ชนะชัย-ชาติชาย วรมาลี กับเรื่องราวของกองมหาดเล็ก-พระเอกของเรื่อง และกองชาวที่-ผู้ปิดทองหลังพระ (๒)

สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

"เบื้องหน้า" ที่ประชาชนทั่วไปได้เห็นถึงความโอ่อ่างดงามสมพระเกียรติในงานพระราชพิธี งานรัฐพิธี หรืองานพระราชกุศลต่างๆ หลายคนอาจไม่ทราบว่า "เบื้องหลัง" นั้นคือการทำงานที่เต็มไปด้วยขั้นตอนรายละเอียดมากมายของกองมหาดเล็ก และกองชาวที่ ซึ่งเป็นผู้ถวายงานใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด

งานที่ ชนะชัย-ชาติชาย วรมาลี ผู้อำนวยการกองชาวที่ และผู้อำนวยการกองมหาดเล็กกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นงานที่ยากที่สุดนับแต่ถวายงานมา คือ พิธีพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่ สมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และ ผู้แทนพระประมุข ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ และพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ในพระบรมมหาราชวังในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙

"ปกติแล้ว ในการจัดงานเราจะมีแพทเทิร์นอยู่แล้วว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง และการที่เรารับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท พวกเราสำนักพระราชวังมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ใครมีหน้าที่อะไรก็ต้องรับผิดชอบตรงนั้นให้ดีที่สุด ในการทำงานถวายพระองค์ท่าน ผมภูมิใจทุกงานไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานใหญ่ แต่งานนี้กังวลใจมากที่สุด เพราะผิดไม่ได้ พลาดไม่ได้ ก่อนหน้านั้นก็จะมีการประชุมกันเยอะ เครียดมาก เพราะกลัวว่างานจะออกมาไม่เป็นตามที่ตั้งพระทัยไว้ เพราะฉะนั้นเราต้องมีทีมงานที่แข็งแรง ตอนนั้นผมเป็นมหาดเล็กตั้งเครื่องและเป็นมหาดเล็กประจำพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ คนที่เป็นมหาดเล็กประจำพระองค์จะต้องรับผิดชอบทุกเรื่องในแต่ละขบวนนั้น และต้องใช้มหาดเล็กมากพอสมควร จนต้องขอพึ่งจากกองทัพเรือ ให้ทหารเรือที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดเลี้ยงมานั่งประชุมร่วมกัน เพราะว่าตรงนั้นต้องใช้คนเยอะมากในการเสิร์ฟและถวายงาน ต้องคัดเลือกคน ภาพที่ออกมาไปสู่สายตาชาวโลก จะเห็นว่าสวยงามไปหมดทุกอย่าง พร้อมเพรียงไปหมด แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าเบื้องหลังนั้นยากขนาดไหน เบื้องหลังจะต้องมีขั้นตอนต่างๆ โดยเฉพาะ หนึ่ง เจ้าของสถานที่จะต้องดูแลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความชื้น กลิ่นอับ การจัดดอกไม้ การดูแลความสวยงามของพื้นที่"

ชาติชาย วรมาลี ผู้อำนวยการกองมหาดเล็กกล่าว ทำให้ทราบถึงการทำงานที่ละเอียดทุกขั้นตอน และในจุดนี้ ชนะชัย วรมาลี ผู้อำนวยการกองชาวที่ซึ่งทำงานประสานกันกล่าวเสริมว่า

"ทุกอย่างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และสลับซับซ้อนในบางจุดบางตำแหน่ง ปกติการจัดจะมีรูปแบบของมันอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ในจิตวิญญาณของเจ้าหน้าที่ที่จะไปปฏิบัติ แต่ที่สำคัญคือเขาจะต้องมีจินตนาการและมีข้อมูล เช่น การจัดดอกไม้ ต้องทราบว่า โปรดอะไร ไม่ โปรดอะไร ไม่เฉพาะของฝั่งเราอย่างเดียว ของฝั่งต่างประเทศด้วย ท่านใดแพ้อะไร ไม่แพ้อะไร ต้องรู้ นั่นคือความละเอียดอ่อนที่เราต้องเจาะออกมาให้ได้ เช่นเดียวกันในอีกด้านหนึ่งของงานมหาดเล็ก ปั้นก็ต้องทราบว่าโปรดอะไร ไม่โปรดอะไร แพ้อาหารอะไร ไม่แพ้อาหารอะไร เราก็จะมีภาพที่คล้ายๆกันแต่แตกต่างกันในรายละเอียด"

