ล่าซุนยัดเซ็น (๓)

บันทึกวันวาร

จากคำพูดของโคล ทำให้เขารู้เรื่องที่เกิดขึ้นและสับสนยุ่งยากที่จะดำเนินไปได้ทันที คนอย่างเซอร์ฮาลลิเดย์ย่อมแพรวพราวไปด้วยเล่ห์ของทนายความ มีอำนาจและอิทธิพลมากพอที่กระทำงานสกปรกโสมมร้อยแปด และเจ้าหน้าที่สถานทูตย่อมเชื่อทนายและทำตามคำสั่งทุกเรื่อง

มาถึงตอนนี้ โคลรับอาสาอย่างเต็มอกเต็มใจที่จะถ่ายทอดส่งข่าวต่อไปเรื่อยๆ โคลเล่าให้ดร.คานต์ลีว่า เซอร์ฮาลลิเดย์ แมคคาร์ทนีย์ ประกาศให้ทุกคนในสถานทูตจีนทราบว่า

"คนที่จับเอาไปขังไว้เป็นคนเสียสติ เป็นบ้าชนิดเป็นอันตรายแก่ประชาชน จึงต้องนำมากักขังไว้ เพื่อจะได้ไม่ไปสร้างปัญหา และบัดนี้รอเวลานำลงเรือกลับไปเมืองจีนในวันอังคารนี้" โคลบอกว่าได้มีกัปตันเรือคนหนึ่งกับลูกเรือหลายคน พากันไปที่สถานทูตจีน หารือถึงวิธีการที่จะส่งตัวจีนคนนั้นกลับเมืองจีนแล้ว

จากคำบอกเล่าของโคล ดร.คานต์ลีจึงรู้สึกตัวว่ามีเวลาเหลืออยู่เพียง ๔๘ ชั่วโมงเท่านั้น ที่จะช่วยเหลือลูกศิษย์จีนหนุ่มได้ทัน ดังนั้น ดร.คานต์ลีรีบออกจากบ้านด่วนไปหาดร.แมนสัน ซึ่งเป็นแพทย์เหมือนกัน แล้วทั้งสองก็พากันไปยังสก๊อตแลนด์ยาร์ดเพื่อขอให้ช่วยเหลืออีกครั้ง

เจ้าหน้าที่เวรประจำวันฟังเรื่องทั้งหมดแล้วกล่าวว่า

"ท่านได้มาที่นี่เมื่อคืนวันเสาร์นี่ครับ จากตอนนั้นถึงเดี๋ยวนี้เรายังไม่ได้เรื่องอะไรตามที่ท่านได้แจ้งความไว้เลย"

ระหว่างรอคอยเจ้าหน้าที่โดยตรงนั้น ทั้งสองได้รับเชิญให้เข้าไปในสำนักงาน เจ้าหน้าที่รับฟังอย่างใจจดใจจ่อและยังบันทึกไว้ด้วย

เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศแจ้งให้ทราบว่า วันอาทิตย์จะไม่มีการปฏิบัติงานแต่เขาจะรีบรายงานเหตุการณ์ให้ผู้บังคัญบัญชาเหนือขึ้นไปทราบในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

สองนายแพทย์แทบจะคลั่งตายด้วยวิตกว่า สถานทูตจีนอาจจะเปลี่ยนกำหนดเวลาส่งตัวหนุ่มจีนเพียงก่อนกำหนดไปวันเดียว ก็จะไม่สามารถช่วยเหลือได้ทัน

สองนายแพทย์ได้แสดงความคิดเห็นอย่างขุ่นเคืองใจว่า

"เป็นเพียงแค่วันอาทิตย์วันเดียว ระบบกฎหมายอังกฤษก็เป็นอัมพาตไปสิ้น"

พนักงานกระทรวงต่างประเทศเปรยว่า งานนี้เป็นปัญหาเกี่ยวเนื่องอยู่กับสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศ ลำพังเขาเองเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย ทำอะไรลงไปไม่ได้ขอให้รอถึงวันรุ่งขึ้น

