อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอน 16

"ชาวจิตตนครพากันติดอารมณ์งอมแงม จนไม่สามารถจะขาดอารมณ์ได้ และดังที่ได้กล่าวแล้ว อารมณ์ปรากฏเป็นภาพที่ดูเป็นของจริงจัง ไม่ใช่เหมือนอย่างที่ชาวโลกพูดกันว่าอารมณ์ที่หมายถึงเรื่องอะไรในใจ ไม่ปรากฏรูปร่างอะไรให้มองเห็น ในจิตตนครอารมณ์เป็นภาพให้มองเห็นเป็นรูปร่างขึ้นจริงๆ เช่น เป็น ภาพต้นไม้ ก็มองเห็นเป็นต้นไม้จริงๆ เป็นภาพคน ก็มองเห็นเป็นบุรุษ เป็นสตรี เป็นเด็ก เป็นหนุ่มสาว เป็นผู้ใหญ่วัยต่างๆขึ้นจริงๆ ฉะนั้นอารมณ์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญของสมุทัยและสมุทัยรู้วิธีทำให้ชาวจิตตนครติดอารมณ์คล้ายกับติดสุรายาฝิ่น ทีแรกทุกคนก็ดื่มสุราไม่เป็น สูบฝิ่นไม่ได้ แต่เมื่อหัดดื่ม หัดสูบเข้าบ่อยๆ ในที่สุดก็ติด ถึงเวลาก็จะต้องดื่ม ต้องสูบ ถ้าไม่ได้ดื่ม ไม่ได้สูบ ก็จะกระวนกระวาย หงุดหงิด เมื่อได้ดื่ม ได้สูบแล้วจึงจะสงบ"

จิตคือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ และ อารมณ์ คือสิ่งที่จิตเข้าไปรู้ หรือพูดอีกอย่างได้ว่า จิต คือสภาพธรรมที่เป็นตัวรู้ ส่วนอารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกรู้ โดยปกติจิตจะรับรู้อารมณ์ผ่านทางอายตนะทั้ง 6 ที่เข้ามาปรุงแต่ง ได้แก่ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โลกและจักรวาลจึงปรากฏแก่จิตในลักษณะของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และนึกคิด เรียกได้ว่าจิตเป็นธรรมชาติฝ่ายรับรู้ ส่วนอารมณ์เป็นธรรมส่วนการแสดงออกตามอาการต่างๆ จิตนั้นมีอารมณ์ เป็นที่อาศัยยึดเหนี่ยวเสมอ หลังจากรับรู้อารมณ์ ก็เกิดเป็นความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ คือเกิดเป็นเวทนา หรือในทางพระท่านเรียกว่า จิตเสวยอารมณ์

หลักๆแล้วอารมณ์ยังแบ่งออกเป็น อารมณ์ฝ่ายที่เป็นกุศล อารมณ์ฝ่ายอกุศล และอารมณ์ที่เป็นกลางๆ ถ้าเราป้อนอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้แก่จิต คืออารมณ์ที่เป็นกุศล จิตก็จะผ่องใส เบิกบาน เกิดปีติสุขฯ แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเราป้อนอาหารที่แม้รสอร่อยแต่ไม่มีประโยชน์แก่จิต ก็อาจส่งผลให้จิตเครียด วิตกกังวล ฟุ้งซ่าน กระสับกระส่าย เป็นต้น หรือบางทีไม่ต้องส่งจิตออกไปรับอารมณ์จากภายนอก แต่จิตปรุงอารมณ์ขึ้นมากินเป็นอาหารเองก็มี เช่น เวลาที่เราปล่อยจิตคิดฟุ้งซ่านไปในอดีตหรืออนาคต

การได้กินหรือได้เสพอารมณ์ที่ชอบนี้เอง ทำให้เราเสพติดกับอารมณ์ต่างๆอยู่เนืองนิตย์ เหมือนของอร่อยที่ชอบใจ ที่ได้กินเป็นประจำ เมื่ออยากกินแล้วไม่ได้กิน ก็กระสับกระส่าย กระวนกระวาย ต่อเมื่อได้กินสมใจอยากจึงพอใจ ค่อยสงบระงับ

