ตามรอย "เมืองโบราณริมโขง" อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์

"มรุกขนคร" สู่นามพระราชทาน "นครพนม" วิถีแห่งศรัทธา "บูชาพญานาคา" ห่มผ้าพระธาตุศักดิ์สิทธิ์
ที่นี่...รายการตะวันหรรษา

เมื่อกล่าวถึง "แม่น้ำโขง" ภาพแรก คือ "แม่น้ำแห่งเอเชีย" แนวกั้นพรมแดนไทยกับลาว แหล่งปลาน้ำจืดใหญ่ที่สุด ตำนานพญานาค เมืองบาดาลที่เชื่อมโยงไปสู่งานบุญประเพณี วิถีชีวิตชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าและอารยธรรมโบราณ การเมืองการปกครองการค้า อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ที่เคยเจริญรุ่งเรืองยิ่งใหญ่

แม่น้ำโขง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัยที่ราบสูงทิเบต ผ่านจีน ลาว พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม ความยาว 4,880 กิโลเมตร เลี้ยวเลาะไปตามไหล่เขาจากเหนือลงสู่ทางใต้ตลอดปี ผ่าน 8 จังหวัด เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ระยะทางเกือบ 700 กิโลเมตร

เสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า จังหวัดนครพนม มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจการค้าเชื่อมโยงฯ เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูและเผยแพร่เรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ริมแม่น้ำโขง จึงมีโครงการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนมเชื่อมโยงการท่องเที่ยว 3 ประเทศ (ไทย-ลาว-เวียดนาม) เพื่อรองรับ AEC พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวแม่น้ำโขงเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน

ดิฉันเดินทางไปกับคณะสื่อมวลชน ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและคณะทัวร์ ลงพื้นที่ตามรอย "ชุมชนโบราณริมแม่น้ำโขง" 3 วัน 2 คืน วินวินสมาย ประสานงานโดยสายการบินแอร์เอเชียถึงนครพนมมุ่งสู่อำเภอท่าอุเทน วัดพระธาตุท่าอุเทน ถวายผ้าห่มพระธาตุท่าอุเทน เพื่อให้ชีวิตมีความรุ่งโรจน์เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ขึ้นยามรุ่งอรุณ พระอุโบสถ สะดุดตาด้วยสีแดงแต่งสีทอง ประดิษฐานประพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์

"พระธาตุท่าอุเทน" หลวงปู่สีทัตถ์ ณาณสัมปัณโณ อัญเชิญพระธาตุของพระอรหันต์มาจากเมืองย่างกุ้ง ศิลปะปูนปั้น แต่งองค์พระธาตุยิ่งมองเพลินตาด้วยลีลาอ่อนช้อย เพลินธรรมนำชมรูปทรงองค์พระธาตุ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับพระธาตุพนมแต่มีขนาดที่เล็กกว่า

อิ่มเอมมื้อกลางวัน ร้านปากน้ำไชยบุรี บริเวณปากน้ำสงครามจุดบรรจบของแม่น้ำโขง (สีปูน) และแม่น้ำสงคราม (สีเขียวคราม) เกิดเป็น จุดชมวิวแม่น้ำสองสีบ้านไชยบุรี แหล่งปลาแม่น้ำโขง ที่นี่มีของฝากขึ้นชื่อ ปลาส้มชะโดรสดี สับปะรดท่าอุเทน หวานฉ่ำชื่นใจ ฟังเรื่องเล่าแหล่งปลาน้ำโขง วิถีสายน้ำกับชาวชุมชนบ้านไชยบุรี โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์พิชัย เสนจันทร์ฒิไชย ปราชญ์ชาวบ้านผู้รอบรู้ เป็นผู้เล่าให้ฟัง

กิจกรรมนำชม วัดและโบราณสถานสำคัญ บนถนนริมโขง (หงสาวดี) ประกอบด้วยวัดยอดแก้ว-วัดศรีบุญเรือง-วัดไตรภูมิ (วัดใต้) -วัดกลาง กลุ่มปั่นจักรยาน ชื่นชมบรรยากาศเลียบริมโขง กลุ่มนั่งรถสกายแล็บ มอเตอร์ไซค์วิถีไทยเก๋ไก๋ ไปเป็นขบวนคาราวานคึกครื้น เรียกรอยยิ้มจากผู้ที่ได้พบเห็นตลอดเส้นทาง

