มหัศจรรย์หยาดเหงื่อบนงานศิลปะของ อาจารย์นวมิตร อย่าลืมญาติ

นัดพบ

บ้านกึ่งแกลลอรี่สไตล์ล้านนาหลังเล็กๆ ที่แม่ริมร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ลีลาวดีต้นใหญ่กำลังออกดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมจรุง ขณะที่บรรยากาศภายในก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะ ครูอาร์ต - นวมิตร อย่าลืมญาติ ครูสอนศิลปะโรงเรียนแม่ริมวิทยาคม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และจิตกรเจ้าของงาน "ศิลปะบนพื้นไม้สัก" โดยใช้หยาดเหงื่อช่วยในเรื่องการแต่งแสงเงา ทำให้ภาพไทยแต่ละชิ้นสวยงามได้อย่างมหัศจรรย์ กำลังก้มๆเงยๆอยู่กับการสอนลูกศิษย์ให้จับพู่กันและเขียนอย่างลายไทยอย่างถูกต้อง เมื่อได้ยินเสียงกล่าวทักทาย ครูอาร์ตกุลีกุจออกมาต้อนรับ พลางเดินนำเข้าไปชมความงามของงานศิลปะบนพื้นไม้สัก ซึ่งตั้งเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละชิ้นนั้นงดงามมีเสน่ห์ ลึกลับ และเต็มไปด้วยพลังทางศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง "เพราะภาพไทยที่ครูเขียนจะต่างจากภาพจิตรกรรมไทยทั่วไป โดยเฉพาะในเรื่องของสรีระซึ่งเทียบสัดส่วนของมนุษย์" ครูอาร์ต เล่าถึงเทคนิคเบื้องต้นที่ซ่อนอยู่ในการเขียนภาพบนพื้นไม้สัก

ปัจจุบันครูอาร์ตยังสอนอยู่ที่โรงเรียนแม่ริมวิทยาคมใช่มั้ยคะ

ใช่ครับ!!! สอนวิชาศิลปะบนพื้นไม้เป็นหนึ่งในวิชาศิลปะหลายๆวิชาของโรงเรียน เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่ได้ใช้เวลาเรียนมากว่าวิชาศิลปะอื่นๆ แต่สำคัญที่สุดคือ การใช้เวลานอกเวลาเรียนในการฝึกฝนทักษะและทำงาน ภาพที่นำเสนอบนพื้นไม้จะเป็นศิลปะไทย เช่น ภาพนางในวรรณคดี สัตว์หิมพานต์ รูปเคารพ และเทวดา ลายไม้บนผิวไม้เป็นลวดลายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อได้นำมาร่วมใช้กับศิลปะการเขียนภาพ จะเพิ่มความแปลกใหม่ กลมกลืนกับวิธีการเขียนภาพแบบไทย ดูมีเสน่ห์ ลึกลับน่าสนใจ มีพลังให้คุณค่ากับศิลปะไปอีกรูปแบบหนึ่ง

ไม่ทราบว่าอาจารย์ค้นพบวิธีการเขียนภาพลงบนไม้สักได้อย่างไรคะ

ระหว่างที่สอนหนังสือที่แม่ริมเมื่อหลายปีก่อนครูขับรถมอเตอร์ไซด์ไปประสบอุบัติเหตุทำให้ต้องเสียขาไปข้างนึง ตอนนั้นเศร้ามาก เสียกำลังใจ ดีที่ยังสามารถไปร้องเพลงได้อยู่ เพราะนอกจากเป็นครูแล้ว ยังเคยเปิดร้านอาหารของตัวเอง เป็นนักออกแบบเสื้อผ้า และเป็นนักร้องด้วย (หัวเราะ)

เล่าย้อนกลับไปว่าตอนที่เปิดร้านอาหารก็ทำทุกอย่างเช่นกันครับ และที่สำคัญคือต้องมองหาของมาตกแต่งร้าน ซึ่งอะไรก็คงไม่ดีเท่าภาพเขียน และถ้าหากเป็นภาพที่เขียนลงบนผ้าใบ หรือกระดาษก็จะดูธรรมดาไป ตอนนั้นก็คิดว่าควรจะใช้อะไรดี หันซ้ายหันขวาก็ไปพบกับไม้สักเก่าเข้าแผ่นหนึ่ง เพราะเป็นคนที่ชอบสะสมไม้สักอยู่แล้ว แต่ทว่าโจทย์ที่ยากขึ้นไปอีกคือ ไม้สักเป็นไม้ที่มีคุณค่า การจะวาดภาพอะไรลงไปบนนั้นก็ต้องไม่ใช่ภาพวิวทิวทัศน์ดาดๆทั่วไป กอปรกับเบื้องบนคงดลใจด้วยกระมัง จึงทำให้ครูคิดถึงภาพรูปเคารพ เช่น พระพุทธเจ้า เทวดา องค์เทพต่างๆ นางในวรรณคดี ตลอดจนสัตว์ในหิมพานต์ ฯลฯ เมื่อภาพเหล่านี้ถูกเขียนลงบนไม้สักนอกจากจะดูเลอค่าแล้ว ด้วยลวดลายอันงดงามของไม้สักจะช่วยขับให้ภาพนั้นงดงามจับตาในมิติที่แตกต่างกันออกไป