ในงานพระราชพิธีที่ประชาชนเฝ้ารอคอย เช่น การเสด็จออกมหาสมาคมของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ของทุกๆปี กองมหาดเล็กและกองชาวที่จะต้องถวายงานอยู่ใกล้ชิดด้วยเช่นเดียวกัน

"กองชาวที่เราต้องไปจัดที่ประทับของพระองค์ท่านว่าอยู่ตรงไหน เรียบร้อยไหม ที่ประทับของพระราชวงศ์ ของแขกที่มาร่วมงานทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในเป็นอย่างไร ต้องดูแลทั้งหมด พร้อมทั้งความสวยงามของดอกไม้ และสถานที่"

ทางด้านกองมหาดเล็กเล่าถึงการปฏิบัติตนตามที่ได้รับพระราชเสาวนีย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงน้ำพระทัยที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกคนเสมอกันว่า

"เวลามีแขกเฝ้าฯในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาคม หรือ ๕ ธันวาคม สิ่งแรกที่มีรับสั่งอยู่เสมอก็คือ ต้องดูแลให้เป็นอย่างดีและเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด ถ้าเป็นเรื่องของการให้ความสะดวก ให้การบริการ ต้องเหมือนกันหมดไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ต้องมาตรฐานเดียวกัน ใครก็แล้วแต่ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถือว่าคนคนนั้นเป็นแขกของพระองค์ท่านทั้งหมด

ในเวลานี้ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช กองชาวที่และกองมหาดเล็กก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถเช่นเดิม โดยถวายงานอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นสถานที่ที่อยู่นอกเขตวัง แต่มาตรฐานและคุณภาพการทำงานของกองชาวที่และกองมหาดเล็กก็ยังคงเต็มร้อยอยู่เช่นเดิม

คุณปั้นกล่าวถึงการทำงานที่โรงพยาบาลศิริราชว่า "กองมหาดเล็กเราปฏิบัติหน้าที่เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่เท่านั้นเองครับ

ส่วนกองชาวที่นั้น ภารกิจต่างๆในเขตที่ประทับก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิม แต่อาจมีภารกิจเพิ่มเติมในกรณีที่เสด็จออกจากที่ประทับ เมื่อนั้นกองชาวที่ก็พร้อมปฏิบัติงานถวายตลอด ๒๔ ชั่วโมง

"ประการสำคัญคือเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯไปตรงไหนก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่ในเขตที่ประทับ กองมหาดเล็กและกองชาวที่ก็ต้องพร้อมเสมอในการถวายงาน"

ถึงตรงนี้คุณชาติชายเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกจากที่ประทับไปยังสวนหย่อมในโรงพยาบาลศิริราช

"มีครั้งหนึ่งที่เสด็จลงมา พอดีผมไปเข้าเวรอยู่ที่ศาลาร้อยปี ก็มีน้องแจ้งลงมาว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จลง ซึ่งเรารู้ล่วงหน้าประมาณ ๘ นาที ก็เลยถามฝ่ายสถานที่ว่าจะเสด็จลงมาตรงไหนอย่างไร เราอยู่ข้างล่าง เขาอยู่ข้างบน เราก็ต้องรีบโทร.ไปบอกเขาว่าข้างล่างแดดร้อนมากนะ อากาศอ้าว ข้างบนจะได้รู้ตัวว่าข้างล่างเป็นอย่างไร พอบอกแล้วก็ต้องรีบไปที่ที่จะเสด็จฯและติดต่อกับกองชาวที่ให้มาทำความสะอาดตรงเขตที่ประทับ

