เยือนอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ นครรัฐโบราณชาวพุทธ

ตามรอยพระพุทธศาสนา

นมัสการมหาธรรมจักร ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ นครรัฐโบราณของชาวพุทธมีผู้คนตั้งถิ่นฐานเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนแล้วก่อตัวเป็นชุมชน มีโบราณสถานของชาวพุทธเมื่อสมัยทวาราวดี ที่โบราณสถานคลังใน คลังนอก พบจารึกคาถาเยธัมมาฯ และปฏิจจสมุปบาท ธัมมจักกัปปวัตนสูตร มหาธรรมจักร พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย์ และรูปสัตว์ต่างๆ ก่อนจะคลี่คลายเป็นศูนย์แห่งชาวพุทธ และพราหมณ์ตามอิทธิพลเขมร ที่ปรางค์สองพี่น้องและปรางค์ศรีเทพ พบรูปพระวิษณุ พระกฤษณะโควรรธนะ พระอาทิตย์หรือสุริยเทพ พระนารายณ์ พระลักษมี ศิวลึงค์ โยนิ ทวารบาล แล้วถูกกลืนหายไปในป่าแห่งลุ่มน้ำป่าสัก ก่อนที่จะมาค้นพบใหม่ในปี 2447 เป็นส่วนหนึ่งรายการเที่ยวทั่วไทย หัวใจถึงธรรม กับหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ

นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ในฐานะหัวหน้าทีมเที่ยวทั่วไทย หัวใจถึงธรรมปูพื้นฐานความรู้เมืองเพชรบูรณ์สันนิษฐานว่าสร้างใน2ยุค ยุคแรกสมัยสุโขทัยหรือพิษณุโลกเป็นเมืองหลวง สังเกตได้จากแนวกำแพงเมืองมีการเอาลำน้ำไว้กลางเมือง และในยุคที่สอง สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีป้อมและกำแพงก่อด้วยอิฐปนศิลา สัณฐานคล้ายเมืองนครราชสีมาเอาแม่น้ำมาไว้กลางเมืองเช่นเดียวกัน เมืองเพชรบูรณ์ที่สร้างในทั้งสองยุคนั้นเพื่อป้องกันข้าศึกซึ่งจะยกทัพมาจากฝ่ายเหนือ เมืองเพชรบูรณ์นี้เป็นเมืองแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร ภูมิประเทศเป็นที่ลุ่มแบบท้องกระทะ พื้นที่ของจังหวัดลาดชันจากทิศเหนือไปทิศใต้ ตอนเหนือเป็นทิวเขาสูง ตอนกลางเป็นที่ราบขนาบด้วยเทือกเขาเพชรบูรณ์ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่าน

คณะทั้งหมดนั่งรถไฟฟ้าและลงเดินเท้าเพื่อสัมผัสอย่างใกล้ชิดบริเวณโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพสงบร่มเย็นเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ไม้มงคลทั้งหลายทำให้ผู้รักธรรมชาติเพลิดเพลิน ต้นมะกักหรือมะกอกป่าออกดอกเป็นสีขาวโพลนไปทั้งต้นเหมือนผมสีดอกเลา ต้นคูน(ช่อชัยพฤกษ์)เต็มไปด้วยดอกสีเหลืองอร่ามห้อยระย้าไปทั้งต้น ต้นตะเคียนหนู ต้นงิ้วหนาม ต้นฉนวน ต้นตะโก(นา)โคนต้นเป็นสีดำที่เปรียบเทียบว่าสีดำเหมือนตอตะโก ว่านมะรุมป่า ที่นี่ยังมีคูน้ำคันดินเป็นกำแพงเมืองล้อมรอบพื้นที่ 2,889 ไร่ เมืองในมีเนื้อที่ 1,300 ไร่ มีช่องประตูเมือง 6 ช่องทาง พื้นที่ภายในเป็นที่ราบลอนลูกคลื่น โบราณสถาน40แห่ง มีสระน้ำและหนองน้ำกระจายอยู่ทั่วไป เมืองนอกมีเนื้อที่ 1,589 ไร่ มีสระน้ำอยู่ทั่วไปมีโบราณสถาน 54 แห่ง นอกเมืองโบราณมีโบราณสถานอยู่ทั่วไป 50 แห่ง

