พระมหาสุพจน์ กิตติวัณโณ พระศาสนามีบุญคุณกับเรามาก

นัดพบ

"ธรรมะนั้นเย็น หากไม่เชื่อเธอทั้งหลายก็ลองเข้ามาสัมผัสดูซิ" พระมหาสุพจน์ กิตติวัณโณ ประธานสงฆ์วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล กล่าวถึงกุศโลบายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตด้วยน้ำเสียงที่เมตตา พระอาจารย์เป็นพระธรรมทูต รุ่นที่ 2 ของวัดไทยลุมพินี และจำพรรษาอยู่ ณ เมืองอันเป็นสถานที่ประสูติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแห่งนี้นานถึง 12 ปี

อยากทราบว่าทำไมพระอาจารย์จึงมาจำพรรษาอยู่ที่อินเดีย

เจริญพร อาตมาขอเล่าย้อนกลับไปก่อนที่จะบวชสักเล็กน้อย ตั้งแต่สมัยเด็กอาตมาก็ดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับชาวพุทธทั่วไป โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัดจะใกล้ชิดกับวัด อาตมามีบ้านเกิดอยู่สุรินทร์ ช่วงเช้าๆ แม่จะพาไปใส่บาตรเป็นประจำ เวลาไปถึงที่วัดก็จะรู้สึกเย็น บางครั้งไม่ได้ทันฟังพระเทศน์ด้วยซ้ำก็หลับไปเสียแล้ว

ครั้นพอเรียนใกล้จบชั้นประถม 6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ ออกมาช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของเด็กต่างจังหวัดทั่วไป จนมีโอกาสได้มาบวชตอนอายุ 20 ปี ตามประเพณีนิยมของชายไทยทั่วไป การบวชนี้เองทำให้เราเข้าใกล้ธรรมะมากยิ่งขึ้น ได้ศึกษา ได้ปฏิบัติธรรม เพราะมีครูบาอาจารย์สอน

ทำให้ความฝังใจเก่าๆ เวลาที่รู้สึกได้ว่าเวลาเข้าวัดแล้วเย็น เหมือนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็เลยตัดสินใจที่จะครองเพศบรรพชิตตลอดไป จึงได้ศึกษาอย่างจริงจัง เรียนภาษาบาลีควบคู่ไปกับทางโลก ในขณะที่เรียนภาษาบาลีก่อนที่จะจบก็ได้มีโอกาสสนองงานท่านเจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศ ตอนนั้นท่านมาคุมงานการสร้างวัดไทยกุสินารา อาตมาเห็นท่านทำงานรู้สึกว่าน่าสนใจก็อยากที่จะช่วยท่านเจ้าคุณ แต่เมื่อเราบวชเป็นพระไปนานๆ ทำให้เกิดความปีติ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็จะใช้คำว่าพระศาสนามีบุญคุณกับเรามาก ความเย็นใจที่เราได้รับก็จากธรรมะของพระพุทธองค์ การศึกษาที่เราได้รับก็เพราะเราอยู่ในเพศบรรพชิต ทำให้ได้ศึกษาทั้งทางโลกทางธรรม และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือได้ปฏิบัติธรรม ได้ฝึกสมาธิ จึงคิดว่าน่าจะต้องช่วยและสนองงานพระศาสนา จึงเป็นมูลเหตุให้มาช่วยงานท่านเจ้าคุณที่วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

การได้มาช่วยท่านเจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศเกิดอะไรขึ้นบ้างคะ

ยิ่งได้มาช่วยงานตรงนี้แล้วโดยที่อาตมาถูกท่านส่งให้มาอยู่ลุมพินีเลยตั้งแต่ปี 2546 สิ่งปลูกสร้างที่โยมเห็นเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในปัจจุบันเรียกว่าแทบจะไม่มีเลย เหมือนกับมาเริ่มต้นอย่างแท้จริง ความจริงอาตมาเป็นรุ่นที่ 2 การได้ทำงานความรักในพระศาสนาก็ยิ่งบังเกิดสูงขึ้น เพราะเรามีผู้นำคือท่านเจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศซึ่งทุ่มเทมาก ท่านเป็นแบบอย่างทำให้อาตมานั้นได้มีความมุ่งมั่น พอมาอยู่ที่นี่ได้ 2 ปี ทีนี้เกิดความแน่วแน่ และตั้งจิตอธิษฐานเลยว่าขอทำงานรับใช้พระศาสนา ณ สถานที่แห่งนี้