วัดยอดแก้ว ชม สิมวัดยอดแก้ว(สิม=โบสถ์) สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 25 รูปแบบศิลปะพื้นถิ่นอีสานกลุ่มฝีมือช่างญวน ลักษณะเป็นสิมทึบ หันหน้าเข้าแม่น้ำ งานปูนปั้น รูปพระพุทธเจ้า ภาพสัตว์ ลายดอกบัวพันธุ์พฤกษา สะดุดตากับภาพ ชายเป่าแคน สาวฟ้อนรำ ศิลปะพื้นบ้านประดับผนังภายนอกอาคาร

เชื่อกันว่าตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน เคยเป็นเมืองโบราณชื่อ บ้านไชยบุรี ท้าวหม้อกับนางศรีสุนันทา ชาวไทญ้อ ราชวงศ์ของลาว หนีภัยสงครามมาจากเมืองหงสาวดี (ตอนเหนือของเมืองหลวงพระบาง) เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองเวียงจันทน์อนุญาตให้สร้างบ้านเมืองทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงที่ปากแม่น้ำสงคราม ตั้งชื่อว่า เมืองไชยสุทธิ์อุตมบุรี (พ.ศ.2351-2375) เป็น พระยาหงสาวดี สมัยนั้นเวียงจันทน์ยังคงขึ้นตรงต่อสยาม

พระยาหงสาวดีได้สร้าง วัดศรีสุนันทามหาอาราม ริมฝั่งทางตอนเหนือของปากน้ำสงคราม และพระพุทธรูปขนาดใหญ่สององค์เป็นพระประธาน ประดิษฐาน พระบางวัดไตรภูมิ ปางห้ามสมุทร พุทธศิลป์แบบลาว เชื่อว่าหากนำออกมาแห่จะทำให้ฝนตก ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดไตรภูมิ" ชาวบ้านเรียก วัดใต้

และสร้าง วัดอุตมะนันทะอาราม (วัดกลาง) ห่างไปตามริมแม่น้ำโขง 20 เส้น ไม่ทันแล้วเสร็จ เกิดเหตุสงครามเจ้าอนุวงศ์กับสยามจึงทิ้งเมืองแล้วหนีไปเมืองญวนกับเจ้าอนุวงศ์ (พ.ศ.2370) เมืองไชยสุทธิ์อุตมบุรี ถูกทิ้งร้าง 1 ปี ครอบครัวชาวบ้านคำเกิดและคำม่วนฝั่งลาวข้ามโขงมาตั้งบ้านเรือนเพิ่มขึ้นเกิดเป็นเมืองใหม่ รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อเป็น เมืองไชยะบุรี และสร้างวัดศรีบุญเรือง วัดยอดแก้ว วัดโพธิ์ชัย

เจาะเวลาหาอดีตของท่าอุเทนยุคไดโนเสาร์ นกกระจอกเทศ เป็นเจ้าถิ่น อยู่ในกลุ่มออนิโธมิโมซอร์ กินพืชและสัตว์ รูปร่างเพรียว วิ่งเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 150 ล้านปี แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน พบบน ผิวของหินทรายสีน้ำตาลแดง เป็นรอยบุ๋มลึกลงไปและรอยพิมพ์นูน เห็นชัด สามนิ้ว คล้ายรอยตีนไก่ ปลายนิ้วมี รอยเล็บแหลมคม แนวยาว 32 แนว 199 รอย แสดงให้รู้ว่าอยู่รวมกันเป็นฝูง คาดว่าบริเวณนี้เคยเป็นแหล่งน้ำและหาอาหาร ค้นพบเมื่อ พ.ศ.2547