เจ้าหน้าที่อุทยานฯที่ชื่อรสสุคนธ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าชื่อเมืองศรีเทพปรากฏเป็นที่รู้จักครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2447 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์ ทรงค้นพบชื่อนี้ในทำเนียบเก่าในสมุดดำบอกชื่อหัวเมืองต่างๆ มีเส้นทางหนึ่งไปทางเมืองสระบุรี เมืองชัยบาดาล เมืองศรีเทพและเมืองเพชรบูรณ์ ทรงตั้งสมมติฐานว่าเมืองศรีเทพอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสัก เป็นชื่อเดิมของวิเชียรบุรีซึ่งเพิ่งจะมาเปลี่ยนชื่อในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงสันนิษฐานว่าศรีเทพมีต้นเค้ามาจากเมืองโบราณที่อยู่ทางใต้ลงมาราว 30 กิโลเมตร ทรงสำรวจโบราณวัตถุ โบราณสถานต่างๆมากมาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียกชื่อเมืองนี้ว่าเมืองศรีเทพเป็นพระองค์แรกและได้ใช้ชื่อนี้จนถึงปัจจุบัน

ที่อำเภอศรีเทพมีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นโบราณสถานสำคัญที่ควรศึกษาหาความรู้มากที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับรางวัล Thailand Tourism Award ประจำปี 2543 จำนวน 2 รางวัล รางวัลประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยม และรางวัลสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้านอินเตอร์เนตดีเด่น อุทยานยังมีพื้นที่ครอบคลุมโบราณสถานในเมืองเก่าศรีเทพซึ่งมีชื่อเดิมว่า เมืองอภัยสาลี สร้างขึ้นในสมัยยุคขอมเรืองอำนาจมีอายุไม่ต่ำกว่าพันปี

เอกสารแผ่นพับปรางค์ศรีเทพ เพชรบูรณ์ระบุว่า เป็นศาสนสถานในลัทธิฮินดูตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 ลงมาและเป็นศาสนสถานและเทวรูปในลัทธิศาสนาฮินดูตั้งแต่สมัยขอมหรือเป็นเมืองพระนครที่มีอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 11-12ลักษณะที่โดดเด่นของเทวรูปเมืองศรีเทพ คือเป็นเทวรูปสวมหมวกแขก มีพัสตราภรณ์แนบพระวรกายและประทับยืนในท่าตริภังค์ มีพัฒนาการมาตั้งแต่ชุมชนยุคสำริด-เหล็กเมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้ว ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-12 เป็นเมืองที่มีพระมหากษัตริย์ปกครองและนับถือศาสนาฮินดู ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13 ลงมาได้เปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาทั้งนิกายมหายานและหินยาน จึงมีการสร้างพระสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่ขึ้นกลางเมือง ตลอดจนบริเวณใกล้เคียงอีกหลายแห่ง รวมทั้งมีการติดต่อกับเมืองสมัยทวาราวดีในลุ่มน้ำเจ้าพระยา นครปฐม คูบัว ละโว้หรือลพบุรี

ปราสาทประธานเป็นแบบศิลปะเขมร ส่วนบนก่อด้วยอิฐฐานเป็นศิลาแลงฉาบปูน ตั้งอยู่บนลานดินที่ก่อรอบด้วยศิลาแลง เป็นฐานสีเหลี่ยมยกพื้นสูงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก สองข้างลานด้านหน้ามีบรรณาลัย 2 หลัง เป็นที่เก็บคัมภีร์ทางศาสนา ปัจจุบันเหลือเพียงฐาน มีทางเดินรูปกากบาทเรียกว่าสะพานนาค เชื่อมต่อระหว่างโคปุระ หรือประตูทางเข้าด้านหน้ากับพื้นที่ส่วนล่างซึ่งมีทางเดินศิลาแลง และฐานอาคารประกอบพิธีกรรมอีกหลายแห่ง