เรียนถามพระอาจารย์ต่อไปว่าพระธรรมทูตต้องปฏิบิติเช่นไรบ้าง

สมัยที่อาตมามาอยู่เป็นรุ่นที่ 2 นั้น ยังมิได้มีใครเราก็อยู่กันแต่เฉพาะพวกเรามีพระสงฆ์อยู่เพียงแค่ 3-4 รูป สิ่งไหนที่เป็นก็ต้องฝึกให้ดีขึ้น สิ่งไหนที่ยังไม่เป็นก็ต้องฝึกฝนขึ้นมา เพราะการมาอยู่ที่นี่เราต้องทำเองทุกอย่าง เข้าครัวก็ต้องเป็นพ่อครัว ไปไซด์งานก็ต้องแปลงร่างให้เป็นวิศวกร รวมทั้งเป็นคนใช้แรงงานด้วย เมื่อกลับเข้ามาในออฟฟิศก็ต้องเป็นพนักงานออฟฟิศ เรียกว่าอะไรต่อมิอะไรเราต้องทำเองทุกอย่าง กล่าวโดยสรุปคืออาตมาได้เรียนรู้ทุกอย่าง

การมาทำงานที่นี่อาตมาได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องบัญชีของวัด เราไม่เคยทำงานบัญชีมาก่อนก็ต้องขวนขวายว่าการทำบัญชีนั้นอย่างไร มีเรื่องเล่าตลกๆ ที่คุยกันตั้งแต่สมัยมาอยู่ใหม่ๆ ต้องมีการสับเปลี่ยนกันทำครัว อาตมาเองก็มาทำครัวเป็นที่นี่ สมัยก่อนถ้าใครหลงมาที่นี่ต้องได้ทานอาหารรสพระทำ คือพระลงมือทำครัวให้ญาติโยม

เฉพาะเมื่อเวลาที่มีญาติโยม พระต้องทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกันคือเป็นทั้งพ่อครัวและพระวิทยากร พระธรรมทูตจึงต้องทำงานได้ทุกรูปแบบ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นต้นว่าการที่เราสร้างศาสนสถานหรือศาสนวัตถุ ที่นี่จะชัดเจนมากเกี่ยวกับที่ชาวพุทธได้มาแสวงบุญ ส่วนคนท้องถิ่นเราก็เริ่มจากค่อยๆ สอนให้เค้าสวดมนต์ รวมทั้งเรื่องของมรรยาทต่างๆ ถ้าถามอาตมาว่าพอใจมั้ยกับหน้าที่พระธรรมทูต อาตมาตอบได้เลยว่าพอใจในระดับหนึ่งกับการทำงานที่นี่มา 10 กว่าปี

การเป็นพระธรรมทูตนั้นต้องผ่านกระบวนการอย่างไรบ้างคะ

มีอยู่ 2 อย่าง คือพระธรรมทูตโดยการเรียนการสอบ กับพระธรรมทูตจิตอาสา พระธรรมทูตโดยการสอบจะได้รับการแต่งตั้งฉะนั้นจึงต้องไปฝึกอบรมอยู่ประมาณ 3 เดือน ไปเรียนตั้งแต่งานก่อสร้าง 1 เดือน การปฏิบัติธรรมแบบเข้มข้น 1 เดือน ไปฟังบรรยายอีก 1 เดือน โดยส่วนใหญ่พระท่านก็ฝึกฝนมาบ้างแล้ว แต่ที่ต้องกลับไปฝึกแบบเข้มข้นอีก ก็เพื่อที่จะรู้ว่าการออกมาเป็นพระธรรมทูตนั้นพึงต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง

พระธรรมทูตจิตอาสาก็จะมีพระนิสิตปฏิบัติงาน จะมารับหน้าที่ผู้ช่วยพระธรรมทูตเป็นครั้งคราวไป ครั้งละปี 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี ก็ว่ากันไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดทั้งมวลที่มาปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงนี้ อันดับแรกคือ ต้องมีศรัทธาในการที่จะเข้ามาช่วยงานพระศาสนา เพราะพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องลำบากแน่ๆ เราไม่ปิดบังใด ๆ ก่อนที่จะเข้ามาทำงาน เราจะบอกว่าพระจะต้องทำอะไรบ้าง คือเหมือนกับโฆษณาแต่ความทุกข์ พระธรรมทูตสายอินเดีย เนปาล จึงต้องแปลงร่างให้เก่ง อยู่ในครัวต้องทำกับข้าวได้ มาไซด์งานต้องเป็นทั้งวิศวกรและแรงงาน ต้องเทศนาธรรมแก่ผู้แสวงบุญซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทย เป็นทั้งพนักงานออฟฟิศ

พระธรรมทูตสายอินเดีย เนปาล ต้องพร้อมรับสภาพความสำบากของการอยู่ คือเราต้องชี้แจงให้ทราบทั้งหมด เพราะว่าคนมีศรัทธาอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังผู้ที่มีศรัทธาจะไม่ถอย โดยเฉพาะที่เนปาลความลำบากเรื่องสภาพอากาศค่อนข้างจะแรง ร้อนก็ร้อนจัด หนาวก็หนาวจัด ที่อินเดียไฟฟ้าจะดับไม่เป็นเวล่ำเวลา แต่ที่เนปาลดับเป็นเรื่องเป็นราว ตอนนี้ไฟดับวันละ 12 ชั่วโมง ยิ่งหน้าร้อนยิ่งหนัก เพราะพลังงานไม่เพียงพอ แต่หลักๆ คือต้องศรัทธามาก่อน บางครั้งบางคราวสายอินเดียเนปาล ท่านเจ้าคุณจะบอกเสมอว่าเราต้องเอาศรัทธามาเป็นตัวนำ ส่วนปัญญานั้นค่อยมาฝึกเอาที่นี่ก็ได้ เมื่อไหร่ที่ศรัทธามั่นคงปัญญาก็ย่อมที่จะแตกฉานขึ้นได้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมามีคนเก่งมาอยู่เหมือนกัน แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน

เนปาลอาจจะง่ายในแง่ของการเผยแผ่ เพราะเนปาลมีพื้นของความเป็นพุทธอยู่พอสมควร แม้ว่าปัจจุบันจะมีวัชรญาณหรือมหายานเข้ามามีส่วนอยู่บ้างก็ตาม แต่ว่าความเป็นพุทธยังฝังในจิตวิญญาณในเนื้อในตัวอยู่ เวลาที่ออกไปบรรยาย หรือทำกิจกรรมต่างๆ เค้าก็ตอบรับดี ทำให้เราง่ายต่อการทำงาน

พระอาจารย์ใช้วิธีในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างไรคะ

ตอนที่มาใหม่ๆ ชาวเนปาลที่นี่รู้จักพระสงฆ์น้อยมาก เวลาเราเดินไปที่ไหนก็จะเป็นเรื่องแปลก แต่เขาก็สนใจนะว่าเราเป็นใคร ทำไมจึงนุ่งห่มแบบนี้ พอเราเดินเข้าไปในหมู่บ้านเขาก็จะออกมาดูกัน ใครที่ใคร่รู้ก็จะมาถามว่าเป็นใครมาจากไหน แต่หลังจาก 6 ปี ให้หลัง หลังจากที่อาตมามาอยู่ที่นี่ก็เริ่มทำงานสังคมสงเคราะห์ และสร้างชุมชนสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์ไทยกับชุมชนรอบๆวัด

ถามว่าไม่สร้างได้มั้ย ก็ได้ แต่การที่เราจะเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปเราต้องสร้างความเชื่อใจก่อน ทำให้เขาหมดความระแวงเราก่อน เพราะเรามาใหม่เค้าย่อมมีความสงสัยเป็นธรรมดาว่าเรามาทำอะไรกัน มาสร้างวัดเสียใหญ่โตไม่เห็นพวกเขาได้อะไรเลย หมายถึงชุมชนรอบข้างนะซึ่งเราก็ไปห้ามความคิดเขาไม่ได้

พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องทานไว้ซึ่งเป็นเรื่องสิ่งที่ดีมาก แต่เราให้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งกิจกรรมที่เราทำแล้วก็ได้ผลดีคือโครงการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ได้ผลดีทีเดียว อีกโครงการหนึ่งที่ทำมาต่อเนื่อง 5 ปี แล้วก็ผลดี คือโครงการผ่าตัดต้อกระจกให้กับชาวเนปาลผู้ยากไร้ ซึ่งท่านเจ้าคุณบอกว่าเนปาลเป็นดินแดนประสูติของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงลืมตาดูโลกแห่งแรก ณ ดินแดนแห่งนี้ จึงต้องทำในสิ่งที่ถวายเป็นพุทธบูชาแล้วคนท้องถิ่นได้ประโยชน์ด้วย

อาตมาก็ร่วมกับสถานทูตช่วยกันหาข้อมูลว่าตรง ณ บริเวณที่วัดไทยเราตั้งอยู่สิ่งไหนที่เขาขาดที่สุด ก็พบว่าเนื่องจากเนปาลมีแดดจัดเกือบทั้งวัน ฝุ่นละอองก็มาก ชาวบ้านจึงเป็นโรคเกี่ยวกับตากันเยอะมาก ก็จึงได้เริ่มดำริสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา แล้วก็ต่อเนื่องมาทั้งหมดแล้ว 5 ครั้ง ปีนี้จะทำอีกครั้งในวันที่ 14-20 ธันวาคม จะทำเป็นครั้งที่ 6

พระอาจารย์ได้ทีมจักษุแพทย์จากที่ไหนบ้างคะ

เรามีสถานทูตวัดไทยลุมพินี แล้วก็มี ยูสอายเซอร์วิส ซึ่งจะเป็นทีมแพทย์จากเนปาล เข้ามาช่วย เราทำได้ปีละ 100 กว่าคน สำหรับปีนี้เราตั้งเป้าไว้ 750 คน จะมีคุณหมอจากบำรุงราษฎร์ คุณหมอจากรามาฯ คุณหมอจากโรงพยาบาลบ้านแพ้ว คุณหมอจากโรงพยาบาลวัดไร่ขิง เข้ามาช่วยโดยร่วมมือกับคุณหมอที่เนปาล โครงการนี้เมื่อทำแล้วคนทำก็ชื่นใจ ผู้ให้ก็มีความสุข นี้คือโครงการหลักที่เราทำอยู่

อีกที่นึงที่เราไปคือเมืองดาว์นเน่ ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขา เรานำคณะคุณหมอไปดูแลรักษาเด็ก ที่นั่นมีบ้านเด็กกำพร้า เด็กที่อยู่บนนั้นต้องเผชิญกับอากาศหนาวตลอดทั้งปี เรื่องความสะอาดกับสุขลักษณะนั้นไม่ต้องพูดถึง น้ำได้อาบบ้างไม่ได้อาบบ้าง หัวเป็นชันนะตูแทบทุกคน มือเท้าก็เป็นโรคผิวหนัง ตอนที่ไปใหม่ๆ เด็กมีทั้งหมด 160 คน ก็เลยตั้งใจว่าจะรักษาเด็กเหล่านี้ให้หาย ซึ่งเป็นปณิธานส่วนตัวของอาตมาว่าเราต้องช่วยเด็กให้หาย อาตมาก็พาคุณหมอขึ้นไปทุกปี หมอก็จะเป็นหมอที่พระเดชพระคุณพระเทพโพธิวิเทศท่านส่งมาช่วย เพราะว่าเป็นหมอจากพระทรวงสาธารณสุขที่ส่งมาดูแลผู้แสวงบุญ อาตมาก็จะขอให้เคลื่อนที่มาตรงนี้ด้วย ตอนนี้จาก 160 คน ที่ยังต้องรักษาอยู่ก็ราว 30 คน ก็พยายามที่จะพาคุณหมอเข้าไปอธิบายเรื่องการรักษาสุขภาพอนามัย โดยมีแม่ชีเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล ตอนนี้ก็เกือบจะสัมฤทธิผลแล้ว

สำหรับเรื่องการผ่าตัดดวงตา ทางวัดใช้วิธีคัดกรองอย่างไรคะ เพราะชาวบ้านเองก็มีจำนวนมีใช่น้อย