ทั้งสองออกมาปรึกษากันที่ถนนหน้ากระทรวงต่างประเทศในที่สุด ก็จะไปที่สถานทูตจีนเลย ดร.คานต์ลีนั้นทางสถานทูตจีนรู้จักดี ส่วนดร.แมนสันนั้นการไปของเขานั้นเหมือนไปแหย่รังแตน ดังนั้น ถ้า ดร.แมนสันไม่กลับออกมาภายใน ๑ ชั่วโมง ดร.คานต์ลีจะแจ้งสก๊อตแลนด์ยาร์ดทันที

ขณะนั้นเวลา ๑๘.๓๐ ย่ำค่ำแล้ว ดร.แมนสันแสดงความจำนงขอพบผู้ช่วยทูต ขอพูดจาเรื่องหนึ่งไม่นานนักโดยแถลงว่า

"เพื่อนผมคนหนึ่ง เคยเป็นนักศึกษาแพทย์มาด้วยกัน ตั้งแต่เมื่ออยู่ประเทศจีน ได้ถูกจับมาขังไว้ในสถานทูตนี้ ผมต้องการจะมาเยี่ยม"

ผู้ที่ ดร.แมนสันพูดด้วย คือนายตั้ง ผู้ที่ไปจับเชลยหนุ่มนั่นเอง พอได้ยินคำพูดจากดร.แมนสัน ใบหน้านายตั้งเปลี่ยนเป็นชาเย็นและเคร่งขรึมโหดเหี้ยมไปทันที

"เราไม่เคยขังใครไว้ในสถานทูตนี้ ไหน คนหนุ่มที่พูดถึงนั้นมีชื่อว่าอะไรไม่ทราบ!"

"ซุนเวน" เป็นคำตอบจากดร.แมนสัน

"ไม่มีชื่อนี้ในสถานทูตจีนเลย"

"ผมทราบว่าเขาถูกจับมาขังไว้ที่นี่ สก๊อตแลนด์ยาร์ดกับกระทรวงต่างประเทศก็ทราบเรื่องนี้แล้ว"

นายตั้งยังคงมีสีหน้าถมึงทึงอยู่อย่างเดิม เขายืนยันกับนายแพทย์แมนสันว่าไม่มีใครถูกจับมาอย่างที่เขาพูด คงเป็นความเข้าใจผิดมหันต์ หรือมีใครเล่นตลกกับหมอแมนสัน จากอาการของนายตั้ง ดร.แมนสันเชื่ออย่างสนิทใจ หมอจึงกลับออกมาจากสถานทูตจีน มาบอกกับดร.คานต์ลีว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องกุขึ้น คนที่สถานทูตจีนไม่มีใครล่วงรู้เรื่องราวที่ดร.คานต์ลีพูดแม้สักคนเดียว

ดร.คานต์ลีมีอาการกระวนกระวายใจยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก ฟังแล้วไม่ค่อยจะยอมรับรู้อะไรจากมิตรมากนัก กลับรู้สึกวิตกหนักในอันตรายที่จะเกิดแก่ลูกศิษย์ภายหลังการไปเยี่ยมของดร.แมนสัน

บัดนี้พวกสถานทูตจีนจะต้องเร่งมือแผนงานของเขาอีก ทางสถานทูตอาจนำเชลยของเขาลงเรือ ซึ่งบางทีการส่งตัวกลับเมืองจีนอาจทำเร็วกว่ากำหนด ดร.คานต์ลีตัดสินใจจ้างนักสืบเชลยศักดิ์ให้ทำงาน ให้คอยเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของสถานทูตจีนกับคอยเฝ้าดูเรือทุกลำที่ออกจากท่าจอดเรือ ทว่าเมื่อตระเวนหาตามที่ต่างๆก็ไม่ปรากฏว่ามีสำนักงานนักสืบแห่งไหนเปิดทำงานกันเลย เพราะเป็นวันอาทิตย์

ดร.คานต์ลีไม่สิ้นความพยายาม ได้หวนกลับไปสก๊อตแลนด์ยาร์ด พยายามวิงวอนให้ส่งนักสืบไปเฝ้าดูที่สถานทูตจีน ก็กลับได้รับการบอกปัดว่า เขตที่สถานทูตจีนตั้งอยู่นั้นอยู่นอกขอบเขตการดูแลของสก๊อตแลนด์ยาร์ด ขอให้ไปหาสถานีตำรวจเวสต์แอนด์จะดีกว่า