พอตีโจทย์ได้ตามที่ว่าได้แล้วก็ลงมือวาด พอวาดเสร็จก็นำไปแขวนประดับไว้ตามมุมต่างๆของร้าน ปรากฏว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจของแขกที่มากินอาหาร และส่วนใหญ่มักจะขอซื้อกลับไป ปรากฏว่ามี อาจารย์มณี พะยอมยงค์ ท่านก็เปิดร้านอาหารพอท่านมาเห็นภาพเข้าก็พูดขึ้นว่า "อาจารย์ต่อไปอาจารย์คงจะไม่ได้เปิดร้านอาหารนะ คงจะต้องวาดเพียงอย่างเดียวแล้วละกระมัง ครูยังตอบไปเลยว่าจริงเหรอครับ ปรากฏว่าอีก 6 เดือนต่อมาร้านก็ต้องปิดตัวลงกลายเป็นแกลเลอรี่แทน

ทำไมต้องเป็นไม้สักด้วยคะ

เนื่องเพราะไม้สักเป็นไม้ชนิดเดียวที่ไม่เปลี่ยนสี ครูลองเขียนลงบนไม้มาทุกชนิดแล้วพบว่าไม้สักดีที่สุดไม้อย่างอื่นมันจะเปลี่ยนสี เช่น ทาสีแดงไปมันจะเป็นน้ำตาลเข้ม ทาสีน้ำเงินจะออกเป็นสีดำ ไม้สักจึงเป็นไม้ชนิดเดียวที่ไม่ว่าจะใช่สีอะไรทาลงไปจะคงเดิม ที่จริงเคยทดลองเขียนลงบนไม้จำปี ไม้จำปา เพราะลวดลายใกล้เคียงกับไม้สัก แต่ปรากฏว่าแตกง่าย

ครูอาร์ตใช้สีอะไรในการวาดภาพคะ

ใช้สีอะครีลิคของ Jo Sonja's สำหรับทาลงบนเนื้อไม้โดยเฉพาะผสมสีฝุ่นลงไปเล็กน้อย เมื่อทาลงไปจะคงทนมากอยู่ได้นาน 70-80 ปี โดยที่ยังคงความเงางามเช่นเดิม แต่เมื่อเวลาตบเงาสีทองสำคัญมากเมื่อผสมกับเหงื่อของเราด้วยก็จะยิ่งสวยมีมิติที่ 3 เกิดขึ้นในภาพ แต่อย่างไรเสียไม้เก่าก็จะเขียนได้ดีกว่าไม้ใหม่ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องคอยไปดูตามโรงเลื่อยหรือไปประมูลบ้านเก่าๆมาเก็บไว้ เพราะไม้เก่าจะหน้ากว้างมาก

หลังจากประสบความสำเร็จการวาดภาพลงบนพื้นไม้สักแล้ว ต่อมาครูอาร์ตยังสร้างความมหัศจรรย์ให้กับวงการศิลปะอีกครั้งด้วยการใช้เหงื่อของตัวเองวาดรูปได้อีกด้วย

เรื่องมันเกิดขึ้นจากตอนที่เราเปิดร้านอาหาร พร้อมกับวาดภาพไปด้วย ความที่ต้องลุกขึ้นไปตักน้ำเพื่อล้างพู่กันบ่อยๆ แล้วเราก็ไม่ถนัด ในใจเราก็เลยนึกว่า ถ้ามันมีน้ำที่ฝ่ามือเราหรืออะไรได้มันก็จะดีนะ เราจะได้ไม่ต้องเดินไปให้ลำบาก ปรากฏว่ามีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีก 2-3 วันครูรู้สึกได้ว่าที่ฝ่ามือตัวเองมีเหงื่อซึมออกมามากกว่าปกติ โดยที่เราไม่ได้ป่วย เราเป็นคนมีเหงื่ออยู่แล้ว แต่ไม่ใช่เยอะมาก ก็เหงื่อออกปรกติธรรมดา 2 วัน มันจะออกมาที่ฝ่ามือเต็มหมดเลย เต็มหมด เต็มที่ฝ่ามือ แรกทีเดียวก็ยังไม่ได้คิดว่าเหงื่อที่ออกมามากมายนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการเขียนรูป จนวันหนึ่งใช้สีอะครีลิคสำหรับทาไม้ทาลงไปปรากฏว่าสีแห้งเร็วมากยังไม่ทันตบแสงเงาสีก็แห้งเสียแล้ว ก็เลยลองใช้เหงื่อบนฝ่ามือปาดลงไปบนสีแทนน้ำ ปรากฏว่าแสงเงาที่เกิดขึ้นที่เราเกลี่ยกลับนุ่มนวลสวยงาม จะด้วยสารเคมี เกลือแร่หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ การที่เราใช้เหงื่อแทนน้ำตบเงาเข้าไป เงาที่เกิดขึ้นมันจะมีความเงางามและความนุ่มนวลปรากฏขึ้นอยู่ในที ถ้าในทางศิลปะก็คือเกิดมิติที่สวยงามมากยิ่งขึ้น ครูจึงกลายเป็นจิตรกรคนแรกของเมืองไทยที่ใช้เหงื่อเขียนรูปได้อย่างมหัศจรรย์