แม้จะมีเวลาน้อย พวกเราก็ต้องพร้อมถวายงาน ชาวที่เอาไม้กวาดมากวาด เอาผ้ามาเช็ด ทำความสะอาดทางเดิน สวน เส้นทางเสด็จฯ ต้องทำอย่างรวดเร็วทันเวลา เพราะเรามีหน้าที่ทำความสะอาดกับดูแลสถานที่เมื่อเวลาท่านเสด็จลงมา แต่หน้าที่ของโรงพยาบาลคือต้องดูแลทำความสะอาดทุกวัน แต่เนื่องจากวันนั้นเป็นวันเสาร์ เจ้าหน้าที่ไม่ได้มา แต่อาจจะมาแล้วไปทำที่อื่นก่อน ก็ไม่คิดว่าท่านจะเสด็จลงมา ณ จุดจุดนี้ครับ ในทางปฏิบัติ เราเป็นสำนักพระราชวัง เราต้องจัดเตรียมสถานที่ให้เป็นที่เรียบร้อย คำว่าไม่มี ไม่พร้อม ไม่ได้ ต้องไม่มีคำนี้ครับ ถามว่าที่ผ่านมา เหตุการณ์เหล่านี้ที่เกิดขึ้นโดยเราทราบก่อนล่วงหน้า ๕ นาที ๗ นาที เราทำทันไหม เราทันทุกงานครับ เพราะเคยฝึกกันมาอยู่แล้ว"

ในเรื่องนี้ คุณชนะชัย ผู้อำนวยการกองชาวที่ให้ข้อสรุปว่า การทำงานลักษณะนี้เป็นการทำงานภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเวลาก็จริงอยู่ แต่ที่ไม่ "จำกัด" คือความจงรักภักดี "เรามาถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน เราต้องพร้อมถวายงานตลอด ๒๔ ชั่วโมง

"ความจงรักภักดี" นี้เหมือนสายน้ำเย็นที่ไหลรินอยู่เงียบๆแต่ไม่มีวันเหือดหายในหัวใจของผู้ที่ถวายงานใต้เบื้องพระยุคลบาทไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการปฏิบัติหน้าที่เพียงใดก็ตาม

"ความจงรักภักดี" นี้มาจากที่ใด?

"หนึ่ง ผมทำงานด้วยความจงรักภักดีซึ่งเต็มร้อย สอง สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สองสิ่งนี้ทำให้เรามีพลัง มีเป้าหมายในการรับผิดชอบ เราเป็นมหาดเล็กรับใช้ประจำพระองค์ เราต้องทำให้ได้ เท่าที่เรามีความสามารถ เพราะฉะนั้นความสามารถเรามีเท่าไรเอาออกมาให้หมด แต่ที่สำคัญคือร่างกายเราต้องแข็งแรงด้วย เราก็ต้องรู้จักกิน ออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง ถ้าเราเที่ยวหัวราน้ำ กินเหล้ากินเบียร์ ร่างกายเราก็จะรับไม่ไหว เมื่อถึงเวลานั้นสิ่งที่เราตั้งใจไว้ก็จะไม่สำเร็จ

...เมื่ออายุ ๒๐ กว่าๆ ผมผ่านการเกณฑ์ทหาร ผมเข้าไปเฝ้าฯ เนื่องจากตอนนั้นผมเป็นมหาดเล็กตั้งเครื่องเสวยอยู่ จึงไปกราบพระบาททูลลาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระองค์ท่านเสด็จออกมา ทอดพระเนตรเห็นผมนั่งอยู่หน้าห้องเสวยใหญ่ รับสั่งถามว่า ชาติชาย ทำไมไปตัดผมเกรียนขนาดนี้ ผมก็กราบพระบาทและกราบบังคมทูลว่าวันนี้ข้าพระพุทธเจ้าจะมาถวายงานเป็นวันสุดท้ายแล้ว เนื่องจากต้องไปรับราชการทหาร พระองค์ท่านรับสั่งว่า อ้าว เธอไปเป็นทหารเหรอ ดีสิ ผมก็เลยกราบบังคมทูลว่า วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าจะมากราบพระบาททูลลาไปรับราชการทหาร เนื่องจากได้รับการเกณฑ์ทหาร พระองค์ท่านก็รับสั่งว่า ' ดีนะเป็นทหาร จะได้เข้มแข็ง มีระเบียบวินัย แล้วเธออย่าหนีทหารล่ะ เธออยู่กับฉันเธอต้องเป็นตัวอย่างที่ดี แต่เธอก็ยังต้องไปเป็นทหาร เพราะฉะนั้นเธอห้ามหนีทหาร ต้องมีระเบียบวินัย' พระองค์ท่านทรงขัดเกลาเราก่อนที่จะไปเป็นทหาร