ในการขุดค้นพบโบราณสถาน พบทวารบาลหินทรายสมัยบายนและชิ้นส่วนทับหลัง กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่16-17ยังพบชิ้นส่วนกลีบขนุนที่ยังสลักไม่แล้วเสร็จ สันนิษฐานว่าโบราณสถานแห่งนี้คงสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดูในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 ได้รับการซ่อมแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนามหายานตามความนิยมในช่วงสมัยบายนของเขมรในต้นพุทธศตวรรษที่ 18 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ

เมืองศรีเทพเป็นปราสาทอิฐขนาดใหญ่ที่อยู่กลางเมือง เมืองโบราณขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำป่าสักดำรงอยู่นับเนื่องมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 16-17 อันเป็นสมัยลพบุรี มีการติดต่อกับกัมพูชา มีการสร้างปราสาทแบบขอมตามลัทธิศาสนาฮินดูขึ้นกลางเมือง เป็นปรางค์ใหญ่และปรางค์สองพี่น้อง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ลงมาต่อมาเมืองศรีเทพร้างโรยกลายเป็นเมืองเล็กๆบนเส้นทางคมนาคมระหว่างลุ่มน้ำเจ้าพระยากับที่ราบของโคราช

การขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณเนินดินขนาดใหญ่ภายในเมืองเมื่อพ.ศ.2531 พบหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นร่องรอยของชุมชนดั้งเดิมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือโครงกระดูกมนุษย์และของใช้ที่อยู่ในระดับความลึก 4 เมตรจากผิวดินที่มีอายุราว 2,000 ปีมาแล้ว โครงกระดูกช้างโบราณในสมัยหลังลงมา การขุดพบโครงกระดูกมนุษย์และของใช้เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในระยะแรกเริ่มที่เมืองศรีเทพก่อนที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นสังคมเมืองที่รับอารยธรรมทวาราวดีและเขมรโบราณในราวพุทธศตวรรษที่ 13-18 จนกระทั่งเมืองถูกทิ้งร้างในช่วงก่อนหรือต้นสมัยสุโขทัย หลุมขุดค้นแห่งนี้ยังเปิดแสดงให้ชมลักษณะของการค้นพบหลักฐานตามลำดับยุคสมัย ภายใต้อาคารหลุมขุดค้นทางโบราณคดีซึ่งตั้งอยู่ในเมือง

บริเวณเขาคลังใน เป็นศาสนสถานประเภทวัดในพุทธศาสนา มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ ด้วยความเชื่อของคนในท้องถิ่นว่าเป็นคลังที่เก็บสิ่งของมีค่า หรือคลังอาวุธในสมัยโบราณ อาคารประธานเป็นอาคารในศิลปะแบบทวาราวดี เช่นเดียวกับโบราณสถานที่วัดโขลง เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หัวหน้าไปทางทิศตะวันออก ส่วนที่เลหือยู่ทั้งหมดคือส่วนฐานก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน ภายในก่อทึบตัน ส่วนล่างของฐานเหลือภาพปูนปั้นประดับเป็นลายก้านขด รูปสัตว์ และคนแคระแบก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นสู่ชั้นบนเหลือปูนฉาบเป็นลานกว้าง มีร่องรอยว่าเดิมมีสถูปประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันตก และวิหารขนาดเล็กอยู่ด้านหน้า ปัจจุบันพังทลายไปเกือบจะไม่เหลือร่องรอย ภายในบริเวณวัดยังมีเจดีย์ราย วิหาร และอาคารขนาดเล็กหลายแห่ง

