ดับ "อับราฮัม ลินคอล์น" แห่งสหรัฐอเมริกา (๑)

อับราฮัม ลินคอล์น แห่งสหรัฐอเมริกา
บันทึกวันวาร

 

วันนั้น ศุกร์ที่ ๑๔ เมษายน ค.ศ.๑๘๖๕ ขณะนั้นเวลา ๒๒.๐๐ น. ท้องฟ้า ดวงจันทร์ ทอแสงสุกสว่าง บนท้องฟ้าจากสุกสกาว กลับค่อยๆมัวซัว และดูคล้ายเป็นสีแดงมากกว่าสีของดวงจันทร์ตามปกติ สร้างความประหลาดใจแก่คนที่เฝ้าสังเกต เพราะไม่เคยมีใครเคยพบเห็นมาก่อน ไม่มีใครเฉลียวใจ หรือล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า

แม้แต่ตัวท่านประธานาธิบดีลินคอล์นเอง เนื่องด้วยมีผู้เตือนให้ท่านทราบว่า มีผู้ขู่คุกคามจะเอาชีวิตท่านมากมาย ขอให้ท่านระมัดระวังตัวให้จงหนัก อีกทั้งจะจัดกำลังพิเศษให้ในทุกขณะที่ท่านจะย่างเท้าไปไหนก็ตามที แต่ท่านก็มิได้ตื่นตระหนกไปกับคำเตือน ไม่หวาดหวั่น ยิ่งไปกว่านั้น ได้ปฏิเสธกองกำลังคุ้มกันอารักขาเสียอีก

และในคืนวันศุกร์ เมษายนดังกล่าว ประธานาธิบดีลินคอล์น กำลังนั่งชมละครอยู่กับภรรยา และ พันตรีแรทโบน นายทหารคนสนิทบนที่นั่งในโรงละครฟอร์ด เธียเตอร์ กรุงวอชิงตัน ละครคืนนั้นเป็นละครประเภทตลก สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ตลอดเวลา โดยท่านประธานาธิบดี ไม่ได้มีลางสังหรณ์อะไรสักนิดว่าความตายคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวท่านแล้ว

จนกระทั่งเวลา ๒๒.๒๐ น.

ขณะที่ท่านประธานาธิบดี และบรรดาผู้เข้าชมกำลังส่งเสียงหัวเราะ ชอบอกชอบใจในการแสดงของละครอยู่นั้นเอง

เสียงปืนนัดหนึ่งก็ระเบิด "ปัง" ทางเบื้องหลังของท่านประธานาธิบดี แต่ผู้คนที่เข้าชมละครอยู่กลับไม่ได้ยิน มีเพียงมาดามลินคอล์น กับ พันตรีแรทโบน กับคนอื่นอีก ๒-๓ คน ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆเท่านั้นเองที่ได้ยิน

ท่านผู้หญิงลินคอล์น หวีดร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด พันตรีแรทโบนลุกพรวดขึ้นสุดตัว โถมตัวเข้าใส่มือปืนบุกยิงอย่างทันควัน ฆาตกรโยนปืนพกทิ้ง พร้อมกับชักมีดออกมาเชือดที่แขนพันตรีแรทโบน เป็นแผลลึกถึงกระดูก แล้วก็อาศัยความว่องไว ผลักพันตรีแรทโบนไปทางหนึ่ง กระโดดข้ามบ็อกซ์ไต่ออกไป แล้วตะโกนลั่นว่า

"ล้างแค้น แทนชาวใต้"

ฆาตกรมือสังหาร กระโจนลงสู่เวทีเบื้องล่างซึ่งสูง ๑๑ ฟุต ข้อเท้าแพลง เคล็ด เพราะไปเหยียบขอบพื้น แต่ก็ยังตะเกียกตะกายหนีออกไปอย่างทุลักทุเล

"จับชายคนนั้นไว้ มันฆ่าประธานาธิบดี"

มีเสียงร้องตะโกนดังติดตามไปเบื้องหลัง ผู้เข้าชมเกิดอาการชะงักงัน แตกตื่นกันมากในโรงละคร บางคนได้สติออกไล่ตามจับ มือสังหารเผ่นออกไปถึงประตูด้านหลัง ตรงนั้นมีเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ คนร้ายใช้เท้าถีบที่อกเด็กน้อย ล้มหงายหลัง แล้วกระโดดขึ้นหลังม้า ควบหายไปสู่ถนนเบื้องนอก แล้วควบออกนอกเขตวอชิงตันอย่างรวดเร็ว