ดร.คานต์ลีพยายามระบายความทุกข์ใจให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า ทุกสิ่งที่มาแจ้งความนี้เป็นเรื่องด่วนจริงๆ แต่เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่า ถ้าขาดหลักฐานยืนยันเพียงอย่างเดียว ทางตำรวจก็ไม่มีอำนาจที่จะไปวางยามตามสถานทูตจีนหรือตามท่าเรือได้ เมื่อทุกอย่างอยู่ในสภาพเข้าตาจน ในที่สุด ดร.คานต์ลีก็ยอมให้เงินจำนวนหนึ่งที่มากพอดูแก่ตำรวจคนใดก็ได้ที่ออกเวรไป และต้องการทำงานพิเศษ แต่ทว่าคืนนั้นไม่มีใครว่างเลย แต่ก็ได้รับคำแนะนำให้ไปหานายตำรวจนอกประจำการคนหนึ่งที่ตำบลไอส์ลิงตัน เขาพอจะรับงานนี้ได้

ระหว่างทางที่เดินทางไปไอส์ลิงตันผ่านทางถนนฟลีต ดร.คานต์ลีก็เกิดความคิดใหม่ขึ้น เขาหยุดขณะผ่านสำนักพิมพ์ "ไทมส์" และเข้าไปพบบรรณาธิการ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก พนักงานสอบถามว่ามีเหตุและผลอันใดที่จะเข้าพบบรรณาธิการ ดร.คานต์ลีขอกระดาษจากเจ้าพนักงานโรงพิมพ์ แล้วเขียนข้อความลงไปว่า

"เกิดทารุณกรรม ลักเอาตัวคนไปขังไว้ที่สถานทูตจีน มีอันตรายถึงตาย"

พนักงานรับกระดาษนั้นมาอ่านข้อความด้วยความสนเท่ห์เพราะน้อยนักที่จะเจอข่าวเช่นนี้ แต่โชคก็ไม่อำนวยเมื่อได้รับคำตอบว่า

"บรรณาธิการไม่อยู่จนกว่าจะถึงสี่ทุ่มตรงในตอนกลางคืน"

"แล้วผมจะมา" ดร.คานต์ลีกล่าวตอบ

พอไปถึงไอส์ลิงตันก็แบบเดียวกัน ตำรวจให้ความหวังว่า เขามีธุรกิจด่วนที่จะต้องทำ แต่จะพยายามตามที่ดร.คานต์ลีเล่า เขาปฏิเสธแต่ก็ขอเอาตำบลที่อยู่ของสถานทูตจีนกับที่อยู่ของ ดร.คานต์ลีเอาไว้

มาถึงตอนนี้ ดร.คานต์ลีหมดเรี่ยวแรง เพราะต้องตระเวนไปเกือบทั่วนครลอนดอน ตั้งแต่ ๐๘.๐๐ เช้า ทั้งตัวหมอเองก็มีอายุมาก ไม่ใช่คนหนุ่ม แต่ถึงกระนั้นหมอก็ได้ย้อนไปที่โรงพิมพ์หนังสือ "ไทมส์" จนได้ ที่นั่นมีนักข่าวผู้หนึ่งสนใจรับฟังเรื่องราวจาก ดร.คานต์ลีอย่างตั้งอกตั้งใจ นักข่าวผู้นั้นตระหนักดีว่า มันจะเป็นข่าวหน้าหนึ่งทีเดียวละ แต่มันก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องใช้ความระมัดระวัง และเขาต้องปรึกษากับกองบรรณาธิการเสียก่อน ก่อนที่จะนำลงในหนังสือพิมพ์

ดร.คานต์ลีต้องพบกับความขมขื่นอีกตามเคย ไปขอความช่วยเหลืออีกหลายจุด ผิดหวังทั้งสิ้น หมอกลับเข้าบ้านเมื่อห้าทุ่มครึ่ง คืนนั้นหมอหลับไม่ลง ภรรยาปลอบใจและปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี ในที่สุดก็ตัดสินใจไปเฝ้าหน้าสถานทูตจีนเสียเอง อดนอนเสียคืนหนึ่ง

เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ดร.คานต์ลีก็ไปหาสำนักงานนักสืบของฮอลเตอร์ได้ว่าจ้างนักสืบจำนวนหนึ่งมาช่วยเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของสถานทูตจีนทั้งกลางวันและกลางคืน และให้ช่วยตรวจดูเรือทุกลำที่จะออกสู่เมืองจีนด้วย

จากนั้นได้ไปเล่าเรื่องยังกระทรวงต่างประเทศอีกอย่างละเอียด ถึงกระนั้นก็ดูเหมือนว่ากระทรวงต่างประเทศมีท่าทีว่าไม่เชื่อ กลับชี้แจงว่า จะต้องมีหลักฐานเป็นคำร้องขอของผู้ถูกจับตัวเอาไปขังมาแสดง นั่นจึงจะฟังขึ้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศได้สอบถามไปทางสก๊อตแลนด์ยาร์ดให้สำรวจดูว่า ทางสถานทูตจีนได้ติดต่อว่าจ้างหรือทำการติดต่อกับบริษัทเดินเรือสายใดบ้างหรือเปล่า

สก๊อตแลนด์ยาร์ดก็ปฏิบัติงานฉับพลันทันที ถ้าเป็นงานที่เขาต้องการจะทำ จึงได้คำตอบมาว่า

ได้มีการทำสัญญาว่าจ้างเช่าเรือระหว่างสถานทูตจีนกับบริษัท "เกลนไลน์" เรือลำที่ว่าจ้างนี้กำหนดออกจากท่าในวันอังคารตามสัญญาเช่าระบุว่า เรือลำนี้จะบรรทุกสินค้าเบ็ดเตล็ดไปเมืองจีน และจะมีผู้โดยสารเพียงคนเดียว ชื่อของผู้โดยสารไม่ได้บอกไว้ บอกแต่เพียงว่าผู้โดยสารที่จะไปด้วยเป็นชาวจีนเท่านั้น

ตลอดเวลาที่ผ่านมา หนุ่มจีนนักศึกษาคงถูกคุมขังอยู่ในสถานทูต เขาครุ่นคิดอยู่เสมอว่า ชะตากรรมเขาจะถึงฆาตเมื่อไร เขาไม่มีทางรู้เลยว่าโคลจะซื่อสัตย์ต่อเขาหรือไม่ เขาไม่อาจรู้ว่าสถานทูตจีน กำลังจะปล่อยตัวเขาเป็นอิสระ หรือกำลังเตรียมส่งตัวเขาไปประหารในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

แต่ความหวังของเขากลับมาอีกครั้ง เย็นวันนั้นเมื่อโคลนำเอาถ่านหินมากองให้ พร้อมกับแผ่นกระดาษที่ซุกซ่อนมากับกองถ่านหิน เมื่อเขาหยิบขึ้นมาอ่านได้ความว่า

"มีหวัง เรากำลังทำงานเพื่อคุณ"

แม้จะได้ข่าวนี้มา เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าการช่วยเหลือจะทันเวลาไหม ขณะเดียวกันโคลก็ส่งข่าวไปทางดร.คานต์ลีอีกครั้งโดยแจ้งไปว่า

"ผมมีโอกาสปลอดอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เพื่อนของท่านหนีออกทางหลังคาของเรือนหลังถัดไปจากบริเวณพอร์ตแลนด์ได้ในคืนวันนี้ ถ้าท่านจะจัดใครสักคนไปคอยอยู่แถวนั้น คอยรับเพื่อนของท่านและผมถ้าตกลง ก็ขอให้แจ้งให้ผมทราบด้วย"

ดร.คานต์ลีได้นำข้อความที่โคลส่งข่าวให้ทราบนี้ รีบรุดไปสก๊อตแลนด์ยาร์ดอีก และได้ส่งหลักฐานขอให้สก๊อตแลนด์ยาร์ดจัดส่งตำรวจไปคอยรับทางหลังคาที่อยู่ติดกับสถานทูตจีน แต่สารวัตรสก๊อตแลนด์ยาร์ด กลับมีความคิดเห็นขัดแย้งกับหมอคานต์ลี เพราะการกระทำดังกล่าวอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของเขาเมื่อเอากฎหมายเข้ามาจับแล้ว ทางสก๊อตแลนด์ยาร์ด ควรจะต้องมีคำสั่งไปยังสถานทูตจีน ให้เจ้าหน้าที่ของสถานทูตมีอำนาจเปิดประตูบ้านหลังถัดไปให้เข้าไปตรวจดูเสียด้วยซ้ำ