ครูอาร์ตสามารถเรียกเหงื่อได้ตลอดเวลา อยากทราบวิธีค่ะ

ก็นั่งทำสมาธิ ประกบมือกัน แล้วภาวนาว่า "ออกมานะๆ" สักพักก็จะมีเหงื่อซึมออกมาตามฝ่ามือ จนไหลหยดจึงเริ่มลงมือตบเงา แต่พอใช้มากๆ ติดต่อกันก็ต้องบำรุงด้วยเกลือแร่เหมือนกัน

ท่วงท่าลีลาในการวาดภาพไทยของครูอาร์ตราวกับผู้ที่จบทางด้านจิตรกรรมไทยมาโดยตรง

เปล่าเลยครูไม่ได้จบทางด้านภาพไทยแต่อย่างใด พักหลังมาก็มานั่งทบทวนตัวเองว่าเราวาดได้อย่างไร แต่โดยความเชื่อส่วนตัวบางครั้งก็มีเรื่องเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นกับการเขียนรูปของเรา เช่น ครั้งหนึ่งอยากวาดเรื่องราวเกี่ยวกับสุโขทัย พลันในคืนนั้นเราก็ฝันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากวาดอย่างมหัศจรรย์ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้หากครูจะวาดรูปที่สำคัญมากๆ ก็จะถือศีล นุ่งขาวห่มขาวเพื่อเป็นการบูชาครูบาอาจารย์ เพื่อนๆที่เรียนจบมาด้วยกันพอมาเห็นงานก็อดแปลกใจไม่ได้เพราะตอนเรียนเรายังไปจ้างเค้าวาดภาพไทยให้เราแต่ตอนนี้เรากลับเป็นคนวาดเสียเองด้วยเทคนิคที่แปลกประหลาดเสียด้วย

งานของครูอาร์ตยังมีความพิเศษตรงอาภรณ์ที่ประดับในตัวภาพด้วย

สำหรับเรื่องนี้มีคนพูดเหมือนกัน การที่เราจะเป็นจิตรกรได้พรสวรรค์อย่างเดียวไม่พอต้องมีพรแสวงด้วย เวลาที่ครูจะวาดภาพใดก็ เราต้องศึกษาให้ถ่องแท้ทั้งอิริยาบถหรือแม้แต่เครื่องถนิมพิมภาภรณ์ที่จะประดับนางในวรรณคดีนั้นๆ เช่น จะเขียนนางในสมัยทวารวดีเราก็ต้องไปค้นคว้าเพิ่มเติม ไม่ใช่จู่ๆ นึกจะวาดก็วาดอันนั้นผิดหลัก สำหรับตัวครูเองบางครั้งก็ต้องไปดูเครื่องประดับของจริงด้วย เพราะฉะนั้นเวลามีงานบางกอกเจมส์ครูมักจะไปดูเสมอ

มีเทคนิคการคุมโทนสีอย่างไร ทุกรูปสีจึงสวยงามมาก

ผู้ที่เรียนมาทางด้านศิลปะจะทราบดีว่าการคุมโทนสีนั้นสำคัญ ซึ่งการแม่นเรื่องทฤษฎีสีจะช่วยได้มาก เพราะจะช่วยให้เราคุมสีให้อยู่ในวงจรหรือโทนเดียวกันได้ เมื่อใช้สีนี้แล้วจะต้องเบรกด้วยสีอะไร เช่น ถ้าเราลงสีส้มอาจจะใช้สีน้ำเงินเบรก ถ้าใช้สีเหลืองก็ควรเบรกด้วยสีม่วง ฯลฯ แต่เมื่อไหร่ที่เราวาดนางในวรรณคดี และมีเรื่องเครื่องแต่งกายเข้ามาเกี่ยวข้องเราต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นสไตลิสต์ด้วย สรุปง่ายๆ คือต้องแต่ตัวเป็น จับคู่สีเสื้อผ้าเป็น เช่น สีเม็ดมะปรางคู่กับสีน้ำเงินอมน้ำทะเลเข้ม สมัยก่อนครูเคยทำเสื้อผ้าส่งร้าน DOMON และเคยได้เดินแบบรุ่นเดียวกับ นิรุตติ์ ศิริจรรยา กับ ดวงตา ตุงคะมณี