เสียงตะโกนร้องมาจากในโรงละครว่า

"บูธเป็นมือปืนสังหาร"

"พวกแสดงละครทั้งหมด จะต้องสมคบกันวางแผนฆ่า เผาโรงละคร เผามันให้ราบ"

ส่วนร่างที่ไร้สติของประธานาธิบดีลินคอล์น ได้มีผู้ช่วยกันหามไปยังบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้โรงละคร มีสแตนตัน รัฐมนตรีกลาโหม ผู้เตือนลินคอล์นให้ระวังตัวในตอนเช้าวันนั้น เป็นผู้ติดตามมาเฝ้าพยาบาลอยู่ตลอดเวลา

๐๗.๒๐ น. ของวันใหม่ อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ก็อำลาโลกไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยกระสุนปืนจากมือปืนใจร้าย และท่ามกลางความเศร้าสลด โกรธแค้นของประชาชน

ข่าวแพร่สะพัดขยายวงกว้างออกไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ประธานาธิบดีถูกยิง และข่าวต่อมาก็คือ ประธานาธิบดีได้จากไปแล้ว ความโศกเศร้าผสมความแค้นก็กระพือโหมหนักขึ้น ประชาชนทั้งชาย-หญิง ต่างพากันร่ำไห้ มีหนุ่มชาวสวีเดนคนหนึ่งฆ่าตัวตาย ก่อนตายกล่าวว่า

"ผมต้องการไปร่วมสมทบกับท่านลินคอล์น"

ยามนั้น บรรยากาศทั่วสหรัฐอเมริกาหรือแม้กระทั่งทั่วโลก ก็พากันโศกเศร้า อาลัย ลินคอล์นคือมิตรแท้ของมวลมนุษย์ ผู้เกิดมาเพื่อบรรเทาทุกเข็ญแก่มวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง

จากเสียงร้องตะโกนของผู้เข้าชมละคร ก็ทำให้ทางการไม่ต้องเสียเวลาในการสืบสวนหาตัวคนร้าย ว่าผู้ที่สังหารประธานาธิบดีลินคอล์น นั้น มีชื่อว่า "บูธ" หรือ จอห์น วิลเลส บูธ ดาราละครหนุ่มผู้มีชื่อเสียงรู้จักกันดีในโรงละคร "ฟอร์ด" นั่นเอง แต่ตอนนี้ฆาตกรได้หลบหนีออกจากวอชิงตันไปแล้ว

ข่าวการเสียชีวิตของประธานาธิบดีลินคอล์น แพร่กระจายไปไม่นานนัก ก็มีข่าวรัฐมนตรีต่างประเทศ

วิลเลี่ยม ซีวาร์ต ถูกคนร้ายอีกรายหนึ่งบุกเข้าสังหารขณะนอนป่วยอยู่ที่บ้าน เนื่องจากอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อ ๙ วันก่อน คนร้ายบุกเข้าถึงตัว เอามีดปาดหน้ารัฐมนตรีต่างประเทศเป็นแผลยาวไปถึงคอหอย ยังโชคดีเฝือกเหล็กที่รัดไว้รอบคอ และขากรรไกรนั้น รับและป้องกันคมมีดไว้ได้ รัฐมนตรีจึงรอด

มร.เอ็ดวิน แมคมาสเตอร์ สแตนตัน ผู้สัตย์ซื่อต่อ ประธานาธิบดี ลินคอล์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เชื่อว่าเป็นแผนการของฝ่ายใต้ เขาได้จัดตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณาคดีนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งจัดกำลังดูแลควบคุมพิจารณาคดีนี้เป็นพิเศษ และสั่งอายัดยึดทรัพย์สมบัติของโรงละครฟอร์ดที่เกิดเหตุทุกชั้น ทุกสิ่ง จับกุมบุคคลทุกคนที่ทำงานอยู่ในโรงละครต้นเหตุ มาควบคุมตัวสอบสวนทุกคน