ระหว่างที่คณะเที่ยวทั่วไทย หัวใจถึงธรรม ไต่ขึ้นไปบนปรางค์เพื่อชมทัศนียภาพเบื้องสูงก็ได้พบปะกับรุ่งทิพย์ ฟักสุข วัย 26 ปีเป็นลูกจ้างชั่วคราวอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม(เจ้าของสร้อยคอลูกปัดทวาราวดีและกำไลข้อมือทองสำริด) เมื่อคณะเห็นสร้อยลูกปัดทวาราวดีก็เปลี่ยนประเด็นซักถาม เธอเล่าว่าได้ลูกปัดทวาราวดีที่ขุดขึ้นมาจากซากศพนับตั้งแต่สวมใส่แล้วก็พบสิ่งดีๆในชีวิตมาโดยตลอด "ตำแหน่งหน้าที่การงานราบรื่นได้งานแบบฟลุ๊คๆ ทั้งๆที่หนูไม่ได้เรียนจบปวส.หรือปริญญาบัตร เรียนเขียนแบบเพียงเทอมเดียวที่วิทยาลัยพาณิชยการลำปางคณะสถาปัตยกรรม แล้วตัดสินใจส่งผลงานพร้อมกับสมัครงานเขียนแบบที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ได้งานจ้างเหมาสัญญาปีต่อปี แต่หากจะลาเพื่อไปเรียนต่อระดับปวส.ที่ลพบุรีเป็นเวลา 2 ปี"

ครั้งหนึ่งไปเที่ยวงานบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดเพชรบูรณ์ มีคนบอกว่าเห็นรุ่งทิพย์เดินมากับกลุ่มผู้ชายร่างกำยำไม่ได้สวมเสื้อผ้าจำนวน 4-5 คนเหมือนกับการเดินคุ้มกัน "ส่วนกำไลสำริดนี้มีคนนำมาขายพ่อตอนเช้า ในขณะที่ช่วงกลางคืนรุ่งทิพย์ฝันว่ามีคนช่วยกันขุดซากศพใกล้บ้านพักอยู่ติดกับโรงงานน้ำ ตาลแล้วพบกำไลสำริด หนูไปช่วยเขาเก็บกำไลทองสำริดเป็นสีเขียวที่เปื้อนดินอยู่ หนูก็เดินตามหาเจ้าของว่าหายไปไหน? แล้วเจอผู้ชายแก่ๆคนหนึ่งบอกหนูว่า หยิบไปสิ อันนี้เป็นของเจ้า หนูบอกว่าไม่เอาหรอก อันนี้ไม่ใช่ของหนู มันอยู่ลึกมาก ลุงเอาไปสิหนูไม่เอา ลุงก็ดุหนูอีกว่าให้หนูเอาไปได้ ตื่นนอนตอนเช้าพ่อก็ถามว่ายังอยากได้กำไลทองสำริดหรือเปล่า ให้ไปดูที่รถ พ่อซื้อมาเมื่อเช้านี้มีคนเอามาขายราคาจริงๆ 5,000 บาทแต่เขาขายพ่อแค่ 500 บาท หนูไปดูเป็นกำไลสำริดสีเขียวเหมือนที่หนูเห็นในฝัน กว่าจะใส่ข้อมือได้ต้องให้แรงผู้ชายง้างใส่จนได้แล้วหนูก็ไม่ได้ถอดออกอีกเลย" รุ่งทิพย์เล่าว่าบิดามารดาของรุ่งทิพย์ทำมาหากินอยู่จังหวัดอ่างทอง แต่ปู่ย่ามาบุกเบิกทำกินที่จังหวัดเพชรบูรณ์ รุ่งทิพย์เข้ามาอยู่ที่เพชรบูรณ์เมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา

รุ่งทิพย์ยังเล่าด้วยว่าอ.ศักดิ์สิทธิ์ไว้ผมยาวสวมชุดสีส้มๆมีอาชีพทำกลองบัณเฑาะว์แนะนำให้รุ่งทิพย์นั่งสมาธิปฏิบัติธรรมเนื่องจากทำงานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุโบราณ เธอก็ทำตามด้วยความคิดที่ว่าไหน ๆก็เดินทางสายนี้แล้วก็เลือกที่จะปฏิบัติในช่วงเช้าก่อนมาทำงาน ชีวิตก็ดีขึ้นจากที่เคยติด ๆขัด ๆก็ราบรื่นดีปราศจากอุปสรรค

