ดับคนดัง : อินทิรา คานธีแห่งอินเดีย (๑)

อินทิรา คานธีแห่งอินเดีย
บันทึกวันวาร

๓๑ ตุลาคม ๑๙๘๔

ขณะนั้น เพิ่งจะ ๐๙.๑๖ น. ที่บ้านพักของท่านนายกรัฐมนตรีอินเดียที่ถนนซิบดาจัง อินทิรา คานธี ในชุดส่าหรีสีส้ม เดินออกจากบ้านพัก พร้อมฝ่ายอารักขา และกลุ่มนักข่าวที่มารอทำข่าวสัมภาษณ์

นายกรัฐมนตรีแห่งอินเดียเดินนำหน้า มีนาเรนทร์ ซิงห์ ถือร่มกันแดดตามมาติดๆ อินทิรา คานธี เดินนำกลุ่มอย่างช้าๆ ผ่านโรงเก็บรถซึ่งอยู่ด้านขวามือเพื่อตรงไปยังสำนักงานด้านถนนอัคบา โดยที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีเหตุร้ายสะเทือนโลกบังเกิดขึ้น แม้คนอื่นๆที่ตามมาด้วยก็มิได้คาดฝัน เพราะทุกคนอยู่ภายในบ้านท่านนายกรัฐมนตรีอินเดีย

ที่มุมขวา สี่แยกโรงเก็บรถที่นายกและคณะผ่านมานั้น มีทหารรักษาการณ์ซึ่งเป็นชาวอินโด-ทิเบตอยู่กลุ่มหนึ่งคอยให้การอารักขาอยู่อย่างเคร่งครัด

เมื่อมาถึงประตูที่จะเปิดออกไปสู่สำนักงานด้านถนนอัคบานั้นเอง บุรุษหนุ่มก็ก้าวออกมาเปิดประตู และทักทายตามปกติ ณ เวลานั้น ด้านขวามือของกลุ่มท่านนายกรัฐมนตรี มีบุรุษหนึ่งยืนถือปืนสเตนอยู่ เพื่อรักษาความปลอดภัย

เสี้ยวหนึ่งของวินาที บุรุษคนแรกผู้เปิดประตูให้ ควักปืนสั้นขนาด .๓๘ สเปเชียล ออกมากระหน่ำยิงผู้นำอินเดียอย่างเผาขน ทุกคนตกตะลึงด้วยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

สามนัดซ้อนๆ ร่างในเสื้อคลุมส่าหรีของ อินทิรา คานธี ซวนเซไปทางซ้ายด้วยแรงปืน ขณะเดียวกันอีกบุรุษหนึ่ง ผู้ถือปืนสเตนอยู่ด้านขวาก็กราดกระสุนซ้ำอีกถี่ยิบ เสียงปืนดังดุจเสียงข้าวตอกแตก

อินทิราเซถลาราวกับนกปีกหัก ล้มคว่ำลงกับพื้น เลือดสดทะลักสาดกระจายเต็มพื้นแดงฉาน

ราเมส วาตัส จากหน่วยคุ้มกัน ดูเหมือนจะได้สติก่อนใคร เขากระโดดเข้ามาขวางกั้นร่างของนายกรัฐมนตรีเอาไว้ กระสุนเจาะต้นขาเขาสามนัด ล้มคว่ำตามร่าง อินทิรา คานธี ไป หน่วยคุ้มกันที่เหลือ พอได้สติต่างก็เข้ามาบังร่างของอินทิราไว้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีถูกกระสุนเจาะเข้าที่ร่างหลายสิบนัด และร่างที่ฟุบลงไปก็จมกองเลือด หายใจระรวยอยู่ อ่อนแรงเต็มที เกือบจะดับสิ้นอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน บุรุษเพชฌฆาตผู้ชักปืนมาจ่อยิงอินทิราอย่างเผาขนคนแรก ก็ทิ้งปืนลงกับพื้น พร้อมกับร้องขึ้นว่า

"เราได้ทำในสิ่งที่เราต้องการแล้ว ตอนนี้ท่านต้องทำในสิ่งที่ควรทำ"

แล้วหันมาดึงแขนมือสังหารอีกคน วิ่งหลบเข้าไปอยู่ในตู้ยามอย่างรวดเร็วพร้อมกับทิ้งปืน

"ตามจับมันให้ได้" ดิเนส บัส หัวหน้าหน่วยคุ้มกันตะโกน

"มันยิงท่านนายก" สิ้นเสียงตะโกนสั่ง เหล่าทหารอินโด-ทิเบต ก็กระจายกำลังล้อมตู้ยาม แล้วกระหน่ำยิงจอมฆาตกรในนั้นล้มคว่ำลงไปทั้งสองคน