ตอนที่กลับมา ก็ได้เข้าไปกราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าฯรับสั่งถามว่าเข้มแข็งไหม เธอได้อะไรจากการเป็นทหาร ก็กราบบังคมทูลไปว่า สิ่งที่ได้มาคือความสามัคคี และความมีระเบียบวินัย รู้จักกฎข้อบังคับต่างๆ และทำให้ถวายงานได้ดียิ่งขึ้น พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณกับผมและครอบครัวมาก โชคดีที่ภรรยาผมเป็นคุณข้าหลวงประจำพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ เวลาไปไหนก็จะไปด้วยกัน พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณสมรสพระราชทาน เราสองคนก็อาจจะไม่ค่อยได้อยู่กับลูก แต่ทรงพระเมตตาคอยถามว่าลูกอยู่ไหน ใครดูแลอยู่ ให้มาเรียนที่โรงเรียนจิตรลดา รับสั่งว่าเธอมาทำงานให้ฉัน ฉันก็ต้องดูแลเธอ ตอนที่คุณแม่ผมป่วยก็ได้รับพระราชทานเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ จนกระทั่งวาระสุดท้ายมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเพลิงศพ และพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ทั้งหมด ลูกเกิดมาก็พระราชทานทุนการศึกษา ลืมตามาดูโลกก็ได้รับพระราชทานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชื่อและอะไรต่างๆมากมายมหาศาล แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมถวายความจงรักภักดีได้อย่างไร" คุณชาติชายกล่าวด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมจนผู้ฟังสัมผัสได้

ส่วนคุณชนะชัย ในฐานะผู้ที่ได้ทำงานถวายมายาวนานหลายสิบปี ได้มองเห็นถึงพระราชจริยวัตรที่ทรงปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนกลายเป็นยิ่งกว่า "ความจงรักภักดี"

"ประการแรก ที่เรามองเห็นและสัมผัสได้บ่อยๆคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ ทรงมีความอดทน อดกลั้นและมีความพยายาม แตกต่างจากคนธรรมดาโดยทั่วๆไป เนื่องจากเราได้เห็น แต่ผมคงจะไม่อาจกล่าวได้ว่าเห็นอะไร แต่ที่จริงแท้แน่นอนคือท่านทรงมีความอดทน อดกลั้น มีความพยายามสูงมาก อีกประการหนึ่งคือทรงให้โอกาสแก่คนที่ไม่มีความรู้และด้อยโอกาส ทำให้คนเหล่านั้นมีโอกาส ทรงพระเมตตากรุณาแก่ปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ครับ ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงาน ในการต่อสู้กับอุปสรรคนานัปการ

คนทั่วไปอาจจะคิดว่าพระมหากษัตริย์จะต้องมีความเป็นอยู่อย่างสบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน เรื่องนอน แต่จริงๆแล้ว ภาพที่หลายๆคนคิด มันไม่ใช่อย่างที่เขาคิดกัน เราไม่สามารถอธิบายหรือบอกให้ฟังว่ายังไง แต่บอกได้ว่าไม่ใช่โดยสิ้นเชิง อีกประการหนึ่งที่ผมประทับใจ และซาบซึ้งมาก คือพระองค์ท่านทรงเสียสละความคิด กำลังพระวรกาย กำลังพระราชทรัพย์ ทุ่มเททุกอย่าง ให้ทั้งคำแนะนำ บอก สอน หาทางแก้ไขให้ว่าคุณกำลังไปผิดทาง ทรงมีเหตุผลอ้างอิงทุกอย่าง ทรงเสียสละทุกอย่างเพื่อประชาชนชาวไทยซึ่งทุกคนก็คงจะประจักษ์แล้วว่าเป็นเวลากี่ปีมาแล้วที่ทรงให้สัญญาไว้ในวันที่ทรงขึ้นครองราชย์ ท่านได้ทรงปฏิบัติอย่างนั้นจริงๆ พวกเราอยู่ใกล้ๆจะเห็นได้อย่างชัดเจนมากๆ ว่าท่านทรงทำจริงๆ"