อัมพร ทองรบ ลูกจ้างชั่วคราวอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพวัย 55 ปี เป็นลาวพรวนบ้านเกิดอยู่จังหวัดลพบุรี แต่มีภริยาเป็นคนเพชรบูรณ์จึงเข้ามาทำงานพร้อมตั้งรกรากครอบครัวอยู่ที่เพชรบูรณ์ ทุกวันนี้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานขับรถไฟฟ้า (ใช้แบตเตอรี่วิ่งได้ 80 กม.) บริการนักท่องเที่ยวภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดให้อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพยืมใช้รถท่องเที่ยวทั้งสองคันเพื่อบริการนักท่องเที่ยว วันไหนไม่มีนักท่องเที่ยวก็ช่วยกันดูแลต้นไม้พร้อมกับการดายหญ้า

ก่อนหน้านี้อัมพรขับรถรางสีส้มซึ่งเป็นคันเก่าพานักท่องเที่ยวเข้าชมสถานที่ต่างๆของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ พร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆภายในอุทยานฯตามที่ได้รับฟังและถ่ายทอดมาอีกต่อหนึ่ง จากนั้นบรรดาไกด์นักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะถอดความเป็นภาษาต่างๆ และยังทำหน้าที่ขุดภูเขาดินภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพเป็นเวลามากกว่า 20 ปี ทำให้คุ้นเคยกับศิลปะทวาราวดีที่มีอายุกว่าพันปีรุ่นราวคราวเดียวกับพระปฐมเจดีย์ นครปฐม มีธรรมจักร ปูนปั้น "ช่วยกันขุดจนเป็นเนินดิน ขุดพบพระพุทธรูปบูชาหลายองค์เป็นทองสำริด เคยคิดว่าจะเก็บไว้เป็นของตัวเอง หรือคืนให้กับหลวงไว้ในพิพิธภัณฑ์เพื่อนำมาจัดแสดงภายหลัง เพราะที่ดินบริเวณนี้เป็นของหลวงทั้งสิ้น เพื่อลูกหลานจะได้ชื่นชมกับวัตถุโบราณเหล่านี้"

ประติมากรรมปูนปั้นเป็นหน้าสิงห์ หน้าลิง หน้าวัว หน้าช้าง ไม่เสื่อมสลายแต่อย่างใด การที่สร้างหลังคาสังกะสีบดบังประติมากรรมปูนปั้นไว้เพื่อมิให้ถูกขโมยออกไปจากพื้นที่นี้ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าควรทำหลังคาให้มีสีกลมกลืนกับปูนปั้นมิฉะนั้นในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวแล้วทำให้ขัดต่อทัศนียภาพเป็นอย่างยิ่ง ที่นี่ยังมีมีเจ้าพ่อศรีเทพเป็นที่สักการะนับถือนมัสการเซ่นไหว้ของคนเพชรบูรณ์ระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม แต่ละครั้งมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนเป็นหมื่นๆคน

เมื่อชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพทั้งการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าและเดินเท้าเรียบร้อยแล้ว นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ พร้อมด้วย สมบัติ ทารัก (หนุ่ย) นำชาวคณะเที่ยวทั่วไทย หัวใจถึงธรรม ทำสมาธิพร้อมนมัสการมหาธรรมจักร "เรานั่งอยู่ในที่อันศักดิ์สิทธิ์ คือพื้นดินพระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน พระพุทธเจ้าตรัสรู้กลางดิน พระพุทธเจ้าสอนกลางดิน พระพุทธเจ้าอยู่กลางดิน กุฏิพื้นดิน และพระพุทธเจ้านิพพานกลางดิน พระพุทธเจ้าท่านประสูติที่โคนต้นไม้ ต้นสาละ ตรัสรู้ที่โคนต้นไม้ ไม้อัสสัตถะ สอนคนทั่วๆไปอยู่ใต้ต้นไม้เป็นส่วนมากแล้วก็นิพพานใต้ต้นไม้"