"ในจิตตนครไม่มีสุรายาฝิ่น ไม่มีเฮโรอินและยาเสพติดให้โทษต่างๆอย่างในเมืองทั่วๆไป แต่มีอารมณ์นี่แหละแทนที่สิ่งอื่นๆ ทีแรกก็ดูเหมือนไม่สู้สนใจกันนักในจิตตนคร แต่สมุทัยแทรกเข้ามาทางระบบสื่อสารทั้งปวงสู่จิตตนครบ่อยๆ โดยพยายามแทรกแต่อารมณ์ที่งดงาม น่ารักใคร่ ปรารถนาพอใจ ชาวจิตตนครชักจะติดใจ ติดตา ติดหู ติดจมูก ติดลิ้น ติดกาย เกิดความกระหายที่จะได้รับอารมณ์ที่งามอยู่เป็นประจำ เมื่อไม่ได้ก็กระวนกระวาย หงุดหงิด ต่อเมื่อได้จึงจะสงบ เมื่อพากันติดอารมณ์ดังนี้ สมุทัยก็เบาใจว่า ไม่มีใครจะคิดกู้อิสรภาพแน่ เพราะพากันคิดแต่จะใช้อารมณ์ที่งามกันทั้งนั้น เหมือนอย่างคนติดฝิ่นติดกัญชา ก็คิดแต่จะหาฝิ่นกัญชามาสูบเท่านั้น อารมณ์ที่งามนี้เป็นยาเสพติดสำคัญที่สมุทัยวางไว้แก่ชาวจิตตนคร เช่น ชายงาม หญิงงามที่ปรากฏเป็นภาพให้มองเห็น"

อาหารใจที่เป็นความอร่อยทางอารมณ์นี้ สามารถป้อนเข้าถึงจิตใจเราได้ถึง 6 ช่องทาง ไม่ว่าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ยิ่งหลากหลายอารมณ์หลากหลายรสชาติก็ยิ่งเอร็ดอร่อย เราจึงล้วนเพลิดเพลินอยู่กับรสอร่อยที่บรรจงปรุงแต่งมาแล้วอย่างดี อีกทั้งในท่ามกลางสังคมบริโภคนิยมก็ยิ่งกระตุ้นเร้าให้เกิดความพอใจในการเสพการใช้ มอมเมาให้เกิดความต้องการแบบไม่รู้จักอิ่มจักพอ

"นอกจากนี้ สมุทัยยังได้เลี้ยงสัตว์ต่างๆไว้อีกมาก เช่น งู ชนิดต่างๆ จระเข้ นกต่างชนิด ไก่ สุนัขจิ้งจอก ลิงใหญ่เล็กเป็นอันมาก และแทนที่จะสร้างสวนสัตว์ให้อยู่เป็นส่วนสัด กลับปล่อยให้อยู่ทั่วไปในจิตตนครตามแต่สัตว์จำพวกไหนจะชอบอยู่ชอบเที่ยวไปในที่ไหน เช่น งูอยู่ในจอมปลวก จระเข้อยู่ในน้ำ นกบินอยู่ในอากาศ และจับพักนอนบนต้นไม้ ไก่อยู่ในบ้าน สุนัขจิ้งจอกอยู่ในป่าช้า ลิงอยู่บนหมู่ไม้ บางทีสัตว์ทั้งปวงเช่นที่กล่าวมาก็เที่ยวเพ่นพ่านทั่วไป"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงเปรียบเปรยจิตที่วิ่งออกไปรับอารมณ์ตามช่องทางต่างๆ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เปรียบได้กับการวิ่งไปสู่สิ่งที่เป็นจริตนิสัยของสัตว์ 6 ชนิด คือ งู จระเข้ นก ไก่ สุนัขจิ้งจอก และลิง

