สงกรานต์...

พาเพลิน
เศรษฐกิจประจำบ้าน

ข่าวดีที่เพิ่งเกิดเร็วๆนี้ นั่นคือ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2558 สำนักข่าวบลูมเบิร์ก สหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีความสุขทางเศรษฐกิจประจำ พ.ศ.2557 จากการสำรวจของนักเศรษฐศาสตร์ ของบลูมเบิร์ก โดยประเมินจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงาน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรงของ 15 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งผลการสำรวจปรากฏว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความสุขทางเศรษฐกิจมากที่สุด โดยมีอัตราการว่างงานของประชากรวัยแรงงานต่ำกว่าร้อยละ 1 คือ ร้อยละ 0.56 แซงหน้าประเทศที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 4 ของโลกอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตามมาเป็นอันดับ 2 โดยมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 3.3 สำหรับตัวเลขอัตราว่างงานที่ต่ำมาก ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับประเทศไทย เพราะที่ผ่านมา ตัวเลขอัตราการว่างงานของไทยก็ต่ำมาโดยตลอด อัตราการว่างงานสูงที่สุดของไทยคือ ร้อยละ5.73 ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2544 ส่วนอันดับที่ 3-15 จากการสำรวจ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เดนมาร์ก จีน สหรัฐฯ นอร์เวย์ อังกฤษ ออสเตรีย นิวซีแลนด์ ไอซ์แลนด์ มาเลเซีย เยอรมนี

ความสุขของคนไทยที่เกิดขึ้นจากการมีงานทำ มีเงินใช้ หรือจะว่าคนไทยสู้ชีวิตก็ว่าได้ ไม่เลือกงาน มีเงินน้อยก็ยังดีกว่าอดตาย ฉะนั้น อัตราการว่างงานของคนไทยจึงมีไม่มาก ความสุขของคนไทยนอกจากการมีงานทำ มีเงินใช้แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สามารถสร้างความสุขให้กับคนไทยได้ นั่นก็คือ ความสุขจากการที่ได้หยุดพักผ่อนในช่วงเทศกาล ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งถือเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ไทยด้วยแล้ว มักจะมีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน คนที่ไกลบ้าน มีภูมิลำเนาต่างถิ่นก็จะใช้โอกาสนี้กลับบ้านภูมิลำเนาของตัวเอง เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ บางสถานที่ที่ไม่ได้จัดงานสงกรานต์ ก็จะเงียบเหงา ถนนหนทางจะโล่งสะดวกสบาย ถือว่าเป็นสวรรค์ของคนกรุงเทพฯเลยทีเดียว

ช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น ตามประเพณีดั้งเดิมของไทย จะเหมือนเป็นการขึ้นปีใหม่ ส่งผลตามความเชื่อถือทางโหราศาสตร์ โชคชะตาราศีจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ใครที่โชคไม่ดีในปีที่ผ่านมา ก็มีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า "วันมหาสงกรานต์" หมายถึงวันที่พระอาทิตย์ก้าวขึ้นสู่ราศีเมษอีกครั้งหนึ่ง หลังจากผ่านเข้าสู่ราศีอื่นๆมาแล้ว 12 เดือน ซึ่งวันที่ 13 เมษายนนี้ ทางการยังกำหนดให้เป็น "วันผู้สูงอายุแห่งชาติ" ด้วย เพื่อให้ลูกหลานได้เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ ซึ่งมักเป็นบุพการีหรือผู้อาวุโสที่เคยทำคุณประโยชน์แก่ชุนชน บ้านเมืองหรือสังคม และโดยทั่วไปจึงถือเป็นโอกาสไปรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า "วันเนา" แปลว่า วันอยู่ หมายถึงวันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษเรียบร้อยแล้ว ซึ่งวันนี้รัฐบาลได้กำหนดให้เป็น "วันครอบครัว" ด้วย ส่วนวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า วันเถลิงศก หรือวันพญาวัน คือวันเริ่มเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ หรือวันเริ่มปีใหม่ ช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์จึงเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆเพื่อความเป็นสิริมงคล และต้อนรับชีวิตใหม่ที่จะเริ่มต้นในวันปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง กิจกรรมที่ทำ ได้แก่ การทำความสะอาดบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ข้าวของต่างๆ รวมทั้งสถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น วัด ศาลา บริเวณชุมชน เป็นต้น การเตรียมเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ไปทำบุญ รวมทั้งเครื่องประดับตกแต่งต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีผ้าสำหรับไปไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรดน้ำขอพรด้วย การเตรียมอาหารในการไปทำบุญ ทั้งของคาวของหวาน (ข้อมูลจากกระทรวงวัฒนธรรม) กิจกรรมต่างๆเหล่านี้สมควรปฏิบัติ เพื่อสืบทอดความดีงาม และคุณค่าของประเพณีนี้เอาไว้ก็ยังมีอยู่ เช่น การทำบุญตักบาตร นำอาหารไปถวายพระ ถือเป็นการสืบทอดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นการกล่อมจิตใจให้รู้จักการให้และเสียสละ การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ ก็เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณผู้ล่วงลับไปแล้ว การสรงน้ำพระ ทั้งพระภิกษุ และพระสงฆ์ ก็เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นการแสดงความเคารพต่อปูชนียบุคคลผู้สืบทอดพระศาสนา การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เป็นการแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้ท่านเมตตาเอ็นดู และการที่ท่านให้พร ก็เป็นการเตือนสติให้เราเริ่มต้นชีวิตด้วยความไม่ประมาท ช่วงเทศกาลสงกรานต์ คนไทยจึงนิยมไปวัด ทำบุญ ขอพรผู้ใหญ่ พอเสร็จจากพิธีกรรมทางประเพณีแล้ว วัยรุ่นส่วนใหญ่ก็นิยมเล่นสาดน้ำกัน ซึ่งบางคนอาจจะให้ความสำคัญของการเล่นสาดน้ำมากกว่าสนใจขนบธรรมเนียมประเพณีเสียด้วยซ้ำ