ครั้นวันที่ ๒๒ ตุลาคม คณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรม อังกฤษ (โอลด์เบลี่) ไม่ยอมพิจารณาคำร้องอันไม่ปรากฏเจ้าทุกข์แน่ชัด อย่างไรก็ตามคำปฏิเสธของศาลได้นำไปสู่การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของหนังสือพิมพ์อังกฤษโดยผู้สื่อข่าวพิเศษของหนังสือพิมพ์ "โกลบ" (Globe) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์คู่แข่งของไทมส์ เนื่องจากไทมส์ไม่ยอมออกข่าวให้ ดังนั้น ดร.คานต์ลีจึงยินดีที่จะให้ข่าวแก่ "โกลบ"

ดังนั้น บรรดานักข่าวที่ติดตามข่าวนี้ต่างรุดไปสถานทูตจีน เร่งเร้าถาม นายตั้งก็ออกมารับนักข่าวด้วยใบหน้าแจ่มใส ไม่สะทกสะท้าน ซ้ำบอกแก่นักข่าวว่า เรื่องที่นักข่าวมาทำข่าวเป็นเรื่องกุกันขึ้นมาเองโดยคนเสียสติ

แต่นักข่าวไม่ยอมเชื่อการตีหน้าของนายตั้ง กงสุลจีนอีกต่อไป กลับเตือนสถานทูตด้วยว่า หากไม่ปล่อยคนที่คุมขังเอาไว้ภายใน ๑ วันนี้แล้ว ประชาชนชาวลอนดอนนับพันจะบุกเข้ายังสถานทูตแล้วจะปล่อยผู้ถูกคุมขังเป็นอิสระไปในทันที

นายตั้งแม้ได้ฟังอย่างนี้ ก็ยังคงนิ่งยิ้มในมาดคนจีนใจเย็นทำราวกับว่า คำเตือนของนักข่าวนั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิดและขบขัน เหมือนเด็กๆที่ชอบพูดเล่นๆ อีกทั้งนายตั้งยังไม่รู้ซึ้งถึงอารมณ์ชาวลอนดอนดีพอ ทั้งยังไม่คาดคิดถึงอิทธิพลของหนังสือพิมพ์ในลอนดอนว่ายิ่งใหญ่แค่ไหน

ในที่สุด หนังสือพิมพ์ได้สะกดรอยตาม เซอร์ ฮาลลิเดย์ มาคาตเน่ย์ ไปจนถึงทำเนียบมิดแลนด์แล้ว หนังสือพิมพ์เดลิเมล์ก็ลงข่าวใหญ่ว่าเซอร์ฮาลลิเดย์ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า

"ผมไม่สามารถให้ข่าวอะไรกับคุณได้"ในกรณีที่มีข่าวลงหนังสือพิมพ์ ลอร์ดซาลิสเบอรี่ รมต.ต่างประเทศอังกฤษได้ขอร้องให้ทูตจีนปล่อยผู้ถูกคุมขังอยู่ในสถานทูตจีนออกมานั้น เซอร์ฮอลลิเดย์ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริง

"ผู้ที่ถูกคุมขังจะได้รับการปลดปล่อย แต่การปลดปล่อยนั้นจะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อเกียรติและสิทธิของสถานทูตจีน"

นักข่าวหนังสือพิมพ์รายงานว่า เซอร์ฮาลลิเดย์ยังกล่าวอีกว่า

"ซุนเวน ไม่ใช่ชื่อของชายคนที่เรากักขังเอาไว้ เราไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักฐานที่แท้จริงของชายคนนี้ เราได้รับรายงานอย่างละเอียดถึงพฤติการณ์และความเคลื่อนไหวของคนคนนี้มาตั้งแต่วันที่เขาเหยียบแผ่นดินอังกฤษ เขาได้ไปสถานทูตจีนด้วยความสมัครใจของเขาเอง เขาไม่ได้ถูกจับเอาตัวไป ไม่ได้ถูกขู่เข็ญอย่างใดทั้งสิ้น มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจีนเข้ามาอยู่ในลอนดอนนี้ มักจะต้องไปสถานทูตจีน เพื่อสอบถามหรือได้สนทนากับคนชาติเดียวกัน"

นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่าผู้ถูกกักขังยังมีข้อควรสงสัย เขาเป็นบุคคลที่ไม่มีใครรู้จัก เขาเข้ามาในดินแดนของเราด้วยการเข้ามาทำจารกรรมและลอบนำข่าวบางอย่างออกไป เพียงเห็นด้วยตา ไม่มีใครรู้จักเขา ภายหลังที่เขากลับไปแล้ว ก็ชวนให้สงสัยว่า เขา (ซุนเวน) ควรจะเป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ และจับตาดูพฤติการณ์ต่อไป ข้อสงสัยนี้มากขึ้น เมื่อเขาย้อนกลับไปสถานทูตจีนในวันต่อมา ดังนั้น เราจึงกักตัวเขาเอาไว้ โดยคำแนะนำยินยอมจากรัฐบาลจีนอีกทางหนึ่งด้วย"

สำหรับปัญหาระหว่างประเทศ เซอร์ฮาลลิเดย์กล่าวว่า

"บุคคลที่ถูกกักขังไม่ใช่ชาวอังกฤษ แต่เป็นคนจีนแท้ๆและเราก็ควรจะคิดด้วยว่า สถานทูตจีนนั้นก็เหมือนดินแดนจีน ที่ทูตจีนมีอำนาจตัดสินคดี ถ้าคนจีนคนใดมาสถานทูตจีนคนคนนั้นมีคดีความพัวพันอยู่ ไม่มีใครภายนอกสถานทูตจีนจะถือสิทธิ์เข้าไปขัดขวางการกักกัน แต่จะต่างกันไปถ้าบุคคลผู้นั้นอยู่นอกอาณาเขตสถานทูตก็หมายถึงว่าเขาอยู่ในดินแดนอังกฤษ ถ้าเช่นนั้นเราก็จับเขาไม่ได้ ถ้าไม่มีหมายจับ"

เซ็นทรัล นิวส์ ออกข่าวว่า เซอร์ ฮาลลิเดย์ แมคคาร์ทนีย์ เมื่อกลับจากกระทรวงต่างประเทศไปถึงสถานทูตจีนก็ไปพบทูตจีน และแจ้งให้ทูตจีนทราบว่า ลอร์ดซาลิสเบอรี่ ได้ยืนยันให้ปล่อยซุนเวนให้จงได้

เป็นสัญญาณครั้งแรกที่แสดงว่านักศึกษาหนุ่มที่ถูกขังได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง การถูกจับของเขารู้ไปถึงหูเพียง ๒-๓ คนเท่านั้น ก็ทำให้แผนการของผู้จับพังพินาศสิ้น ตัวผู้ถูกจับมาคุมขังก็แทบไม่คาดฝันว่าการถูกจับของเขาจะโด่งดังเป็นข่าวไปทั่วโลก

โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์อังกฤษ ในบทบรรณาธิการเขียนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงในการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ สก๊อตแลนด์ยาร์ดวางยามอย่างแน่นหนารอบสถานทูตจีน เข้มงวด คุมเชิงเรือทุกลำที่ท่าเรือทั้งเข้าและออก

๒๓ ตุลาคม เหตุการณ์เข้าขั้นรุนแรง ลอร์ดซาลิสเบอรี่ รมต.ต่างประเทศยื่นคำขาดกับสถานทูตจีน ขอให้ปล่อยผู้ที่ถูกคุมขังไว้ออกมาทันที อีก ๒ ชั่วโมงต่อมา รปภ.สถานทูตจีนก็เดินเข้าไปพบ "ซุนเวน" ในห้องขัง แล้วบอกให้ "ซุนเวน" นักศึกษาหนุ่มจัดแจงสวมรองเท้า ใส่เสื้อ สวมหมวกแล้วเดินตามเขาลงไปห้องโถงชั้นล่าง เชลยหนุ่มจีนคิดอยู่ในใจว่า วาระสุดท้ายของเขาคงมาถึงแล้ว ทูตจีนคงจะจัดส่งเขาลงเรือ หรือไม่ก็ย้ายที่คุมขังที่ใหม่ๆ คงจะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกยิงได้ง่ายๆ ไม่มีคำตอบเมื่อเขาถาม รปภ.ของสถานทูตว่าจะพาไปไหน