"บางทีสมุทัยจับสัตว์เหล่านี้มาผูกรวมกันไว้แล้วก็ปล่อย เป็นกีฬาที่สนุกอย่างหนึ่ง เพราะจะได้เห็นสัตว์เหล่านี้ต่างวิ่งไปสู่ที่อยู่ของตน สมุทัยหัวเราะชอบใจแล้วกล่าวว่า ชาวจิตตนครก็เหมือนสัตว์เหล่านั้น เพราะพากันวิ่งไปหาอารมณ์คือรูปเหมือนอย่างงูเลื้อยปราดไปหาจอมปลวก วิ่งไปหาอารมณ์คือเสียงเหมือนจระเข้วิ่งไปลงน้ำ วิ่งไปหาอารมณ์คือกลิ่นเหมือนนกบินหวือไปในอากาศ วิ่งไปหาอารมณ์คือรสเหมือนไก่บินไปสู่บ้านที่ตัวอาศัย วิ่งไปหาอารมณ์คือสิ่งถูกต้องทางกายเหมือนสุนัขจิ้งจอกวิ่งไปสู่ป่าช้า วิ่งไปหาอารมณ์คือเรื่องทางใจเหมือนวานรวิ่งหลุกหลิกไปบนต้นไม้ นี้เป็นกีฬาที่สนุกสนานมากของสมุทัย ในการที่เห็นหมู่คนทั้งเมืองวิ่งพล่านไปในทิศทางต่างๆ บางทีก็ชนกัน ปะทะกัน แย่งชิงกัน ต่อสู้วางหมัดมวย แทงฟัน ยิงกันเป็นคู่ๆวุ่นวายไปหมด ยิ่งยุ่งยิ่งวุ่นวายสับสนอลหม่าน สมุทัยก็ยิ่งสนุกสนานมาก"

เมื่อเราปล่อยกายปล่อยใจให้เพลิดเพลินยินดี หรือโศกเศร้าไปกับสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบใจ จึงเกิดเป็นความฟูขึ้นของใจ หรือห่อเหี่ยวจิตใจ ตามอารมณ์ที่เข้ามากระทบตามช่องทางต่างๆ อันเป็นทางมาของกิเลสตัณหา เปรียบได้กับสัตว์ต่างชนิดกัน 6 จำพวก ที่วิ่งพล่านอยู่ในใจเรา และอุปนิสัยของสัตว์ทั้ง 6 นี้ ต่างก็ต้องการวิ่งไปหาสิ่งที่ต้องตามจริตนิสัยตน ย่อมทำให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายขึ้นในใจ อันเกิดจากความไม่สำรวมใจ หรืออสังวร ซึ่งชักนำทุกข์มาให้นั่นเอง ดังในพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 10 สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ฉัปปาณสูตร บรรยายรายละเอียดไว้ว่า

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ 6 ชนิด ซึ่งมี วิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น คือ จับงู จระเข้ นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น ครั้นแล้วพึง ขมวดปมไว้ตรงกลางปล่อยไป ทีนั้นแล สัตว์ 6 ชนิดซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจร ต่างกันเหล่านั้น พึงดึงมาหาโคจรและวิสัยของตนๆ งูพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่จอมปลวก จระเข้พึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักลงน้ำ นกพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักบินขึ้นสู่อากาศ สุนัขบ้านพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าบ้าน สุนัขจิ้งจอก พึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักไปสู่ป่าช้า ลิงพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่ป่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล สัตว์ 6 ชนิดเหล่านั้น ต่างก็จะไปตามวิสัยของตนๆพึงลำบาก เมื่อนั้น บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์ใดมีกำลังมากกว่าสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นพึงอนุวัตรคล้อยตามไปสู่อำนาจแห่งสัตว์นั้น แม้ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่ได้อบรม ไม่กระทำให้มากซึ่งกายคตาสติก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักษุย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในรูปอันเป็นที่พอใจ รูปอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล ฯลฯ ใจย่อมฉุดไปในธรรมารมณ์อันเป็นที่พอใจธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสังวรย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล ฯ"

ในพระธรรมเทศนาที่เป็นเครื่องอบรมจิต ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้เคยแสดงไว้ ทรงอธิบายเกี่ยวกับการปฏิบัติอบรมจิตไว้ว่า

จิตนี้ย่อมน้อมไปได้ตาม วิตกคือความตรึก วิจารคือความตรอง กล่าวคือเมื่อตรึกตรองไปมากๆบ่อยๆ ด้วยอกุศลวิตก คือเป็นกามวิตกบ้าง พยาบาทวิตกบ้าง วิหิงสาวิตกบ้าง จิตก็ย่อมน้อมไปในอกุศลวิตกเหล่านี้มาก ย่อมไม่น้อมไปในฝ่ายตรงกันข้ามคือฝ่ายกุศล และถ้าหากว่าตรึกตรองไปในทางกุศลมาก คือในทางเนกขัมมวิตก อพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก จิตก็น้อมไปมากในกุศลทั้งหลาย