ตรงนี้เป็นหน้าที่ของคุณหมอเขาจะตรวจว่าใครสมควรที่จะได้รับการรักษาก่อนหลัง 5 ครั้งที่ผ่านมารวมแล้ว 655 คน เพราะนอกจากที่เราดูแลตรงนี้แล้วหยูกยาที่ญาติโยมนำมาถวายตรงนี้ก็เป็นประโยชน์ เรามีคลินิกวัดไทยเนปาลเมื่อเราได้ยามาก็จะมอบไว้ให้ เหล่านี้เป็นโครงการที่เราทำแล้วคนท้องถิ่นให้การตอบรับ นอกเหนือไปจากประโยชน์ที่เค้าได้รับในปัจจุบัน

แต่สิ่งที่เราสอดแทรกเข้าไปได้ลึกกว่านั้นคือพุทธานุภาพของพระพุทธองค์ เธอทั้งหลายจึงได้รับสิ่งนี้ เรามาทำเพื่อบูชาคุณของพระพุทธเจ้า เพื่อที่ให้เขารู้ว่าพระพุทธเจ้าซึ่งประสูติ ณ ดินแดนแห่งนี้นั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน คนมาจากต่างถิ่นต่างเมืองยังพากันมากราบไหว้ เพราะความที่พระองค์นั้นได้มีพระกรุณาต่อชาวโลก แม้แต่ในสมัยของพระองค์เองก็ได้นำพาเวไนยสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร ธรรมะของพระองค์ท่านนั้นเย็น ถ้าเธอทั้งหลายอยากรู้ว่าเย็นอย่างไรนั้นให้เข้ามา

ก่อนหน้านี้ชาวบ้านเองทราบมั้ยคะว่าแผ่นดิน ณ ตรงนี้นั้นสำคัญอย่างไร

ทราบจากปากต่อปาก รู้แต่ว่าเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้า เพียงแต่ไม่ทราบเท่านั้นว่าพระพุทธเจ้าคือใคร สำคัญอย่างไร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ชาวบ้านเขาก็ไม่เข้าไปยึดหรือทำลายบริเวณสถานที่นั้น ทั้งๆที่ 75 เปอร์เซ็นต์ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ สถานที่ประสูตินั้นเป็นชาวมุสลิม อีก 24.5 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวฮินดู มีชาวพุทธเพียงจุดห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นพุทธ อีกทั้งยังเป็นชาวพุทธใหม่เสียด้วย แต่เป็นชาวพุทธที่มีกำลัง เช่น เจ้าของโรงแรมต่างๆ เจ้าของเกสต์เฮ้าส์เกือบทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นชาวพุทธด้วยเช่นกัน คนงานส่วนใหญ่ที่เข้ามารับจ้างในวัดมาจากภูเขาสูงก็เป็นพุทธฝ่ายมหายานทั้งหมด คนท้องถิ่นที่นี่จึงได้รับแต่ประโยชน์ทั้งนั้น ประโยชน์ในปัจจุบันก็เช่น เรื่องของการอยู่ดีกินดี วัดนานาชาติที่มาสร้าง ณ บริเวณนี้ แต่ละวัดใช้เงินมิใช่น้อย เท่ากับเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเขา พอสร้างวัดเสร็จเราก็ต้องจ้างงานประจำอยู่ที่วัด อย่างที่วัดไทยลุมพีนีก็เกือบ 30 คน ทำให้เขาค่อยๆเริ่มรู้ว่าพระพุทธเจ้านั้นยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะสามารถทำให้เกิดความสำเร็จได้ในปัจจุบัน เช่น การมีงานทำคนก็ได้อยู่ดีกินดีมากยิ่งขึ้น ทั้งการงานในโรงแรม การทำงานในเกสต์เฮ้าส์ได้เปิดร้านอาหาร ร้านขายของ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นพุทธบารมีอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าสอนให้คนเรามีความรักต่อกัน ซึ่งก็คือความเมตตานั่นเอง หาใช่สิ่งอื่นไม่ เมตตาที่เรามีให้เขาทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ย้อนกลับไปที่โครงการผ้าตัดรักษาดวงตา เราไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะใดๆ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด ถ้าไม่มีกำลังเพียงพอที่จะไปหาหมอ กลับกลายเป็นว่าคนที่แสดงความขอบคุณเรามากที่สุดคือชาวมุสลิม