นักศึกษาจีนหนุ่มถูกเอาตัวลงบันไดเข้าไปในห้องรับแขกเล็กๆ ที่นั่นมีคน ๓ คน นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ไม่น่าเชื่อสายตา คนหนึ่งในสามคือเพื่อนของเขาเอง อีก ๒ คน คนหนึ่ง คือดร.คานต์ลี ข้างๆหมอก็คือสารวัตรจาวิสแห่งสก๊อตแลนด์ยาร์ด และมีเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งจากกระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีนายตั้งหรือเซอร์แมคคาร์ทนีย์อยู่ภายในห้องนั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนเลยแม้แต่คนเดียว

ประตูทุกบานเปิดกว้าง คนทั้งสี่เดินออกจากสถานทูตจีน ซึ่งมีประชาชนกลุ่มใหญ่มายืนรอรับเชลยจีนหนุ่มคับคั่ง นักข่าวหนังสือพิมพ์จากส่วนต่างๆของยุโรปก็มาชุมนุมอยู่ที่นั่น ต้อนรับวีรบุรุษผู้รอดพ้นความตายอย่างหวุดหวิด เขาถูกถามด้วยคำถามนับร้อยๆคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่ทุกคนต้องการรู้ก็คือ

"เขาติดต่อกับดร.คานต์ลีได้อย่างไร"

ซึ่งแน่ล่ะ คำถามข้อนี้ย่อมไม่มีคำตอบจากเชลยหนุ่มนักศึกษา เขาเป็นหนี้บุญคุณคนรับใช้ผิวขาวผู้สงบเสงี่ยมที่ได้ช่วยชีวิตเขาไว้เป็นอย่างมาก มัจจุราชไม่อาจคร่าชีวิตเขาได้ก็เพราะโคล

ภายหลังที่เขาไปสก๊อตแลนด์ยาร์ด และไปร่วมอาหารมื้อเย็นอย่างเป็นสุขที่บ้านดร.คานต์ลี ชายหนุ่มจีนผู้พ้นเคราะห์ก็จัดการเขียนจดหมายแสดงความชื่นชมและยินดีไปยังหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในนครลอนดอน

ไม่มีใครคาดคิดว่า ในกาลต่อมา ซุนเวน หรือซุนยัดเซ็น อดีตเชลยหนุ่มคนนี้ได้กลายเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของจีน

ข้อความในจดหมายที่เขาส่งถึงหนังสือพิมพ์ มีใจความว่า

"ตามที่ท่านได้กรุณาตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับข้าพเจ้าและการปฏิบัติของรัฐบาลอังกฤษลงในคอลัมน์ของท่าน อันเป็นผลให้ข้าพเจ้าได้รับการปลดปล่อยตัวออกมาจากสถานทูตจีน ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณที่ได้ให้ความช่วยเหลือด้วยความเห็นอกเห็นใจ แสดงให้เห็นวิญญาณของสาธารณชนชาวบริเตนใหญ่ และความรักความยุติธรรมอันเป็นสัญลักษณ์แห่งประชาชาติของท่าน ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้รู้จักดีขึ้น และรู้สึกซาบซึ้งยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนว่า รัฐบาลในระบอบรัฐธรรมนูญและประชาชนที่มีความรู้แจ้งเห็นจริงดีแล้วนั้นเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าเองจึงกระตือรือร้นที่จะใฝ่หาความก้าวหน้า ฟื้นฟูการศึกษาและส่งเสริมวัฒนธรรมให้แก่ประเทศอันเป็นที่รักยิ่ง ทว่ายังมีการกดขี่ของข้าพเจ้า"

ด้วยความสัตย์ซื่อ

ซุนยัดเซ็น