การศึกษาในพระพุทธศาสนามีอยู่ 3 ขั้นตอน คือศีล สมาธิ ปัญญา ความถูกต้องทางกายทางวาจาไม่มีอะไรเป็นที่ตำหนิก็เรียกว่า ศีล ความถูกต้องทางจิตไม่มีอะไรเศร้าหมองเรียกว่า สมาธิ ความถูกต้องทางปัญญาเรียกว่าปัญญาเป็นสิ่งที่จะต้องอบรมศึกษา การทำกิจกรรมใดๆที่ทำด้วยจิตอันเป็นสมาธินั้นย่อมได้ผลดีถึงที่สุดเสมอไป สมาธิเป็นเรื่องที่ธรรมชาติมอบให้มาในธรรมชาติแห่งชีวิตจิตใจ สิ่งที่มีชีวิตสามารถจะทำสมาธิได้ตามสมควรแก่ฐานะของตน คนมีจิตเป็นสมาธิย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง งานนั้นก็ดีด้วยคนๆนั้นมีจิตใจก้าวหน้า ดีในทางที่จะมีสมาธิยิ่งๆขึ้นไปในทุกกรณี

ความสุขที่เกิดมาจากสมาธิ ไม่ต้องใช้เงินซื้อหาแต่ทำจิตให้เป็นสมาธิ หยุดพฤติกรรมทางจิตทุกอย่าง เกิดการพักผ่อนอย่างลึกซึ้งก็รู้สึกเป็นสุข เป็นการหลับด้วยจิตซึ่งมีผลมากกว่าการหลับด้วยกาย การหลับหรือพักด้วยสมาธินั้น ตื่นขึ้นย่อมมีกำลังวังชาเพิ่มขึ้นมากกว่าการพักผ่อนทางกาย ถ้าพักผ่อนทางกาย ถ้าจิตไม่พักผ่อน จะไม่ได้ผลอะไร จะนอนสะดุ้ง แม้จะนอนหลับเรียกว่านอนหลับแต่ว่าภายในไม่หยุดมีฝันมีละเมออะไรต่างๆนานา ไม่เป็นการพักผ่อนทั้งกายและจิต การทำจิตให้เป็นสมาธิจะได้รับความสุขอันแท้จริงและไม่ต้องเสียเงินอะไร และยังได้ผลได้กำไรคือว่าเงินเหลือ

เมื่อพระมหาบุรุษทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงเสวยวิมุตติสุข ณ สถานที่ต่างๆ 7 แห่งๆละ 7 วันรวมทั้งสิ้น 49 วัน ในสัปดาห์ที่6ทรงเสวยวิมุตติสุขใต้ร่มไม้มุจลินท์ (ต้นจิก) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ ในระหว่างนั้นเกิดพายุฝนแรงกล้า พญานาคมุจลินท์ซึ่งอาศัยอยู่ในสระใหญ่บริเวณใกล้ที่ประทับได้เข้ามาขดกายเจ็ดรอบเป็นพุทธบัลลังก์ และแผ่พังพาบเป็นฉัตรกั้นฝนลมและพายุมิให้กร้ำกรายพระองค์ ในสมัยต่อมาช่างปฏิมากรจึงได้สร้างพระพุทธรูปที่เรียกว่าปางนาคปรกขึ้นมาอย่างแพร่หลาย และถือว่าเป็นพระพุทธรูปประจำวันของผู้ที่เกิดวันเสาร์

คณะเที่ยวทั่วไทย หัวใจถึงธรรมพร้อมใจกันเปล่งเสียงอ่านบทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เชิญเถิด เราทั้งหลาย จงกล่าวธัมมจักกัปวัตตนสูตรของพระพุทธเจ้าเถิดพร้อมกับบันทึกภาพหมู่ร่วมกันมหาธรรมจักร ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพด้วยความรู้สึกประทับใจมิรู้ลืม....