อาตมาทำงานมาหลายปี ทุกสิ่งที่เราออกไปทำไม่ว่าจะเป็นงานบรรยาย งานบรรพชาสามเณร งานสอนหนังสือ ฯลฯ เราก็ได้รับความเห็นใจ แต่งานผ่าตัดดวงตานั้นทำให้เรารู้สึกอิ่มขึ้นไปมากกว่านั้น เพราะเท่ากับเราให้แสงสว่างในชีวิตเขากลับคืนมาอีกครั้งนึง คนที่มารักษากับเราอาตมาว่าแม้กระทั่งคนใจแข็งบางคนก็ต้องน้ำตาร่วง ยิ่งปีล่าสุดมีคนนึงมีผ้าขาวผืนเดียวพันกายมาทั้งๆที่ในเดือนธันวาคมอากาศหนาวมาก อาตมาต้องให้ผ้าห่ม หมอน กลับไปเพราะเขาไม่มีจริงๆ

หมอจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎรที่เข้ามาช่วยปีนี้เพราะเคยมาดูงาน แล้วเกิดความสลดหดหู่ใจอย่างมาก เพราะเนปาลเป็นประเทศที่ยากจน รัฐบาลเองก็ไม่ได้ดูแล ต่างกับบ้านเรามากซึ่งรัฐบาลยังดูแลอยู่บ้างแต่นี่ไม่เลย เนื่องจากไม่มีทรัพยากรใดๆ ทุกอย่างต้องสั่งมาจากอินเดียหมด ทะเลาะกับเพื่อนบ้านทั้งจีนและอินเดียไม่ได้ ไม่เช่นนั้นอดตาย มีอยู่ครั้งนึงด่านถูกปิด 49 วันพระที่วัดต้องรูดใบขี้เหล็กมาแกงกิน ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องเล่ามาจนถึงทุกวันนี้ พระต้องนั่งสามล้อออกไปซื้อข้าวของเองเพราะวานเด็กไปไม่ได้ ในสมัยก่อนเคยมีความคิดขึ้นมาว่าเรามาเป็นพระธรรมทูตหรือเป็นทหารมาออกรบกันแน่ วันดีคืนดีก็มีระเบิดมาลงข้างวัด

แต่ถามว่ามีความท้อมั้ย? อาตมาไม่เคยมีความคิดนี้นะ แต่กลับยิ่งเป็นการเสริมพลังให้เราในการรับใช้พระศาสนาให้สำเร็จลุล่วงยิ่งๆ ขึ้นไป มีความคิดที่เตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา คือเราอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า เรามีบุญมากกว่าคนเป็นร้อยๆล้านคน ที่เป็นชาวพุทธจากทั่วโลก และได้ทำงานอยู่ตรงนี้ อาตมาทำงานมาได้จนทุกวันนี้เพราะมีสิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจ เวลามีปัญหาเกิดขึ้นก็จะไปนั่งสวดมนต์ ไปนั่งสมาธิ ยังที่ประสูติ เพื่อเจริญสติ ก็จะได้พลังงานกลับมาตั้งต้นใหม่

เป้าหมายที่แท้จริงของพระอาจารย์ในการปฏิบัติศาสนกิจคืออะไรคะ

ต้องการที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา และต้องการให้พระพุทธศาสนานั้นกลับมาเจริญรุ่งเรือง ณ ดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ คือเป้าหมายหลักของอาตมา ถึงเราจะเป็นเพียงส่วนน้อยของพระธรรมทูตที่มาเผยแผ่ แต่ขอให้ได้นำพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาวพุทธเนปาล ที่อยู่โดยรอบวัดไทยลุมพินี ส่วนเป้าหมายร้องนั้น คืออาตมารู้สึกว่าตัวเองนั้นได้รับสิ่งที่ดีจากพระพุทธศาสนา