นอกจากนั้น ได้ส่งกำลังตำรวจ ๑๕๐ คน กับสารวัตรทหาร (M.P. Military Police) ออกติดตามจับคนร้าย และรอบเมืองวอชิงตัน จัดกำลังตำรวจลับอีกจำนวนหนึ่ง กับทหารอีก ๘๐๐ คน ตั้งค่ายมั่นคอยรอรับสถานการณ์ด่วนฉุกเฉิน ด้วยคิดว่าจะเป็นแผนงานใหญ่ของฝ่ายใต้ เรือกลไฟหลายลำถูกส่งออกไปลาดตระเวนแถบอ่าวโปโตแมค และทหารจำนวนมากถูกส่งไปอุดช่องทางที่จะออกจากวอชิงตันทุกทาง ยกเว้นสะพานนาวียาร์ด ที่จะข้ามไปสู่รัฐแมรี่แลนด์แห่งเดียวเท่านั้น ที่ยังเปิดให้ความสะดวกผ่านไปมาได้สะดวก ด้วยเห็นว่าไม่สำคัญ เพราะตามปกติก็จะปิดการจราจร เมื่อเวลาสามทุ่มเสมอ และตอนนั้นการลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์นก็ยังไม่เกิดขึ้น

เหตุเกิดเมื่อตอนสี่ทุ่มเศษ จึงคิดว่าคนร้ายคงไม่หนีออกทางนั้นแน่นอน

แต่ความจริงแล้วผิดถนัด เมื่อ ๒๒.๔๕ น. ของคืนวันเกิดเหตุนั้น สิบเอก ซิลาส คอปป์ กับตำรวจยามอีก ๒ คน ขณะเดินตรวจเหตุการณ์บริเวณสะพาน ก็ได้พบชายคนหนึ่งในเสื้อผ้าสีดำทั้งชุด ตรงเข้ามาหา บอกตำรวจว่าชื่อ บูธ ที่ขี่ม้ามาเพราะจะกลับบ้าน สิบเอกคอปป์ จึงปล่อยให้ผ่านไป

อีก ๓ นาทีให้หลัง ก็มีคนขี่ม้าคนที่ ๒ บอกคอปป์ว่า เขาชื่อ "สมิธ" กำลังจะกลับบ้านเหมือนกัน และก็ได้ผ่านไปโดยสะดวก

ความจริงคนขี่ม้าคนที่ ๒ ที่บอกว่าชื่อ "สมิธ" นี้ก็คือ เดวิด เฮอโรลด์ ผู้ร่วมแผนการกับบูธอีกคนหนึ่งนั่นเอง เขาควบม้าตามมาติดๆ เมื่อทันกันก็เลยควบม้าไปพร้อมๆกัน มุ่งหน้าไปทาง เซอร์รัตสวิลล์ ด้วยตั้งใจจะไปรวบรวมปืนกล และกล้องสนาม เพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังรัฐเวอร์จิเนีย

ทั้งสองมาถึง "เซอร์รัตสวิลล์" หลังเที่ยงคืนเล็กน้อย แต่เป็นเพราะบูธทนเจ็บข้อเท้าที่แพลงตอนโดดลงจากชั้นบ็อกซ์ไม่ไหว จึงเปลี่ยนใจกลับไปหาหมอ ด็อกเตอร์แซมมูเอล มัคค์ ที่เมืองไปรยันส์ทาวน์ เพื่อรักษารีบด่วน ครั้นมาถึงบ้านหมอ ด้วยความไม่ไว้วางใจ บูธจึงใช้หนวดปลอมที่ติดตัวมา ปลอมตัวเป็นชายแก่ โดยบอกหมอว่าเขาตกม้า

ดร.มัคค์ไม่ได้ติดใจระแวงสงสัยอะไร จัดการเข้าเฝือกให้อีก ทั้งยังให้ทั้งสองคนหลับนอน พักผ่อนที่บ้านอีกตามสบาย

ผู้คนพากันคั่งแค้นบูธที่บุกสังหารประธานาธิบดีลินคอล์น ทั้งนี้นอกจากทหาร-ตำรวจจะตามล่าจับแล้ว ยังมีประชาชนนับร้อยออกติดตามพลิกแผ่นดิน ออกล่าด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังลงขัน ตั้งเป็นรางวัลนำจับ รวมเงินได้ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์ (เทียบเป็นเงินไทยยุคนั้น เป็นเงินประมาณนับล้านบาท) ไม่ว่าจับเป็นหรือจับตาย