มุ่งสู่วัดพุทธนิมิต สถานปฏิบัติธรรมริมน้ำโขง ตำบลหนองเทา อำเภอท่าอุเทน ร่วมถวายปัจจัยทำบุญและชมพระอุโบสถงามราวโอบล้อมไว้ด้วยป่าพิมพานต์ บันไดทางขึ้นลงมีพญานาคา พญานาคี เป็นผู้พิทักษ์รักษา พระพุทธรูปองค์ใหญ่งามราวเนรมิต เกิดจากความสามัคคีของชาวบ้านร่วมสร้างจนเป็นที่มาของชื่อวัด

แดดร่มลมเย็น ลานตะวันเบิกฟ้า งานเลี้ยงต้อนรับแบบพื้นบ้าน "ตุ้มโฮม" (บายศรีสู่ขวัญ) พิธีเปิดโครงการฯ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธาน เสริฐ ไชยยานันตา กล่าวรายงาน จัด พิธีลอยเรือไฟโบราณจำลอง ตัดเล็บเล็มปลายเส้นผมใส่กระทงน้อยลอยเคราะห์ลอยโศก4ไปกับเรือไฟ ซุ้มอาหารพื้นเมือง ร้านขึ้นชื่อจัดมาให้ชิมลิ้มลอง และชมการแสดงดนตรีโปงลาง

นั่งรถรางท่องเที่ยวริมโขง ชมทิวทัศน์บนถนนสุนทรวิจิตร (ถนนเลาะเลียบริมโขง) ผ่านแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ วัดโอกาสศรีบัวบาน หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าฯ (หลังเก่า) โบสถ์นักบุญอันนา เช็คอินเข้าพัก โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม กินอิ่มนอนอุ่นสบายๆ

วันที่สองรับอรุณรุ่ง ตักบาตรข้าวเหนียวริมฝั่งโขง พุทธศาสนิกชนสงบสำรวมเฝ้ารอพระสงฆ์ที่เดินบิณฑบาตรับข้าวใส่บาตรให้ศีลรับพรเป็นทิวแถวงามจับตา บริเวณริมเขื่อนหน้าเมือง มองไปทางฝั่งลาวจะเห็นแนวทิวเขาแมกไม้ แม่น้ำโขงสะท้อนแสงงามดุจอัญมณีสีอำพัน อธิษฐานขอพรห่มผ้าองค์พระธาตุนครประจำวันผู้เกิดวันเสาร์ วัดมหาธาตุ จะได้เป็นผู้มีบุญวาสนาเป็นเจ้าคนนายคน

จากนั้น ลงเรือ แม่โขงพาราไดซ์ครุยส์ (Mekong Paradise Cruise) ร่วมพิธีบูชาพญานาค ขอขมาพระแม่คงคา เสริมสร้างความเป็นสิริมงคล เติมพลังชีวิต ด้วยความศรัทธาที่มีต่อพญานาคแห่งลุ่มน้ำโขง จัดโต๊ะหมู่บูชาเครื่องสักการะบวงสรวงองค์นาคราช (จำลอง) ด้วยงานพับใบตองงดงามราวกับมีชีวิต เสร็จสิ้นพิธีสำคัญแล้ว แต่ละคนขอรับผลไม้ กล้วย ส้ม ไข่ต้ม ฯลฯ มารับประทานด้วยเชื่อว่าเป็นของมงคล

ล่องเรือ ชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำโขง โบราณสถาน วัดวาอาราม วิถีชุมชน การจับปลา ฟังเรื่อง "มุมมองใหม่ด้านการท่องท่องเที่ยว...ล่องเรือชมแม่น้ำโขง" อาทิ พระพุทธบาทเวินปลา รอยพระบาทกลางแม่น้ำโขง เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับรอยไว้ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 สถาปัตยกรรมล้านช้างสะดุดตา เชื่อมโยงการเดินทางนครพนมกับแขวงคำม่วน เมืองโบราณริมโขงบ้านหนองจันทน์ (อยู่ฝั่งไทย) ตรงข้ามวัดพระธาตุศรีโคตรตะบอง อาจารย์เด่นชัย ไตรยะถา ให้เกียรติบรรยายและนำชม