แสดงว่าพระอาจารย์ไม่เคยคิดที่จะลาสิกขาบทเลยใช่มั้ยคะ

ความคิดเป็นเช่นนั้น เพราะก่อนที่จะบวชมีความฝันอยากที่จะเป็นครู ทว่าการบวชทำให้เราได้เรียนจบปริญญาจาก มสธ. แล้วก็เรียนภาษาบาลีควบคู่ไปด้วย อาตมาได้เปรียญธรรม 9 ประโยคตอนอายุ 31 ปี เหล่านี้คือเหตุและปัจจัยในการเป็นจุดเริ่มต้นว่าเราจะทุ่มเทเพื่อพระพุทธศาสนา เพราะพระศาสนาให้เราทุกสิ่งทุกอย่าง ความเย็นใจก็ได้จากพระศาสนาเช่นกัน เมื่อก่อนอาตมาเป็นคนใจร้อน ไม่ยอมคน แต่พอเราได้มาปฏิบัติธรรม ได้บวชเรียน ทุกอย่างก็ดีขึ้นในทางบวก อารมณ์ร้อนหายไป การไม่ยอมคนก็มีเหตุผลมากยิ่งขึ้น

ยิ่งการได้มาทำงานที่อินเดีย เนปาล เราได้ต้นแบบที่ดีด้วย คือพระเดชพระคุณพระเทพโพธิวิเทศ ทำให้ทั้งความศรัทธาและความมุ่งมั่นของเรานั้นเกินร้อย

เมื่อตัดสินใจมาอยู่อินเดียมีเสียงคัดค้านมั้ยคะ

โชคดีที่ครอบครัวสนับสนุนมาก ให้ทำตามความฝันอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ความลำบากตรงนี้ไม่เท่าไหร่ เพราะเราเด็กบ้านนอกอยู่แล้ว แต่อาตมาก็กลับไปบ่อยเพราะต้องกลับไปประชุมทำที่เมืองไทยอยู่บ้าง อาตมาอยู่ที่นี่ 12 ปี

นอกจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาพระอาจารย์ได้สิ่งอื่นที่นอกเหนือจากนี้บ้างอีกมั้ยคะ

มากมายมหาศาล อาตมาขอยืมคำของท่านพุทธทาสมาใช้ที่ว่า "การปฏิบัติงาน คือการปฏิบัติธรรม" อาตมาเห็นชักเจนเมื่อมาปฏิบัติศาสนากิจตรงนี้ เพราะยิ่งกว่าการที่เราไปนั่งสมาธิอยู่ในป่าอีก ซึ่งตรงนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะ เพราะจิตของเรานั้นเข้มแข็งมาก เพราะโดยปกติจิตของคนจะเข้มแข็งได้ต้องผ่านการฝึกฝนการปฏิบัติอย่างเข้มข้น อันนี้เป็นความเชื่อในสมัยก่อน แต่ครั้นเมื่ออาตมาได้มาทำงานอยู่ตรงนี้ ก็ถือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างเอกอุด้วยเช่นกัน เพราะเราต้องเผชิญกับปัญหาสารพัดชนิด ยิ่งอยู่ในต่างประเทศปัญหาเล็กน้อยถ้าแก้ไม่ได้ทันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที

บางครั้งเราไม่รู้ตัวว่าการที่เราอยู่กับปัญหาแล้วแก้จนผ่านพ้นไปที่ละเปราะๆ กลายเป็นว่าจิตของเรานั้นเข้มแข็งขึ้นมาก เพราะฉะนั้นอาตมาตอบได้เลยว่าที่ได้รับเต็มๆนั้นคือเรื่องความเข้มแข็งของจิตใจ บางครั้งเมื่อเราต้องอเผชิญกับความผิดหวัง เราจะไม่กล้าสู้หน้าใคร ปลีกตัวออกไปจากสังคม แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมิได้ราบรื่นเสมอไป การเดินทางของชีวิตยอมมีขึ้นมีลงสลับกันไป แต่การที่เราอยู่กับความจริงและใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้ามาช่วยกล่อมเกลาจิตใจ ก็จะทำให้ชีวิตของเรานั้นอยู่ในสังคมปัจจุบันได้อย่างปกติสุข

เช่นนั้นแล้วสำหรับชาวพุทธทั้งหลายอาตมาขอแนะนำเลยว่า การเริ่มต้นที่ต้องการไปถึงจุดนั้น อันดับแรกเลยคือเราต้องทำดีเสียก่อน ทำดีอย่างไร คือ "ทำดีในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก่อน" เจริญพร...

(ขอขอบคุณ: เสถียรธรรมสถาน และบริษัทโอม การันต์ ทราเวิลแอนด์ทัวร์ จำกัด ที่อำนวยความสะดวกในการเดินทาง)