๑๑ วัน ภายหลังเกิดเหตุ ที่ยุ้งข้าวแห่งหนึ่ง ใกล้เมืองโบลิ่งกรีน รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งฆาตกรคิดว่าเป็นที่ปลอดภัย หน่วยตามจับจากวอชิงตัน ซึ่งมีนายทหาร ๓ คน พร้อมกำลังสมทบอีก ๒๕ คน ได้รุดไปล้อมจับตาย บูธ เฮอโรลด์ยอมให้จับโดยดี แต่เสือร้ายไม่ยอมให้จับเป็น ขอให้ทหารถอยออกไป ๒๐ หลา เขาจะออกไปยิงต่อสู้ซึ่งๆหน้า ก่อนที่จะตาย

แต่หน่วยล่าไม่ได้ทำตามที่ บูธ เฮอโรลด์ ท้าทาย เขาจัดแจงเอาไฟจุดเผายุ้งข้าวนั้นทันที และทันใดนั้นก็มีเสียงปืนลั่นขึ้น ๑ นัด ทุกคนเห็นร่างเสือร้ายอย่างบูธล้มคว่ำลง กระสุนปืนเจาะร่างเข้าที่ท้ายทอย กระสุนตัดกระดูกต้นคอ ร่างของคนร้ายถูกลากออกมาพ้นกองไฟอย่างฉุกละหุก

วาระสุดท้ายของดาราละครบูธสั่งเสียว่า

"บอกแม่ผมด้วยว่าผมตายเพื่อประเทศชาติ" และก่อนสิ้นลม บูธพูดออกมาเบาๆพอได้ยินว่า "ไร้ประโยชน์ๆ"

แล้วเขาก็สิ้นลมหายใจ

จากการค้นตัวบูธ ภายหลังที่เขาตายแล้ว ได้พบรูปเพื่อนสาว และสมุดบันทึก กับดินสออีกหนึ่งแท่ง

บูธเขียนบันทึกนั้นว่า

"ผมขี่ม้ามาหลายสิบไมล์ด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ถูกล่าเหมือนหมาตัวหนึ่ง ต้องหนีผ่านหนอง บึง เมื่อคืนนี้ เครื่องบินหลายลำออกตามล่า ผมเปียกปอนไปทั้งตัว หนาวเย็น หิวโหย อดอยาก โอ! ทุกคนตามล่าผมทั้งนั้น"

สำหรับผู้ที่ยิงบูธ คือ สิบเอก บอสตัน คอเบต ผู้เคร่งศาสนา เขากล่าวว่า

"พระเจ้าทรงบันดาลให้ผมทำเช่นนั้น

การยิงบูธเสียชีวิตครั้งนี้ ทำให้คอเบตกลายเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ ภาพของเขาขายดิบขายดี ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้รับเชิญให้ไปบรรยายในฐานะเป็นผู้พิชิตบูธ

สำหรับบูธ ผู้ที่ล้างแค้นแทนชาวใต้ เหตุผลที่เขาต้องสังหาร ประธานาธิบดีลินคอล์นก็เพื่อล้างแค้นให้ชาวใต้ ซึ่งบูธเชื่อว่าลินคอล์น เป็นผู้ทำลายขนบธรรมเนียมของชาวใต้สลายลงโดยสิ้นเชิง เขาสาปแช่งลินคอล์นมาเป็นเวลาแรมปี เขาวางแผนว่าจะลักพาตัวลินคอล์นไปกักขัง เพื่อแลกเปลี่ยนกับเชลยศึกเป็นจำนวนมาก เพื่อเอากำลังเหล่านี้กลับมาทำสงครามกับฝ่ายเหนือ ให้ชาวใต้ประสบชัยชนะในที่สุด แผนนี้เขาลงมือสองครั้งแล้ว แต่พลาดและผิดหวัง

สมุนผู้ร่วมกิจกรรมกับบูธ ส่วนมากเป็นพวกที่ศรัทธาเลื่อมใสเขา เพราะเขามีบุคลิกที่สง่างาม อีกทั้งมีทุนทรัพย์ มีเงินหว่านโปรย แต่แล้วต่อมาเขาเหล่านั้นก็พากันสิ้นศรัทธา ทำให้บูธต้องคิดและกลัดกลุ้มกระวนกระวาย จนกระทั่งสงครามกลางเมืองระหว่างเหนือกับใต้เกิดขึ้น