เพราะฉะนั้นวิตกวิจารคือความตรึกความตรองของจิตนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะเป็นเหตุให้จิตใจนี้น้อมไปได้ตามทางที่วิตกวิจารไป เมื่อวิตกวิจารไปในทางอกุศลมาก จิตก็น้อมไปในทางอกุศลมาก เมื่อวิตกวิจารไปในทางกุศลมาก จิตก็น้อมไปในทางกุศลมาก เป็นธรรมดาของจิตเป็นดั่งนี้

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงคอยกำหนดดูจิตของพระองค์เอง ว่าจิตบังเกิดขึ้นอย่างไร คือมีวิตกวิจารบังเกิดขึ้นอย่างใดในจิต พระองค์มีความเพียร มีความไม่ประมาท ไม่เลินเล่อเผลอเพลิน เมื่ออกุศลวิตกบังเกิดขึ้นทรงทราบ ก็ทรงจับพิจารณาทันที ให้รู้จักว่านี่เป็นอกุศลมีโทษ เป็นเครื่องดับปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ด้วยอำนาจแห่งสติที่กำหนด และปัญญาที่รู้ดั่งนี้ อกุศลก็ย่อมจะดับ

และเมื่อฝ่ายกุศลจิตคือกุศลวิตกบังเกิดขึ้น พระองค์ก็ทรงรู้อีกว่านี่เป็นกุศล มีคุณ เจริญปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปเพื่อนิพพาน คือความดับกิเลสและกองทุกข์ และเมื่อทรงรู้ดั่งนี้วิตกฝ่ายกุศลนั้นก็ย่อมจะตั้งอยู่ และย่อมจะเจริญยิ่งขึ้น

...เมื่อสามารถปฏิบัติอยู่เนืองๆบ่อยๆ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน คือให้ทำความรู้จักจิตของตนที่คิดไปอย่างไร แล้วคอยจำแนกให้รู้ว่า ถ้าคิดอย่างนี้เป็นอกุศล ก็เหมือนอย่างว่าจัดเอาไว้กองหนึ่ง ส่วนหนึ่ง คิดอย่างนี้เป็นกุศล ให้รู้ดั่งนี้ก็เหมือนอย่างว่าจัดเอาไว้อีกกองหนึ่ง อีกส่วนหนึ่ง

คอยมีสติกำหนดดูให้รู้จัก แยกหมู่ แยกกองกันอยู่อย่างนี้ พร้อมทั้งมีสติกำหนดและพิจารณา ปัญญาพิจารณาให้รู้จักโทษของฝ่ายอกุศลที่บังเกิดขึ้น อานิสงส์คือคุณประโยชน์ของฝ่ายกุศลที่บังเกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างกันดังที่ตรัสสอนไว้ดั่งนี้

ปฏิบัติดั่งนี้ก็จะเป็นเครื่องกันจิตด้วยสติหรือด้วยปัญญานั้นเอง ไม่ให้น้อมไปในฝ่ายอกุศล แต่ให้น้อมมาในฝ่ายกุศล และเมื่อทำอยู่อย่างนี้ได้เสมอๆแล้ว ก็จะสามารถป้องกันจิตได้ มิให้น้อมไปในทางอกุศลมาก แต่ให้น้อมไปในกุศลมาก และเมื่อน้อมไปในกุศลมากเนืองๆอยู่ดั่งนี้ ก็จะทำให้จิตอยู่ตัวในฝ่ายกุศล หรือในทางกุศลมากขึ้นๆ"