ถึงช่วงสงกรานต์ทีไร ร้านค้าส่วนใหญ่พากันปิดร้าน เพราะลูกจ้างทั้งหลายขอลากลับบ้านกันหมด เป็นช่วงเวลาวันหยุดที่ยาวกว่าช่วงไหน การหาซื้อของใช้เพื่ออุปโภค บริโภค ในช่วงนี้ก็จะหายากหน่อย สำหรับคอลัมน์เศรษฐกิจอย่างเรานี้ คงต้องนึกอะไรที่แตกต่าง เห็นทุกอย่างเป็นโอกาส เป็นเงินเป็นทองให้งอกเงยขึ้น แต่ก็ขอแนะนำสำหรับเฉพาะคนที่ต้องการใช้เวลาว่างในช่วงนี้ที่ไม่ได้ไปเที่ยวไหนหรือมีเวลาเหลือเฟือที่อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ แถมอาจจะได้สตางค์เพิ่มเล็กๆน้อยๆ ดีกว่าอยู่เฉยๆ นั่นก็คือ ขายสินค้าในช่วงวันหยุดสงกรานต์ สิ่งแรกที่สำคัญในการขายสินค้าไม่ว่าจะเป้นสินค้าใดก็ตาม นั่นก็คือ ทำเลหรือสถานที่ที่จะขาย ถ้าที่อยู่อาศัยของใครตั้งอยู่ริมถนน มีคนเดินและรถวิ่งพลุกพล่านแล้ว ยิ่งสบาย หรือการหาสถานที่ขายใกล้เคียงกับบริเวณที่จัดงานสงกรานต์ก็จะทำให้ขายของได้แน่ๆ ถ้าใครอยู่ต่างจังหวัดก็คงทราบดีถึงสถานที่ที่น่าสนใจที่เหมาะสม ส่วนคนกรุงเทพฯ ก็ลองดูพื้นที่เหล่านี้ ที่เป็นที่นิยมกัน เช่น ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร บริเวณถนนโชคชัย 4 ย่านวงเวียนใหญ่ สวนสันติชัยปราการ เชิงสะพานพระราม 8 รวมทั้งบริเวณใกล้เคียง เช่น ชุมชนบางลำพู ถนนพระอาทิตย์และถนนข้าวสาร บริเวณวิสุทธิกษัตริย์ และที่สุดท้ายใจกลางกรุงเทพฯเข้ามาหน่อยคือบริเวณซอยรัชดา 4 และ ซอย 8 แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นนักขายมือใหม่แล้วก็ต้องศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อน อาจจะไปถามสำนักงานเขตหรือเทศกิจตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อจะได้ค้าขายได้อย่างสะดวก ปลอดภัยรวมถึงการป้องกันไม่ให้มีปัญหากับเจ้าถิ่นที่เป็นมืออาชีพ ค้าขายประจำอยู่แล้วด้วย