ในวันนี้ที่ทั้งสองท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองชาวที่ และกองมหาดเล็ก นับเป็นก้าวย่างสำคัญของชีวิตที่ได้มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างเต็มกำลังความสามารถ

คุณชาติชาย "เราเข้าไปกราบพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ แล้วกราบบังคมทูลพระองค์ท่านว่าถ้ามีพระราชเสาวนีย์สิ่งใดให้ข้าพระพุทธเจ้าแก้ไข ปรับปรุง พระองค์ท่านรับสั่งมาได้เลย ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมปฏิบัติ พระองค์ท่านรับสั่งว่า ก็ดีใจนะที่พวกเธอโตขึ้น ที่สำคัญคือเธอสองคนเป็นพี่น้องกัน การทำงานก็จะลื่นไหล จะได้คุยกันรู้เรื่อง"

คุณชนะชัย "เรามาจากศูนย์ เราก็ได้ข้อคิดจากที่เราสองคนพี่น้องนั่งคุยกันเสมอว่า เราเคยเป็นเด็กมา เราก็มาดูว่า ถ้าทำแบบนี้ โตเป็นผู้ใหญ่เราจะไม่ทำแบบนี้ หรือเราจะไม่ทำอย่างที่เราถูกกระทำ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้บังคับบัญชาที่รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในวังที่พึงมีทุกคน คือทุกคนควรมีคุณธรรมและจริยธรรมประจำใจในการทำงาน อีกประการหนึ่ง สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ ทุกคนต้องรู้เวลา รู้หน้าที่ สามัคคีกลมเกลียว เนื่องจากกองชาวที่กับกองมหาดเล็กต้องทำงานเป็นทีม คนเดียวไม่สามารถทำได้ งานที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้จะไม่สัมฤทธิผล เนื่องจากเราต้องทำงานกันเป็นทีม แต่ในส่วนอื่นๆ เช่น ความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ ความอดทนต่างๆ เรามีกันอยู่แล้วด้วยกันทั้งนั้น ที่สำคัญคือต้องรู้เวลา รู้หน้าที่

คุณชาติชาย "การที่เราขึ้นมาเป็นผู้บังคับบัญชา สิ่งแรกที่ควรมีในใจคือ ไม่อาฆาตมาดร้ายกับบุคคลใดๆทั้งสิ้น เราถือว่าทุกคนคือลูกน้องของเรา เราไม่มีเขา เราก็อยู่ไม่ได้ เขาไม่มีเรา เขาก็อยู่ไม่ได้ แต่จะทำยังไงให้เขากับเราทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนบุคลากรทั้งหมดเพื่อความสำเร็จในชิ้นงานที่เราได้รับมอบหมาย เพราะฉะนั้นพอเราเปิดใจกว้างๆให้ลูกน้องทุกคน เขาจะเห็นว่าเราให้เกียรติเขา คนเราต้องให้เกียรติกันนะครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ข้อนี้เราได้รับการอบรมจากพระองค์ท่านอยู่เสมอ"

การทำงานของกองมหาดเล็กและกองชาวที่ เป็นหน้าที่ปฏิบัติที่มีขั้นตอนและความละเอียดอ่อนมาก สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองท่านได้ริเริ่มทำและเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานอย่างมากก็คือหนังสือรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการจัดงานพระราชพิธีต่างๆ หนังสือเหล่านี้มีนับร้อยเล่ม ซึ่งชนะชัย และ ชาติชาย วรมาลี เป็นผู้ริเริ่มทำขึ้นเพื่อบันทึกข้อมูล ความรู้ วิธีการ และขั้นตอนการจัดงานพระราชพิธีต่างๆโดยละเอียดและเพื่อเป็นองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ และองค์ความรู้นี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังที่จะมาสานต่องานในอนาคตด้วย