คราวนี้เขาเปลี่ยนความคิดมาวางแผนสังหารลินคอล์นโดยตรง

เช้าวันศุกร์ที่เขาบุกสังหารประธานาธิบดีลินคอล์นนั้น เขาตัดสินใจจะลงมือกระทำการเมื่อตอน ๑๑.๐๐ น. ก่อนเที่ยงวันของวันนั้นเอง

วันนั้นที่ทำเนียบขาว ลินคอล์นสายกว่าปกติถึงหนึ่งชั่วโมง เมื่อแต่งตัวเสร็จ ก็ออกมาสมทบกับสมาชิกในครอบครัว เพื่อทานอาหารเช้าร่วมกัน และก็ในขณะรับอาหารเช้า ก็ได้รู้ว่า คืนนี้ภรรยาของเขาจะไปชมละครที่โรงละครฟอร์ด ลินคอล์นจึงถือโอกาสว่าจะไปด้วย ทั้งๆที่ตัวลินคอล์นก็ไม่ได้ชอบละคร อีกทั้งคนใกล้ชิดก็แนะนำว่า ไม่ควรเสี่ยงต่อการที่จะออกไปปรากฏตัวต่อที่สาธารณะ เพราะจะเป็นโอกาสของผู้ไม่หวังดีกระทำการได้ แต่เป็นเพราะความรักตามใจภรรยา จึงตกลงใจไปดูละครตามที่ภรรยาชวนอย่างง่ายๆ

ส่วนบูธ เมื่อเสร็จจากการตัดผม ก็รีบกลับไปที่โรงละครฟอร์ด เพื่อจะดูจดหมายที่มีมาถึงเขา เมื่อไปถึง เขาก็ได้ข่าวว่า ประธานาธิบดีลินคอล์นจะมาชมการแสดงละครในคืนนี้อย่างบังเอิญ และไม่ได้มีกำหนดการมาก่อน บูธไปนั่งอ่านจดหมายที่บันไดหินนอกโรงละคร สักครู่ก็วิ่งกลับขึ้นไปที่นั่งชั้นบ็อกซ์ ดูการซ้อมละครอยู่นาน และก็เป็นตอนนี้เอง ที่แผนสังหารลินคอล์นเกิดขึ้น จากนั้นบูธก็รีบออกจากโรงละคร มุ่งไปหาเพื่อนัดหมายกับเพื่อนร่วมงานทันที

เพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการสังหารลินคอล์นมี ๓ คน คือ ยอร์ช แอ็ตเซอร็อตต์ เป็นชาวเยอรมัน ดื่มจัด คนนี้มีอาชีพทางต่อรถ คนที่ ๒ ชื่อ ลูอัส เพน เป็นนักโทษเพิ่งหลบหนีจากเรือนจำสหพันธ์รัฐออกมา คนที่ ๓ ชื่อ เดวิด เฮอโรลด์ ซึ่งเดิมอยู่ร้านเภสัชกรรม แต่ตอนนี้ว่างงาน เพนเป็นผู้บุกเข้าสังหารรัฐมนตรีต่างประเทศ วิลเลี่ยม ซีวาร์ต โดยการนำทางของเฮอโรลด์

และตัวบูธเองจะเป็นผู้สังหารประธานาธิบดีลินคอล์น ตามกำหนดการจะลงมือตามแผนพร้อมกันในเวลา ๒๒.๒๐ น. คืนวันนี้

สำหรับตัวบูธเอง เขามีความเชื่อมั่นว่างานนี้จะต้องสำเร็จพันเปอร์เซ็นต์ เพราะประการที่ ๑ เขารู้เส้นทางหนีทีไล่ในโรงละครดี ประการที่ ๒ เขาเป็นนักแสดงละครที่สามารถเข้านอกออกในได้ทุกแห่งในโรงละครนี้ตามใจชอบ

บ่ายวันนั้น บูธกลับมาที่พัก จัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวใหม่ โดยใช้ชุดขี่ม้าแทนชุดเก่า แล้วเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ชี้แจงเหตุการณ์ที่จะสังหารประธานาธิบดีไปยังบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น ท้ายจดหมาย ลงนาม บูธ-เพน-แอ็ตเซอร็อตต์ และเฮอโรลด์...

(โปรดอ่านต่อตอนที่ ๒)