ในส่วนของการวาดภาพครูอาร์ตให้ความสำคัญกับการเขียนส่วนใดบ้างคะ

ที่จริงการเขียนภาพต้องพิจารณาแบบองค์รวม แต่โดยส่วนตัวแล้วครูจะให้ความสำคัญกับดวงตา การวาดภาพคนดวงตาต้องสื่อกับคนมองให้ได้ ยิ่งหากวาดผู้หญิงสักคนหนึ่ง ต้องให้ผู้หญิงคนนั้นมันมองคนดู มันมองคนที่จะซื้อ จะหลบตายังไงก็แล้วแต่ให้มันมองนิดๆ บางทีมันจะสื่อกันได้ในระหว่างภาพกับคน ลูกค้าหลายคนมักเอ่ยปากว่าภาพทุกภาพของครูอาร์ตโดยเฉพาะผู้หญิงตาเจ้าชู้มาก สบตาแล้วเป็นต้องตกหลุมรักทุกครั้งไป

ครูอาร์ตเลือกภาพต้นแบบจากอะไรคะ

แน่นอนว่าเราเขียนรูปเพื่อขายส่วนหนึ่งก็ต้องอิงเรื่องการตลาดด้วย เช่น ถ้าเราวาดรูปนางในวรรณคดี หรือรูปเคารพ ยังไงเสียก็ขายได้ขอให้สวยถูกใจ ส่วนภาพสัตว์ในหิมพานต์ต้องมีคนสั่งถึงจะวาดเพราะเป็นความชอบเฉพาะกลุ่ม

แล้วภาพใดคะที่ครูอาร์ตคิดว่าวาดยากที่สุด

ภาพนางสีดาครับ เพราะความงามของนางสีดานั้นสวยที่สุดใน 3 โลก คือ โลกบาดาล โลกมนุษย์ โลกสวรรค์ ซึ่งครูเองก็ยังนึกไม่ออกว่าและเกรงว่าเมื่อวาดออกมาแล้วจะไม่งามสมกับคำร่ำลือ

โดยส่วนตัวแล้วถนัดที่จะวาดภาพแนวไหนคะ

ชอบวาดภาพผู้หญิง นางในวรรณคดี เจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเมื่อลงมือวาดก็จะต้องงดเนื้อสัตว์

แล้วการเขียนภาพให้สวยงามนั้นขึ้นอยู่กับเรื่องใดบ้าง

รูปจะสวยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้วาด และต้องเรียนรู้สิ่งที่เราจะวาดนั้นให้ถ่องแท้ ไม่ใช่จะวาดผู้หญิงก็สักแต่ว่าวาดให้เสร็จๆไป โดยไม่รู้ว่าภาพนั้นจะมีชีวิตชีวาขึ้นต้องประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง เช่น เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ การคุมโทนสีของเครื่องแต่งกาย ต้องสอดคล้องกับยุคสมัย ซึ่งทั้งนี้ผู้เขียนต้องมีรสนิยมในการแต่งตัวด้วย แต่ทั้งนี้ก็ยังรวมถึงคุณภาพสี ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้ด้วย ก็เข้าทำนองเดียวกับว่าทำไมครูจึงต้องเลือกเขียนรูปลงบนไม้สัก

เรื่องของศิลปะเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวงคะ

พรสวรรค์ต้องมาก่อนครับ พรสวรรค์ในที่นี้คือต้องมีความชอบก่อน เพราะศิลปะเป็นเรื่องของทักษะ ต้องหมั่นฝึกฝนอย่างมาก ซึ่งถ้ามีพรสวรรค์หรือมีความชอบสามารถฝึกได้ ส่วนความรู้นอกเหนือไปจากนี้เป็นเรื่องของพรแสวงแล้วละครับ

สุดท้ายแล้วงานศิลปะให้อะไรกับครูอาร์ตคะ

ให้ครูได้ทำงานศิลปะที่เราชอบ และได้นำวิชาความรู้ทั้งหมดที่มีไปถ่ายทอดใก้กับเด็กรุ่นต่อๆไป สรุปคือ งานศิลปะให้ความสุขและความภาคภูมิใจแก่ครูอาร์ตครับ