขึ้น

ซึ่งก็เป็นอันว่า ความปรารถนาของบูธล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ถึงแม้ว่าจะจบชีวิตบูธลงไปแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงกวาดล้าง จับบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับบูธต่อไปอีกอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งจับสมุนของบูธได้อีก ๒ นาย คือ แอ็ตเซอร็อตต์ กับเพน รวมทั้งเฮอโรลด์ ที่จับได้ตอนสังหารบูธอีกด้วย

ผลการสอบสวน ปรากฏว่าพาดพิงไปถึง เมอรี่ เชอร์ต ว่า บูธกับสมุนได้ประชุมวางแผนสังหารประธานาธิบดีที่บ้านของนาง แม้จะไม่มีหลักฐานวัตถุพยาน หรือบุคคลที่จะแสดงให้ประจักษ์จริง พอที่จะแสดงให้เห็นว่า เมอรี่ให้ความสะดวกในการประชุมวางแผนด้วย ศาลทหารก็สั่งให้นำไปแขวนคอทั้งหมด และตั้งข้อหารุนแรง อีกทั้งไม่ยอมให้มีทนายแก้ต่างคดี

นอกจากนี้ ยังมีชายอีก ๔ คน ที่เกี่ยวข้องกับบูธ ถูกศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตทุกคน และในจำนวนนี้ คนหนึ่งคือ ด็อกเตอร์มัคค์ นายแพทย์ผู้รักษาบูธจากอาการเท้าแพลง สาเหตุเพราะเข้าใจผิด มีจิตใจสงสาร แต่ยังโชคดีที่ถูกขังไป ๒ ปีแล้ว นายแพทย์ผู้นี้ได้เป็นบุคคลดีเด่น ในฐานะกำจัดโรคไข้เหลือง ซึ่งเกิดระบาดขึ้นในเรือนจำได้สำเร็จ จึงได้รับอภัยโทษปล่อยตัวออกมา ใน ค.ศ.๑๘๖๙

สำหรับโรงละครที่ลินคอล์นถูกยิงนั้น ภายหลังเพิกถอนการยึดทรัพย์แล้ว ยังคงเปิดดำเนินกิจการไปอีกนานถึง ๒๘ ปีเศษ ก็เกิดพังครืนยุบตัวลงทับกรรมกรของรัฐ ขณะกำลังทำงานอยู่ เสียชีวิตไปยี่สิบกว่าคน ต่อมาก็กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดคือ ภายหลังลินคอล์นถูกสังหารไปแล้ว ๑๐ ปี ภรรยาของประธานาธิบดีลินคอล์น ก็กลายเป็นคนวิกลจริต อีกคนหนึ่งคือ คลาร่า ฮาริส ซึ่งอยู่กับลินคอล์นในวันเกิดเหตุ ต่อมาภายหลังถูกสามีฆ่าตาย ส่วนพันตรีแรทโบน ซึ่งกระโดดจับบูธได้ในโรงละคร ได้จบชีวิตบั้นปลายในโรงพยาบาลโรคจิต

ส่วนสิบเอกคอเบต ผู้ลั่นกระสุนยิงบูธ ปี ๑๘๘๖ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคนรักษาเฝ้าประตูสภานิติบัญญัติแห่งรัฐเท็กซัส ปีต่อมา ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังอภิปรายกันอยู่ สิบเอกคอเบตได้ไปปิดประตูทางเข้าห้องประชุมสภาทุกด้าน จากนั้นก็ใช้ปืนสองกระบอก เหนี่ยวไกยิงสมาชิกสภาไม่เลือกหน้า เสียชีวิตไปหลายราย ท้ายที่สุดก็ต้องเข้าโรงพยาบาลประสาท เช่นเดียวกันกับ พันตรีแรทโบน

