"อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน"

สภาพสุข...สุขภาพ

"พรุ่งนี้...ฉันจะเริ่มลดความอ้วน..."

นี่คงเป็นคำพูดที่หลายๆ คนพูดกัน เพียงเพื่อต้องการบอกตัวเอง บอกกับเพื่อนๆบอกกับสังคม

...แต่ก็เพราะเป็นพรุ่งนี้ไง จึงไม่ผอมสักที...

ความอ้วนไม่เข้าใครออกใคร อย่างล่าสุดได้มีสถิติของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข บอกเกี่ยวกับสัดส่วนของเด็กไทยถึงแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเป็นเด็กอ้วนในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาพบว่าในปีนี้...พ.ศ.๒๕๕๘ เด็กก่อนวัยเรียนของประเทศไทยจะกลายเป็นเด็กอ้วนในสัดส่วนที่สูงถึงหนึ่งในห้า กล่าวคือ เด็ก ๕ คน จะมีเด็กอ้วน ๑ คน ส่วนเด็กในวัยเรียน จะมีสัดส่วนของเด็กอ้วนอยู่ที่หนึ่งในสิบ

เมื่อเด็กวัยเรียนอ้วนเพิ่มขึ้นทุกปี และจะเข้าขั้นวิกฤตในปีนี้ นั่นเพราะหลายๆคนเพิกเฉยกับการลดความอ้วน

หลายๆคนบอกว่ากินอีกนิดหนึ่งไม่เห็นจะเป็นไรเลย พรุ่งนี้ค่อยลดก็ได้ อีกทั้งผู้ใหญ่หลายคนก็ยังบอกว่าอ้วน ตุ้ยนุ้ย น่ารักดี แต่ถ้าผอม ก็จะเหมือนคนเป็นโรคขาดสารอาหาร

ทั้งหมดนี้เลยมีสถิติออกมาแบบนั้น ทำให้ล่าสุด 'โครงการปิ๊งส์' โดยแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมมือกับ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย สำนักโภชนาการสมวัย สำนักงานบริหารแผนงานอาหารและโภชนาการ เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เครือข่ายคนไทยไร้พุง องค์กรซ่อนอ้วน เครือข่ายลดบริโภคเค็ม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เดินหน้าจัดโครงการประกวดสื่อ โปสเตอร์ สติ๊กเกอร์ และเสื้อยืด ภายใต้หัวข้อ "อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน" ขึ้นเป็นปีที่ ๒ โดยเน้นโจทย์หลักว่า "ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก และผลไม้" มารณรงค์ป้องกัน และลดสัดส่วนเด็กอ้วน ก่อนจะพุ่งสูง ในปี ๒๕๕๘ นี้

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัยและอุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย กล่าวว่า "ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มของโรคอ้วนในเด็ก (Childhood obesity) เร็วที่สุดในโลก โดยเฉพาะช่วงระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กก่อนวัยเรียนอ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๖ และเด็กวัยเรียน (๖-๑๓ ปี) อ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๕.๕ สาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาโรคอ้วนในเด็กไทย คือพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารขยะ และน้ำอัดลม เป็นต้น

พฤติกรรมการบริโภคของเด็กส่งผลถึงประสิทธิภาพในการเรียน สติปัญญา และคุณภาพพลเมืองในอนาคต ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ

เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว ถ้ายังปล่อยให้เด็กอ้วนโดยไม่มีการควบคุมดูแล เด็กเหล่านี้จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อ้วนถึงร้อยละ ๓๐ ถ้าปล่อยให้อ้วนไปเรื่อยๆ เด็กเหล่านี้จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อ้วนถึงร้อยละ ๘๐ แล้วพอผู้ใหญ่อ้วนนั้น ก็จะมีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามมามหาศาล โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ หลอดเลือด ทำให้ประเทศสูญเสียเงินทองมากมายเพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเหล่านี้ เป็นการทำลายเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิง นี่คือเหตุผลหลักว่า ทำไมเราต้องมาดูเรื่องอ้วนในเด็กด้วยโครงการนี้"

ทั้งนี้ อาจารย์สง่ายังบอกเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาด้วยการลดอาหารหวานจัด มันจัด เค็มจัด จึงเป็นประเด็นหลักที่ต้องใช้รณรงค์ ซึ่ง หวานจัด คือ การที่คนเราบริโภคน้ำตาลเข้าไปเกินขนาด เนื่องจากน้ำตาลเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน แต่ถ้ากินมากจนล้นเกิน ใช้ไม่หมด น้ำตาลก็จะเปลี่ยนเป็นไขมัน พอเป็นไขมัน ก็จะถูกสะสมไว้ในร่างกาย ในหลอดเลือดใต้ผิวหนัง เกาะอยู่ที่พุง เป็นที่มาของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสารพัด

มันจัด คือ อาหารที่มีไขมันสูง พอกินเข้าไป เมื่อร่างกายใช้ไม่หมด ก็จะเก็บไว้เช่นเดียวกัน

ส่วน เค็มจัด นั้น ถ้าร่างกายได้รับเข้าไป ก็หมายถึงได้โซเดียมเข้าไปในปริมาณที่สูงเกินความต้องการของร่างกาย จะทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้ไตทำงานหนัก ทำให้เกิดโรคไต และนำพาไปสู่โรคความดันโลหิตสูง และโรคอื่นก็จะตามมา

ที่ถูกต้องแล้ว คน ๑ คน ควรกินน้ำตาลไม่เกิน ๖-๘ ช้อนชา ต่อ ๑ วัน แต่จากสถิติคนไทยกินมากถึง ๒๐ ช้อนชาต่อ ๑ วัน สำหรับน้ำมันไม่ควรกินเกิน ๖ ช้อนชา แต่คนไทยก็กินไปมากกว่า ๑๐ ช้อนชา เกลือก็เช่นกันไม่ควรกินเกิน ๑ ช้อนชา แต่คนไทยกินไป ๒ ช้อนครึ่ง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ถ้าใช้สื่อที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนไทยได้ง่ายขึ้น ก็น่าจะสามารถลดภาวะโรคอ้วนได้