เติมพลังกลางวันแซบอีสานจานเด็ดมาพร้อมไก่ย่างข้าวเหนียวและส้มตำ ลงพื้นที่ แหล่งท่องเที่ยวใหม่ อยู่ในช่วงการพัฒนาให้เป็นหนึ่งใน พื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีโคตรบูรณ์ นั่นคือ "เมืองโบราณริมโขง บ้านหนองจันทน์" ตำบลท่าค้อ อำเภอเมือง ตามตำนานการสร้างเมืองบันทึกว่าเป็น เมืองเก่าสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ และที่ตั้งค่ายรบในสมัยสงครามชิงราชบัลลังก์ ได้พบเจดีย์เก่า แนวกำแพง เรื่องเล่าจากชาวบ้าน

ใกล้ๆพื้นที่มี วัดมรุกขนคร สักการะพระธาตุมรุกขนคร พระธาตุของผู้เกิดวันพุธ (กลางคืน) รูปทรงคล้ายพระธาตุพนม องค์พระธาตุสร้างเมื่อ พ.ศ.2536 ในวโรกาสในหลวงทรงครองราชย์ 50 ปี 9 จุดหมายถึงรัชกาลที่ 9 เป็นพระธาตุอายุน้อยที่สุดในเจ็ดพระธาตุบริวารของพระธาตุพนม แต่วัดแห่งนี้อายุมากใกล้จะถึง 300 ปี เจ้าเมืองมรุกขนคร (พระบรมราชาเจ้าแก่วนกาน) สร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดประจำเมือง ภายในวัดมี ก้อนหินแกะสลัก รูปในหลวงกำลังน้อมรับดอกไม้จากหญิงชรา (คุณยายตุ้ม-ยายบัวโรย)

เรียนรู้งานหัตถศิลป์ถิ่นริมโขง มหัศจรรย์งานใบตอง ของกลุ่มชุมชน บ้านดอนนางหงส์ อำเภอธาตุพนม เจ้าของผลงานสร้างพญานาคจำลองประดิษฐ์ด้วยใบตอง ที่ใช้ในพิธีบวงสรวงบูชาพญานาคกลางลำน้ำโขง นับว่าเป็น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ทรงคุณค่าและต้องสืบสานไว้

นครพนมเดิมเป็นที่ตั้งของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ เรียกชื่อเมืองว่า "มรุกขนคร" มีความหมายว่าเมืองที่อยู่ในดวงไม้รวก เจริญรุ่งเรืองมากมีเมืองขึ้นมากมายและได้บูรณะองค์พระธาตุพนมครั้งแรก ในพ.ศ.500 ในรัชกาลพระเจ้าตากสินมหาราช ได้มีการย้ายเมืองไปตั้งที่บ้านหนองจันทน์ เมื่อผู้ครองเมืองถึงแก่พิราลัยได้ขอขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร โดยรัชกาลที่ 1 พระราชทานนามใหม่ว่า "นครพนม"

มาถึง อำเภอธาตุพนม หมู่บ้านวัฒนธรรมไทกวน บ้านนาถ่อนทุ่ง ชุมชนโบราณของสืบเชื้อสายมาจาก บรรพบุรุษซึ่งมีหน้าที่ดูแลและปกป้ององค์พระธาตุพนม ชนเผ่าไทกวน (ไทพวนกวนกู่) ถิ่นเดิมอยู่ในแค้วนสิบสองจุไท เกิดภัยพิบัติภัยสงครามจึงอพยพลงใต้มาอยู่บริเวณลำน้ำเซบั้งไฟ (ตรงข้าม อำเภอธาตุพนม) อยู่ในขอบเขตของ อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ และต้องอพยพอีกหลาย จนมาถึงตั้งหลักปักถิ่นฐานใหม่อยู่ในสยาม

นั่งรถสกายแล็บไป บ้านตีมีด เรียนรู้กระบวนการขึ้นรูปตีดาบ มีด พร้า เคียว อุปกรณ์การเกษตร สืบทอดภูมิปัญญาและอนุรักษ์แบบโบราณไว้ ชาวลุ่มน้ำสงครามมีความสามารถด้านการ ถลุงโลหะสำริด เหล็ก ทำเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ ติดต่อกับชุมชนภายนอกทั้งทางบกและทะเลอย่างกว้างขวาง จากนั้นไปชมการฟ้อนรำแต่งกายด้วยชุดผ้าพื้นถิ่น และฟังเรื่องเล่าชาวนาถ่อนจากปราชญ์ชาวบ้านผู้รอบรู้