ช่วงแห่งความเป็นตายนั้น ดิเนส บัส รีบนำร่างของ อินทิรา คานธี ส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดที่ถนนซิปตาจัง โดยมีโซเนีย ลูกสะใภ้ตามมาด้วย นายแพทย์โอเทปพยายามช่วยเหลือโดยปั๊มลมหายใจให้แก่ อินทิรา คานธี อย่างสุดความสามารถ แต่ร่างกายท่านนายกไม่มีอาการตอบสนองเอาเลย กระสุนปืนเปิดแผลเป็นรูกว้าง ทำให้เลือดไหลออกมามาก เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดด้วยโรงพยาบาลแห่งนี้ ไม่มีเลือดกรู๊ปนี้อยู่เลยแม้แต่หยดเดียว

เพื่อต่อชีวิตให้ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่รอดต่อไปได้ รถพยาบาลจากโรงพยาบาลรามาโนฮา ไลเชีย ถูกเรียกมารับคนไข้ไปที่สถาบันเอไอไอ เอ็มเอส ซึ่งอยู่ห่างออกไปถึง ๔ กิโลเมตร

และเมื่อไปถึง คนไข้ถูกนำเข้าห้องไอ.ซี.ยู.อย่างรวดเร็ว แพทย์ผ่าตัดมือดี ดร.เจเอส กูเลอเรีย ซึ่งเชี่ยวชาญทางผ่าตัด หลังจากตรวจสอบหัวใจ กราฟบอกว่ายังพอมีทาง แพทย์จึงนำคนไข้ขึ้นไปชั้น ๘ ของตึกเป็นการด่วน

แต่คณะแพทย์ได้พยายามอย่างที่สุดโดยใช้เวลาหลายชั่วโมง ตั้งแต่ ๙ โมงครึ่งตอนเช้าถึงบ่ายสองโมงครึ่ง ทั้งคลื่นหัวใจและสมองก็มิได้ดีขึ้น มีแต่ลดลงตามลำดับ ในที่สุดก็หยุดนิ่ง

อินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เสียชีวิตด้วยฝีมือฆาตกรโหดสองคนในวันนั้น ทั้งๆที่เดินอยู่ในบ้านตัวเอง

ข่าวการเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยมของ อินทิรา คานธี กระจายไปทั่วกรุงเดลี ชาวอินเดียต่างร่ำไห้คร่ำครวญ บางคนทึ้งผมแสดงอาการเสียใจอย่างสุดซึ้ง

"นายกของเราตายแล้ว"

ห้างร้านต่างๆ พากันหยุดกิจการเพื่อไว้อาลัยแด่ อินทิรา คานธี กันหมดจนกรุงเดลีเงียบเหงาเหมือนเมืองร้าง ธงชาติถูกลดลงครึ่งเสา สถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายข่าวอย่างเศร้าสร้อย

มีชาวอินเดียหลายคนตัดสินใจฆ่าตัวตายตามด้วยการกระโดดเข้ากองไฟและผูกคอตาย บางคนช็อกสิ้นใจทันทีที่ทราบข่าวการตายของ อินทิรา คานธี หลายคนพยายามฆ่าตัวตาย แต่ตำรวจช่วยเอาไว้ทัน พระผู้ใหญ่จากเมืองอมฤตสารตกตะลึงและเสียใจอย่างสุดซึ้ง

ขณะเดียวกันชาวซิกข์ในแคว้นปัญจาบและต่างประเทศต่างกระโดดโลดเต้นดีใจในการตายของ อินทิรา คานธี พวกเขาจัดงานเลี้ยงฉลองกันเป็นการใหญ่ ทำให้ชาวฮินดูที่กำลังเศร้าโศกโกรธแค้น รวมตัวกันออกลุยชาวซิกข์เป็นการใหญ่

กว่า ๓๐ เมืองที่มีการเข่นฆ่ากันระหว่างฮินดูและซิกข์ ชาวซิกข์ถูกสังหารเป็นจำนวนมาก บ้านเรือนถูกเผา ข้าวของถูกทำลาย ชาวซิกข์หลายคนถูกลากตัวออกมาตัดผม โกนหนวด โกนเคราจนเกลี้ยง แล้วจับเผาประจานทั้งเป็น เหตุร้ายครั้งนี้มีชาวซิกข์ถูกฆ่ากว่าสองพันคน ชาวฮินดูตามเมืองใหญ่ได้รวมตัวกันแล้วบุกเข้าสถานีรถไฟ หยุดรถทุกขบวน แล้วขึ้นไปลากผู้โดยสารที่เป็นซิกข์ลงมาเชือดคอและเผาทั้งเป็น