คุณชนะชัยกล่าวถึงที่มาในการจัดทำหนังสือตำราเหล่านี้ไว้ว่า "มีเคล็ดลับอีกหลายอย่าง ซึ่งเราทำไว้เป็นองค์ความรู้ เราทำกันเอง ถ้าเราไม่ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้เอาไว้ มันจะสูญหายไป ต่อไปเด็กๆจะทำในสิ่งที่ผิด สิ่งที่ผิดจะกลายเป็นถูกเลย ต่อไปใครก็ได้ที่จะอยู่ที่เราก็สามารถทำได้โดยเปิดตำรา

เนื่องจากพวกเรามีประสบการณ์ในการจัดงานพระราชพิธีต่างๆมาพอสมควร สมมติว่าตอนนี้จะจัดพระราชพิธีฉัตรมงคล เราทำได้เลย จะมี state visit ที่พระที่นั่งจักรี พูดแค่นี้พอครับ ไม่ต้องพูดเยอะ ประโยคเดียว ทุกคนทำงานได้ทันทีเลย เพราะทุกคนทำงานกันมาจนเข้าฝัก แต่ที่เราทำหนังสือเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า เมื่อทำงานไปแล้วไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า ไม่ต้องมาเถียงกัน เรามีเอกสารอ้างอิงหาข้อยุติได้

หนังสือเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์การทำงานทั้งหมดของ ชนะชัย-ชาติชาย วรมาลี ที่บันทึกเป็นตัวหนังสือไว้ ขณะที่ภาพแห่งความประทับใจ ความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณในการได้ถวายงานใกล้ชิดใต้เบื้องพระยุคลบาทเป็นสิ่งที่เก็บประทับไว้เพียงในความทรงจำด้วยความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของชาวที่และมหาดเล็ก

"พระมหากรุณาธิคุณ และสิ่งที่ติดตาตรึงใจเรา สิ่งที่เราได้เห็น ภาพที่เราได้เคยพบผ่านสายตา คำพูดต่างๆที่เคยได้ยินผ่านหูเรา เราจดจำและเก็บไว้ในใจตลอดไป" คุณชนะชัย กล่าวในท้ายที่สุดว่าการได้ถวายการรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทคือก้าวย่างที่เดินมาไกลของ "เด็กท้ายวัง" ที่มีวันนี้ได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างแท้จริง

ชาติชาย "ผมกับพี่แตนเป็นข้าราชบริพาร เราถวายงานด้วยความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ในหน้าที่ของตัวเอง ผมเป็นมหาดเล็ก เรารู้จักหน้าที่ รู้จักตนเอง เราปฏิบัติหน้าที่ของเราให้สุดความสามารถ ให้สมกับที่พระองค์ท่านทรงไว้วางพระราชหฤทัย

เราภาคภูมิใจที่ตระกูลวรมาลีของเราเกิดมาบนผืนแผ่นดินนี้ พี่น้องของเราทั้งหมดได้ทำงานถวายพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะเป็นทางสายไหนก็แล้วแต่ นามสกุลของเราเป็นนามสกุลพระราชทานที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากรัชกาลที่ ๖ ตระกูลเราก็ได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายของเราแล้ว ณ วันนี้ คิดว่าเราจะทำแต่สิ่งดีๆเพื่อเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองในวิถีทางของแต่ละคน ไม่ทำตัวเกกมะเหรกเกเร และปฏิบัติตามทุกพระราชกระแสที่ทรงสอนเรามา ให้เราเป็นคนดี...เราจะทำทุกวินาทีครับ" คุณชาติชายกล่าว

เรื่องราวของกองมหาดเล็ก-พระเอกของเรื่อง และกองชาวที่-ผู้ปิดทองหลังพระ ที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านการบอกเล่าของ ชนะชัย-ชาติชาย วรมาลี คือหนึ่งเรื่องราวที่ผู้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทที่คนทั่วไปไม่เคยรับรู้ เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้เพียงสะท้อนชีวิตและการงานของบุคคลสองคนเท่านั้น แต่เป็นภาพจิ๊กซอว์เล็กๆในภาพใหญ่ที่ทำให้ "คนนอกวัง" ได้มองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นของผู้ปฏิบัติหน้าที่ "มหาดเล็ก" และ "ชาวที่" ที่รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท และสัมผัสได้ถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จากคำบอกเล่าของผู้ถวายการรับใช้...บันทึกไว้ด้วยตัวอักษรและด้วยความจงรักภักดี