"การศึกษาในทางโลกก็ตาม ในทางธรรมก็ตาม ผู้มีปัญญาย่อมศึกษาเพื่อมุ่งเพิ่มพูนสติและปัญญาเป็นสำคัญ และย่อมเข้าใจดีว่าตนเองเท่านั้นที่จะสามารถนำความรู้ในเรื่องทั้งหลายมาเพิ่มพูนสติและปัญญาของตนได้ ผู้เขียนหนังสือหรือผู้บรรยายเรื่องราวเหล่านั้น เพียงสามารถนำความรู้ความเข้าใจมาแสดงให้ทราบเท่านั้น หาอาจทำให้ผู้ไม่ใคร่ครวญพิจารณาตามเกิดประโยชน์ได้ไม่ ผู้นำเรื่องจิตตนครมาบรรยายในรายการบริหารจิตอยู่ขณะนี้ก็เช่นกัน เป็นเพียงผู้นำธรรมเกี่ยวกับจิตตนครมาแสดง หน้าที่ในการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต้องเป็นของบรรดาท่านผู้มาบริหารจิตทั้งหลาย เมื่อเกิดความรู้สึกวิ่งไปหาอารมณ์ใดก็ตาม ที่เห็นว่าเป็นความงดงามน่ารักใคร่ ปรารถนาพอใจ ก็ควรต้องทำสติให้เกิดขึ้นให้รู้ทันแม้เพียงพอสมควร ว่าสมุทัยกำลังทำงานยึดครองเราอยู่อย่างเฉลียวฉลาด แม้เราไม่ต่อต้านขัดขืน คือไม่พยายามยับยั้งความปรารถนาต้องการเสียบ้างเลย ปล่อยไปเต็มแรง แล้วแต่ความปรารถนาต้องการจะนำไป เราก็จะตกเป็นทาสของสมุทัย ไม่อิสระแก่ตัว ทาสคนใดจะมีความสุขที่แท้จริงได้ ลองคิดดู"

การใช้ชีวิตท่ามกลางกระแสกิเลส การพัดพาของอารมณ์ความรู้สึกต่างๆไม่ว่า รัก โลภ โกรธ หลง ดีใจ เสียใจ พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ สามารถเกิดขึ้นกับเราได้ทุกเมื่อ หลายครั้งหลายคราจิตของเราอาจพลัดตกจากสติ พลอยโลดเต้นไปตามสถานการณ์เรื่องราวต่างๆ แต่ถ้าหมั่นรู้เนื้อรู้ตัวอยู่เสมอ แม้เผลอไผล จนกำลังใจตก ทำจิตตกไปบ้าง แต่ก็ให้รีบดึงจิต กอบกู้สติให้กลับคืนมาโดยเร็ว พยายามว่ายทวนน้ำ ไม่ปล่อยกายปล่อยใจให้ถูกพัดพาไปตามกระแสกิเลส เพียรตามรักษาสติให้ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ในการปฏิบัติก็ใช่ว่าเราจะพบแต่ความราบรื่นตลอดไปก็หาไม่ บางขณะเราอาจต้องล้มต้องเซ พลัดออกนอกลู่นอกทาง ขาดสติขาดปัญญาไปตามความฟุ้งซ่าน ตามความมืดบอดในใจด้วยถูกกิเลสตัณหาครอบงำชักจูง แต่ก็ให้พยายามใช้สติใช้ปัญญาเท่าที่ยังพอมีอยู่ให้รับรู้ ให้ดู ให้เห็นถึงกระแสอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตใจ ซึ่งเท่ากับช่วยยับยั้ง เป็นเสมือนการว่ายย้อนทวนกลับไป จนกว่าสติปัญญานั้นจะทรงตัวได้ดี จิตมีกำลังพอที่จะต้านทานกิเลสได้ดีขึ้น แล้วก็จะผ่านไปได้

ในช่วงท้ายนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงกล่าวย้ำเตือนให้ระมัดระวังตน ไม่เผลอปล่อยกายใจจนอยู่ภายใต้บงการของกิเลสไว้ว่า

"ชาวจิตตนครที่ปล่อยให้ความปรารถนาต้องการในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ นำไปอย่างไม่ขัดขืนต้านทานก็จะหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้เช่นเดียวกับทาสนั้นเอง ฉะนั้น เราจะเลือกเป็นทาสหรือเป็นไทก็จะเลือกได้ด้วยการยอมให้สมุทัยครอบครอง หรือต่อต้านขัดขืนสมุทัยจนสุดสติปัญญาเท่านั้น"

ในการเกิดเป็นมนุษย์ต้นทุนสำคัญที่ต้องยึดไว้เป็นพื้นฐานคือศีล 5 ข้อควรจำในการปฏิบัติคือเราจะประมาทไม่ได้ คอยระมัดระวังที่จะไม่เผลอไผลปล่อยกายปล่อยใจให้ตกเป็นทาสกิเลส มีสติกำกับในการคิด พูด และทำอยู่เสมอ มีพระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง มุ่งหน้าเดินตามทางของทาน ศีล ภาวนาเรื่อยไป


(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า