ชาวซิกข์ที่เหลืออยู่ต่างเข้าไปหลบซ่อนในค่ายลี้ภัยซึ่งมีเจ้าหน้าที่คุ้มกันอย่างแข็งขันในเมือง ถนนทุกสาย ไม่มีชาวซิกข์เดินให้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว

ท่ามกลางความเศร้าโศกครั้งใหญ่ ราจีป คานธี บุตรชายของ อินทิรา คานธี ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบแทน เขาได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้ามผู้คนออกนอกบ้าน (ประกาศเคอร์ฟิวส์) เพื่อป้องกันเหตุร้ายลุกลาม

ประกาศถูกยกเลิกวันเสาร์ที่ ๓ พฤศจิกายน เวลาเช้า ๖ นาฬิกาตรงเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนได้ไปเคารพศพ อินทิรา คานธี ในวาระสุดท้าย

ร่างอันไร้วิญญาณ นางอินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดีย แต่งกายสีขาวนวล คลุมด้วยธงชาติ โปรยด้วยดอกไม้สีขาว นำมาตั้งไว้ที่คฤหาสน์ทีนมูรติ ซึ่งเป็นบ้านพักของ เยาวหะราล เนรูห์ ถึงวันเสาร์ที่ ๓ พฤศจิกายน เวลา ๑๕.๔๘ น. จึงเคลื่อนย้ายไปเชิงตะกอนริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ซึ่ง ณ ที่นั้น ประชาชนกว่าสามล้านคน มายืนเรียงรายเพื่อเคารพศพเป็นระยะทางกว่า ๑๑ กิโลเมตร

แล้ว ราจีป คานธี ก็ใช้คบเพลิงทำจากไม้จันทน์ จุดเพลิงกองฟืนไม้จันทน์ซึ่งชโลมด้วยน้ำมันเนยเป็นคนแรก

เปลวเพลิงลุกไหม้ร่างสตรีเหล็กของอินเดียวจนมอดไหม้ ท่ามกลางเสียงร่ำไห้คร่ำครวญอย่างโศกเศร้าแสนสาหัสของประชาชน

จากนั้น ราจีป คานธี ได้นำกระดูกของ อินทิรา ขึ้นเครื่องบินไปโปรยบนยอดทิวเขาหิมาลัย สูงเสียดฟ้าที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง ละอองหิมะชั่วนาตาปีตามความต้องการของมารดา

ส่วนฆาตกรมือปืนสังหาร ถูกทหารอินโด-ทิเบตยิงในป้อมยามนั้น ปรากฏว่าตายเพียงคนเดียว ชื่อ บินซิงห์ ซึ่งเป็นคนแรกที่ชักปืนสั้นออกมาสังหาร อินทิรา ส่วนอีกคนที่ยิงซ้ำด้วยปืนกลมือสเตนนั้น อาการแค่สาหัส คนนี้ชื่อ สัตวันต์ เขาได้รับการเยียวยาอย่างดีจนพ้นขีดอันตรายและถูกสอบว่า

"ใครเป็นคนบงการ"

"เรื่องนี้ผมไม่รู้ว่าใครบงการเบื้องหลัง รู้แต่เพียงว่า ในวันที่ ๑๗ ตุลาคม บินซิงห์ได้พูดกับผมในห้องน้ำ ตรงข้ามห้องแต่งตัวของ อินทิราว่า ตอนนี้ชาวซิกข์เจ็บแค้น เพราะแผนการบลูสตาร์ ซึ่งเรื่องนี้ อินทิรา คานธี จะต้องรับผิดชอบ และเมื่อเป็นการแก้แค้นแทนชาวซิกข์ เราต้องสังหาร อินทิรา คานธี เสีย"