เมื่อหาทำเลที่คิดว่าจะทำให้สินค้าขายได้และขายดีแล้ว สินค้ายอดนิยมที่คนส่วนใหญ่นำมาขายนั้นก็คงมีอยู่ดาษดื่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ปืนฉีดน้ำ ถัง ขัน แป้งดินสอพอง ซองพลาสติกกันน้ำใส่เงินหรือโทรศัพท์มือถือ เสื้อลายดอก เสื้อยืดข้อความเก๋ๆ น้ำดื่ม ข้าวไข่เจียว เป็นต้น ถ้าจะขายความแตกต่าง ก็คงยังต้องยึดสินค้าประเภทเหล่านี้เป็นหลัก แต่ทำให้แตกต่างไม่ซ้ำกับที่วางขายทั่วไป เคยรู้สึกหรือไม่ว่า พ่อค้าแม่ค้ามักจะบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี คนไม่ค่อยควักเงินซื้อข้าวของ แต่จริงๆแล้ว ในฐานะผู้บริโภคเหมือนกันคนหนึ่ง กลับคิดว่า ของที่วางขายนั้น เหมือนหรือคล้ายกันเกือบทุกร้าน การเห็นบ่อยๆซ้ำๆ ก็เกิดความเบื่อหน่ายแล้ว และถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็คงไม่ซื้อ เพราะบางทีก็ไม่ใช่ราคาถูก สมัยนี้การตั้งราคาขาย บางครั้งคนขายไม่ได้ขายตัดราคากัน แต่กลับขายสินค้าราคาแพงเท่าๆกัน เหมือนเป็นการบังคับให้ต้องซื้อราคานี้ จึงอยากแนะนำว่า ถ้าจะขายสินค้าแล้ว ลองนึกถึงตัวเองก่อนว่า ตัวเราชอบอะไร ถ้าสมมุติว่าตัวเองเป็นลูกค้าจะอยากซื้อสินค้าที่จะขายหรือไม่ ถนัดอะไร มีความรู้เรื่องสินค้าบ้างหรือไม่ ถ้าเป็นของทานแล้ว รสชาติดีหรือไม่ จากนั้นก็ลองถามเพื่อน คนรู้จักหรือหาข้อมูลทั่วไปว่า ถ้าจะยอมเสียเงินซื้อสินค้า มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้อยากซื้อ รวมทั้งต้องพิจารณาถึงต้นทุนที่จะต้องลงทุนว่าคุ้มค่าหรือไม่ อุปกรณ์ในการขายสินค้ามีหรือไม่ ต้องเสียเงินลงทุนซื้อหามา หรือตัวสินค้ามีการเสื่อมสภาพหรือหมดอายุการใช้งานเร็วหรือไม่ เพราะการขายเป็นการขายเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

และเมื่อคิดไตร่ตรองดีแล้ว ลองมาดูสินค้าที่จะนำไปขายกัน เริ่มตั้งแต่ของทำบุญ ช่วงสงกรานต์คนจะนิยมไปทำบุญตักบาตรที่วัดตามความศรัทธาของชาวไทยพุทธ ขนมทำบุญที่นิยมนำไปตักบาตรแต่ดั้งเดิมมา คือขนมข้าวเหนียวแดงและกาละแม เพราะตามประเพณีไทยสมัยก่อนนั้น การทำขนมทั้งสองอย่างนี้ ชาวบ้านที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันจะมาช่วยกันทำ ช่วยกันกวน เป็นการสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่สำหรับในเมืองแล้ว การทำบุญตักบาตรถวายขนมทั้งสองนี้อาจยังไม่เป็นที่นิยม เพราะอาจจะไม่ทราบความสำคัญตามประเพณีแต่ดั้งเดิมก็เป็นได้ ถ้าเราจะขายของทำบุญ นอกจากจะเป็นอาหารคาวหวานหรืออาหารแห้งนั้น อาจจะหาขนมเหล่านี้มาขายและบอกกล่าวคนที่จะทำบุญ เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าใจความหมายหรือที่มาของการนำขนมทั้งสองนี้ไปทำบุญใส่บาตร แต่ขอเน้นว่าการขายของทำบุญนี้ อย่าตั้งใจขายเพื่อหวังเอาผลกำไรมาก หวังแค่ไม่ขาดทุน และช่วยผู้คนที่อาจจะหาซื้อของได้ง่ายดายขึ้น