มื้อค่ำอิ่มไม่อั้น ร้านอาหารต้มเส้น 99 หลากหลายเมนูที่ต้องลิ้มลองของดีเมืองนครพนม อาทิ ต้มเส้นหมูเส้นเหนียวนุ่มนัวใส่หมูยอ ข้าวต้มปลา เกาเหลา โจ๊ก ข้าวจี่ ขนมปังนมเย็น นมร้อน กาแฟ ก่อนกลับต้องจับจ่าย ปฏิบัติการ 4 ช. (ชม-ชิม-แช๊ะ-ช็อป) ถนนคนเดิน ความสุขที่สุด @ นครพนม ชมสีสันหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ ชิมอร่อยรายทาง แช๊ะภาพประทับใจ ช็อปสินค้าพื้นเมืองแฮนด์เมด ถูกใจตามอัธยาศัย

วันที่สามไป วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ห่มผ้าถวายพระธาตุพนม ปูชนียสถานที่มีความสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของบรรพชนเพื่อให้เป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวพุทธลุ่มแม่น้ำโขงมานานกว่า 2,000 ปี องค์พระธาตุพนม เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมก่ออิฐถือปูนสูง 57 เมตร ห่างจากแม่น้ำโขง 500 เมตร บรรจุ พระอุรังคธาตุ ของพระพุทธเจ้า เป็นพระธาตุของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ และผู้ที่เกิดในปีวอก

พ.ศ.2498 รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ได้ทำฉัตรใหม่ด้วยทองคำเป็นของวัดที่ได้จากประชาชนบริจาค และได้ทำพิธียกฉัตรในปีนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯมาห่มผ้าพระธาตุ ทรงพบ แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์ ที่บ้านธาตุน้อยศรีบุญเรือง

พระธาตุพนมมีอายุเก่าแก่มากจึงเริ่มปรากฏเห็นรอยร้าวในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2518 ทางวัดแจ้งให้กรมศิลปากรทราบเพื่อดำเนินการหาทางแก้ไขต่อไป เพราะขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้ ระหว่างนั้นเกิดฝนตกติดต่อกันหลายวันและมีพายุลมแรงด้วย เวลา 19:39 น. ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ พระธาตุพนมพังทลายลงไปทางทิศตะวันออก สร้างความเศร้าสลดใจแก่ประชาชนทั้งประเทศ

พระธาตุพนมองค์ใหม่ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 53 เมตร ต่อฉัตร 4 เมตรจะสูงรวม 57 เมตรเท่าเดิม ฐานกว้างกว่าองค์เดิมด้านละ 1 เมตร สร้างขึ้นที่เดิมครอบพระธาตุองค์เก่า ประดับลวดลาย ตกแต่งเหมือนเดิมทุกประการ ประสมประสานกับลวดลายสลักอิฐเดิม อาทิ ภาพ 5 ท้าวพระยา กษัตริย์ทรงม้าทรงช้าง มีพิพิธภัณฑ์ศรีโคตรบูรณ์ พระวิหารหอพระแก้ว เสาอินทขีล ตัวมอมปากเป็นสิงห์ หัวเป็นช้าง หางเป็นม้า ขาเป็นลิง สลักด้วยหินทราย 2 ตัวหมอบอยู่ใกล้เสาอินทขีล

"เมืองโบราณริมโขง" เชื่อมโยงสายสัมพันธ์จากวันวานสู่ปัจจุบัน บอกเล่าเรื่องราวรอบด้านให้ได้เล่าขานและสืบค้นหา "แก่นแท้" ของตัวตน ส่งผ่านโบราณสถาน วัดวาอาราม ศิลปหัตถกรรม ประเพณีวิถีชุมชน การที่มีอารยธรรมคงอยู่ได้นั้น เปรียบดั่งมี "เข็มทิศของชีวิต" จะได้ไม่หลงทิศหลงทาง