สัตวันต์ ให้การต่อว่า

"เขาเกลี้ยกล่อมผมอยู่หลายนาที ในที่สุดก็ตัดสินใจจะร่วมงานกับเขา บินซิงห์ นัดให้ไปพบที่วิหารทองคำ ในวันที่ ๒๐ ตุลาคม และคงจะเห็นว่ารับปากกับเขาง่ายเกินไป เขาจึงไม่ยอมไว้ใจผมจนวินาทีสุดท้าย ก่อนจะยิง อินทิรา บินซิงห์เป็นคนบอกให้ผมยิง หากผมเปลี่ยนใจ เขาก็จะยิงผมเสีย ซึ่งตอนขณะนั้น บินซิงห์ เอาปืนจ่อหัวผมตลอดเวลา จนท่านนายกอินทิราก้าวใกล้ประตู เขามากระซิบบอกผมว่า 'มาแล้ว แกต้องยิง และระวังอย่าให้กระสุนพลาดไปถูกคนอื่น' และทั้งๆที่ตกลงกับผมไว้เป็นอย่างดีแล้ว พอท่านนายกเดินผ่านประตูมา บินซิงห์ก็ยังไม่ไว้ใจผมอยู่นั่นเอง เขาลงมือยิงเสียเอง ก่อนที่ผมจะยิง ดังที่ทุกคนเห็น"

สิ้นสุดคำให้การของสัตวันต์ ก็สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่รัฐบาลเพราะไม่รู้อยู่ดีว่าใครอยู่เบื้องหลัง

มีการวิจารณ์กันว่า แผนสังหารโหดครั้งนี้ วางแผนที่ห่วยที่สุด แต่ที่ประสบความสำเร็จนั้น ก็เพราะหน่วยคุ้มกันรักษาความปลอดภัยของ อินทิรา คานธี ไร้คุณภาพอย่างที่สุดนั่นเอง

มือปืนทั้งสอง หลังจากลั่นกระสุนแล้วก็มิได้มีแผนหนี ยิงอย่างเดียว ยิงเสร็จแล้วก็หลบไปอยู่ในป้อมยาม หน่วยคุ้มกันก็มัวแต่พะวงนำ อินทิราไปโรงพยาบาล ไม่มีใครสนใจฆาตกรแต่อย่างใด จนฆาตกรหลบเข้าไปในป้อม แล้วจึงออกติดตามไป ฆาตกรก็งี่เง่า ไม่ได้วางแผนหนีไว้ก่อนอยู่ซ่อนในป้อมให้ถูกยิง ถูกจับเอาง่ายๆ

เป็นคราวเคราะห์ที่ อินทิรา คานธี จะต้องปิดฉากการต่อสู้บนเวทีโลก เธอจึงจบชีวิตทั้งๆที่เดินอยู่ในบ้าน

ต้นตอสาเหตุการสังหารสะเทือนโลกนี้ พอลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้

รัฐเล็กๆแห่งหนึ่งชื่อปัญจาบ อยู่ทางทิศเหนือของอินเดีย อาณาเขตทิศเหนือจรดรัฐหิมาลัย ตะวันออกจรดฮาร์ยานา ทางใต้จรดราชาสถาน ตะวันตกจรดปากีสถาน รัฐปัญจาบนี้แม้จะเป็นรัฐเล็กๆ แต่ก็เป็นหัวใจของอินเดีย เพราะที่นี่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ผลผลิตที่นำไปเลี้ยงคนในรัฐอื่นๆเกือบทั่วประเทศอินเดีย

ชาวปัญจาบมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว หน้าตาดี เฉพาะสตรีเพศนั้นสวยงามมาก นางเอกภาพยนตร์อินเดียหลายคนมาจากรัฐปัญจาบนี้

ประชากรปัญจาบส่วนใหญ่ ถือศาสนาซิกข์ ซึ่งพวกซิกข์นี้ไม่มีวรรณะ ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน อยู่ร่วมกัน กินด้วยกัน สวดมนต์ร่วมกัน

ซิกข์เป็นขมิ้นกับปูนกับฮินดู ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศอินเดีย และถูกพวกฮินดูข่มเหงและกลั่นแกล้งต่างๆนานา เพราะไม่อยากให้มีศาสนาใหม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ซิกข์จึงจำเป็นที่จะต้องป้องกันตัว โดยเริ่มสะสมอาวุธต่างๆไว้ รวมทั้งเริ่มการฝึกวิธีใช้อาวุธ เพื่อต่อต้านชาวฮินดูที่เข้ามารังแกด้วย

ต่อมาครูคนสำคัญของซิกข์คนที่ ๔ ชื่อ ครูรามดัส ซึ่งกษัตริย์อัคบาได้พระราชทานทรัพย์ส่วนหนึ่งให้นำมาซื้อที่ดินผืนหนึ่ง มีอาณาบริเวณกว้างขวางใหญ่โตพอดู ครูรามาดัส ลงมือขุดอ่างน้ำขนาดใหญ่ขึ้น แล้วเคลื่อนย้ายสถานที่ตั้งของศาสนาจากหมู่บ้านโตอินวัลมาที่ข้างอ่าง จนบริเวณรอบอ่างน้ำกลายเป็นเมืองใหม่ และเมืองนั้นก็เป็นศูนย์กลางของศาสนาซิกข์ ชาวบ้านเรียกว่า รามดัสจักร