ส่วนอีกคนหนึ่ง องครักษ์เวรประจำตัวลินคอล์น จอห์น ปาร์คเกอร์ ซึ่งละทิ้งหน้าที่ไปดื่มเหล้าในคืนวันเกิดเรื่อง จนกระทั่งใกล้สว่างจึงกลับมา โดยนำผู้ต้องหาคนหนึ่งมารายงานตัวที่กองบัญชาการด้วย แต่ผู้ต้องหาที่จับมานั้น ไม่ได้เป็นผู้เกี่ยวข้องกับกรณีสังหารประธานาธิบดีไม่ แต่เป็นโสเภณีที่ขี้ขลาด ท่าทางโง่ ดื่มเหล้าจัดคนหนึ่งเท่านั้นเอง

สิบเวรได้ส่งตัวโสเภณีคนนั้นกลับบ้าน และให้ปาร์คเกอร์กลับไปพักผ่อนได้ เขารอดตัวไปไม่ถูกสอบสวนลงโทษประการใด คงทำงานตำรวจต่อมาอีก ๓ ปี ท้ายที่สุดก็ถูกให้ออกด้วยข้อหาหลับยาม

ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น เกิดวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๑๘๐๙ ในกระท่อมชาวไร่ มิกซ์เซาธ์ ฟอร์ด แห่งโนลิน เมืองฮาร์ติน มลรัฐเคนตักกี้ เป็นลูกชายช่างไม้ ชื่อ โทมัส ลินคอล์น มารดาชื่อ แนนซี่

ลินคอล์นเกิดมาท่ามกลางความยากจนแร้นแค้น เมื่อเด็กๆ เขาได้เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนใกล้ๆบ้าน แต่เรียนได้เพียง ๑๑ เดือนเท่านั้น ก็ต้องเลิกเรียน มาช่วยครอบครัวทำไร่ ผ่าฟืน

อาศัยที่เขามีนิสัยผิดกับเด็กอื่นๆ คือ ชอบอ่านหนังสือมากที่สุด แม้จะไม่มีหนังสือ ก็จะไปหยิบยืมคนอื่นๆมาอ่านเป็นประจำ ต่อเมื่อลินคอล์น อายุได้ ๙ ขวบ มารดาก็ได้ตายจากไป

ลินคอล์นเคยถูกถามว่า โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร! ทำอะไร ซึ่งลินคอล์นมักตอบอย่างภาคภูมิใจว่า

"อยากเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา"

คนอื่นๆที่ถามและได้ยินได้ฟังก็หัวเราะเป็นที่ขบขัน เด็กที่ยากจนเช่นนี้ จะเป็นประธานาธิบดีผู้สูงส่งได้อย่างไร

ต่อมา ค.ศ.๑๘๓๑ ลินคอล์นได้รับจ้างนำเรือบรรทุกสิ่งของไปขายที่เมืองนิวออร์ลีนส์ ณ ที่นั้น เขาได้เห็นคนค้าทาส ทำทารุณกับทาส ทำให้รู้สึกสลดใจยิ่งนัก ถึงกับกล่าวออกมาว่า

"หากฉันได้เป็นประธานาธิบดี ฉันจะเลิกทาสให้หมด"

และในปี ๑๘๓๑ นั้นเอง ชะตาชีวิตช่วยให้ลินคอล์นได้เข้ามาทำงานในร้านค้าเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองนิวซาเล็ม และขณะที่ทำงานอยู่นั้น ลินคอล์นได้หยิบยืมหนังสือต่างๆมาศึกษา ฝึกฝนตนเองเสมอ หนังสือต่างๆนั้น เป็นวิชากฎหมาย ประวัติศาสตร์ ลินคอล์นไม่ปล่อยเวลาให้ว่างเปล่าไร้ประโยชน์

ปีต่อมาเกิดสงครามกลางเมือง ลินคอล์นอาสาสมัครเข้าเป็นทหาร และต่อมาได้รับยศเป็นร้อยเอก