สินค้าที่น่าสนใจต่อมา ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องอาหาร อาหารที่เป็นที่ยอดฮิต เพราะทำง่าย ถูกปากคนทั่วไปก็คงไม่พ้น ข่าวไข่เจียว สมัยนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนต้องมีทุกที่ แม้แต่ในศูนย์อาหารตามห้างสรรพสินค้าก็ยังมี แต่ถ้าทุกคนขายข้าวไข่เจียวกันหมด หรือบางร้านอาจจะเพิ่มกับข้าวอีก 2-3 อย่าง เช่น กระเพราหมูสับ กะเพราไก่ หรือบางร้านก็ไข่เจียวเนี่ยแหละ แต่มีเครื่องอีกเป็นสิบๆอย่าง มันก็ดูน่าเบื่อเกินไป ลองคิดดูว่าอะไรที่เราสามารถทำเป็น อร่อย ขายง่าย ขายได้เร็ว ทิ้งไว้นานไม่บูด ไม่เซ็ง แถมไม่สะดวกในการตั้งร้านแบบทำสดๆ คนทั่วไปนิยมทานด้วย เช่น ข้าวราดแกง (ไข่พะโล้ ไข่ลูกเขย ไข่ดาว หมูทอดกระเทียมพริกไทย ผัดพริกแกง ผัดพริกสด ผัดผัก ฯลฯ) หรือทำสำเร็จรูปแบบ ข้าวผัดต่างๆ ข้าวเหนียวหมูทอด ไก่ทอด

นอกจากอาหารแล้ว เรื่องต่อไปคงเป็นเรื่องน้ำ จะทำเป็นน้ำประปาขายใส่ขวด หรือเป็นน้ำดื่มก็ได้ ของอย่างนี้ขายไม่หมดก็นำมาใช้ต่อเองได้ แต่ยังไงลองทยอยซื้อดีกว่า หาที่แพ็คขายราคาส่ง จะตกกำไรต่อขวดเป็นเท่าตัว ลองตลาดดูก่อน ค่อยหาซื้อมากักตุนไว้

สินค้าอีกอย่างหนึ่งที่อยากแนะนำ ได้แก่ หมวก ถ้าเป็นหมวกที่สามารถกันทั้งแดด ทั้งน้ำได้ก็ยิ่งดี ซึ่งในปัจจุบันหมวกประเภทนี้มีการผลิตขายบ้างแล้ว แต่อาจจะยังมีต้นทุนที่สูงหน่อย ราคาประมาณ 300 บาทขึ้นไป แต่ถ้าสนใจขายสินค้าประเภทนี้ธุรกิจนี้ยังไม่เห็นขายตามท้องตลาดเท่าไรนัก ซึ่งถ้ามีไอเดียออกแบบ และรู้จักโรงงานที่รับผลิตสินค้าประเภทหมวกแบบนี้ ก็สามารถเลือกผ้าหรือลดต้นทุนการผลิตที่สิ้นเปลืองได้ และยังสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเอง เผลอๆอาจจะเป็นช่องทางการทำธุรกิจใหม่ๆได้ เพราะนอกจากจะเป็นสินค้าที่ขายช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว อาจจะหาช่องทางการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะสนใจสินค้าประเภทนี้ เช่น นักกีฬากอล์ฟ นักตกปลา ผู้มีอาชีพเกี่ยวกับการทำประมง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เทศกาลสงกรานต์ ถือได้ว่า เป็นประเพณีการขึ้นปีใหม่ไทยแต่ดั้งเดิมมา ซึ่งต้องเน้นการสืบทอดประเพณีที่ดีงามที่ถือเป็นวัฒนธรรมที่แสดงถึงความกตัญญู ความอ่อนโยน การทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด การมอบความสุขให้แก่กันละกันรักษาความสามัคคีปรองดองทั้งในชุมชนและสังคม อย่ามุ่งแต่ความสนุกสนานในการสาดน้ำจนกลายเป็นการแสวงหาความสุขที่ผิดจากประเพณีดั้งเดิมที่สวยงาม