ครูรามดัสได้สร้างวิหารไว้สำหรับประกอบพิธีทางศาสนาในอ่างน้ำนั้นด้วย แต่ก็ไม่ทันสำเร็จ ครูรามดัสสิ้นชีวิตเสียก่อน อาจุน บุตรชายคนเล็กของเขาได้รับตำแหน่งครูซิกข์ คนที่ ๕ และเมื่อได้รับตำแหน่ง อาจุนก็สร้างวิหารต่อจนสำเร็จ

วิหารแห่งนี้แตกต่างจากวิหารทั่วไป โดยฐานของวิหารในระดับที่ต่ำกว่าพื้นดิน มีทางเข้าออก ๔ ทาง ๔ ด้าน และเมื่อสร้างเสร็จพื้นของวิหารจะปริ่มน้ำในอ่างใหญ่พอดี จึงเรียกอ่างน้ำนั้นว่า อมฤตสาร หรือสระน้ำอมฤต ต่อมากลายเป็นชื่อเมือง

ชาวซิกข์ได้พัฒนาตัวเองให้เจริญขึ้นเรื่อยมาพร้อมกับการสะสมอาวุธและฝึกอาวุธไว้ป้องกันตัวเอง โดยเฉพาะปกป้องศาสนาอันเกิดจากการรุกรานทั้งทางตรงและนโยบายทางการเมือง

ศาสนาซิกข์ เป็นปึกแผ่นมั่นคง มีศาสนิกชนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนมากกว่าสิบล้านคนในปัจจุบัน

ในรัฐปัญจาบ มีพรรคการเมืองอยู่หลายพรรค แต่พรรคที่ได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาลบ่อยครั้งที่สุด คือ พรรค กาลีดาล พรรคนี้เป็นรัฐบาลของรัฐปัญจาบ เป็นปากเสียงให้ชาวซิกข์ เรียกร้องสิทธิต่างๆมากมายจากรัฐบาลกลางที่เดลี ถ้าข้อเรียกร้องนั้นได้รับการตอบสนองที่ดี ทางพรรคก็จะหาข้อเรียกร้องใหม่มาเสมอๆ แต่ถ้าถูกปฏิเสธจากรัฐบาลกลาง ทางพรรคก็จะสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความวุ่นวายทันที

พรรคกาลีดาล เป็นหน้าม้าก่อความวุ่นวายต่างๆขึ้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้รัฐบาลของ อินทิรา คานธี หันมาเจรจา แต่ถ้ายังทำเฉยเมย ไม่สนใจต่อไป ข้าราชการและประชาชนที่ไม่ได้รู้เห็นอะไรด้วย มักถูกจับเป็นตัวประกัน ถูกลอบทำร้าย ถูกลอบยิงตายเป็นหมู่ เป็นคณะก็มีหลายครั้งหลายคราว และเหตุการณ์ร้ายแรงนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะจัดการอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะคนทำเป็นคนของพรรคการเมืองที่มีอำนาจ ใครไปแตะต้องมีหวังถูกย้ายไปอยู่ในป่า อีกประการหนึ่ง ฆาตกรผู้ก่อการร้ายทั้งหลาย เมื่อทำการเสร็จแล้วมักหนีไปซ่อนตัวอยู่ในวิหารต่างๆทางศาสนา พวกตำรวจเข้าไปยุ่มย่ามไม่ได้ โดยเฉพาะในวิหารทองคำที่รัฐปัญจาบอันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ใครเข้าไปยุ่งไม่ได้เลย

เรื่องเป็นเช่นนี้เรื่อยมา จนหนักเข้าเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๑๙๘๔ มีการตกลงแบ่งเขตแดนรัฐปัญจาบ กับรัฐฮายาน่า ซึ่งเป็นปัญหาขัดแย้งกันมานาน โดยทั้งสองรัฐต่างก็เรียกร้องจะเอาเมืองจันดิการ์ ซึ่งมีเขตแดนติดต่อกันระหว่างสองรัฐมาไว้กับตน และคราวนี้รัฐบาลกลางโดย อินทิรา คานธี ได้แบ่งใหม่ ให้ตัวเมืองเป็นของปัญจาบ ส่วนบางท้องที่ที่มีชาวฮินดูอยู่ให้เป็นของฮายาน่าไป แต่เรื่องก็ตกลงกันไม่ได้