เมื่อสงครามสงบ เขาได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติเป็นครั้งแรก แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงเบนเข็มมาเรียนวิชากฎหมาย ถึงคราวสอบไล่วิชากฎหมาย เป็นทนายความของเมืองนิวซาเล็ม ลินคอล์นได้เข้าสมัครสอบ ผลก็คือสอบผ่าน ได้รับอนุญาตให้เป็นทนายความได้ เขาพยายามสร้างฐานะของตนเอง โดยเปิดสำนักงานทนายความ

ต่อมาปี ๑๘๔๓ ลินคอล์นได้พบรัก และได้แต่งงานกับสุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์ มีการศึกษาดีคนหนึ่ง ชื่อ แมรี่ ทอดด์

วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๑๘๖๐ ลินคอล์นได้ลงสมัครเข้ารับเลือกตั้ง ซึ่งชีวิตลินคอล์นได้มาถึงสุดยอดของความปรารถนาแล้ว เขาก้าวเข้าเป็นประธานาธิบดี คนที่ ๑๖ ของสหรัฐฯ แต่ภาระงานหนักมาก ขณะนั้นสงครามกลางเมืองระหว่างเหนือและใต้เกิดขึ้นแล้ว ฝ่ายใต้นิยมให้มีทาส ฝ่ายเหนือไม่นิยมให้มีทาส บ้านเมืองถูกแบ่งออกเป็นก๊ก เป็นเหล่า

ภาคใต้มุ่งจะยึดวอชิงตัน เพื่อใช้เป็นนครหลวงของสหพันธรัฐ ลินคอล์นก็ต่อสู้ต่อต้านเต็มกำลัง แล้วก็บรรลุผลสำเร็จ ในวันขึ้นปีใหม่ ค.ศ.๑๘๖๓ นั่นเอง

ลินคอล์นได้ลงนามประกาศเลิกทาส โดยให้ปลดปล่อยเป็นอิสระทั่วประเทศ

ผลงานเลิกทาส ทำให้คนอเมริกันนิยมชมชอบลินคอล์นมาก และอนุสาวรีย์ลินคอล์น ก็ถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือกรรมกรชาวอังกฤษ เพื่อเทิดเกียรติและเป็นเครื่องระลึกถึงลินคอล์นตลอดไป และเมื่อประกาศเลิกทาสแล้ว การรบกับฝ่ายใต้ ก็จบลงโดยฝ่ายใต้ปราชัย ฝ่ายลินคอล์นอันเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ได้รับชัยชนะ ด้วยความดีและความสามารถ ของเขาทำให้ลินคอล์นได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในสมัยต่อมา

ลินคอล์นเป็นประธานาธิบดีอันมีเกียรติ ท่ามกลางความชื่นชมของชาวอเมริกัน แต่ทว่าคราวนี้ได้เป็นเพียง ๔๑ วันเท่านั้น ก็ถูกลอบสังหารโดย จอห์น วิลเลส บูธ เขาถูกลอบสังหารเมื่อ ๑๔ เมษายน ค.ศ.๑๘๖๕

นับเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกาที่ถูกลอบสังหาร

ศพของลินคอล์นถูกคลุมด้วยธงชาติ แห่ด้วยขบวนเกียรติยศ นำไปประดิษฐาน ณ สภาคองเกรส เมื่อเสร็จรัฐพิธีเป็นทางการแล้ว ก็นำขึ้นรถไฟไปสปริงฟิลด์ ด้วยขบวนเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ ตลอดทางที่ศพผ่าน แม้จะมืดค่ำ ฝนตกพร่ำอย่างหนัก ลมพัดแรง หิมะจะตกมาสักแค่ไหน ชาวประชาเหลือคณานับ ก็ยังอุตส่าห์มาห้อมล้อม รอมาเคารพศพอยู่เต็มสองข้าง ด้วยรักและอาลัย รันทดใจอย่างที่สุด

เพราะเขาเป็นมหาบุรุษ เป็นมิตรแท้ของประชาชนนั่นเอง