ผ้าไหมแพรวา ภูมิปัญญาถิ่นอีสาน

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยถือว่าเป็นแหล่งผลิตผ้าสำคัญ ด้วยกรรมวิธีการทอซึ่งได้รับอิทธิพลจากกลุ่มชนต่างๆ ที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ยังภูมิภาคนี้ สืบสานและพัฒนาจนเกิดเป็นผ้าทออันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าขิด ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าหางกระรอก รวมถึง "แพรวาราชินีแห่งไหม" สมญานามที่มีให้กับผ้าทอภูมิปัญญาของชาวภูไทบ้านโพน จังหวัดกาฬสินธุ์

"ผ้าแพรวามีจุดกำเนิดมาจากชาวภูไทที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่จังหวัดกาฬสินธุ์" พงษ์ชยุตน์ โพนะทา ผู้นำกลุ่มทอผ้าแพรวาบ้านโพน บอกเล่าถึงที่มาของผ้าทอชนิดนี้

ชาวภูไทนั้นเป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจากแคว้นสิบสองจุไทย (ดินแดนส่วนเหนือของลาวและเวียดนามติดต่อกับภาคใต้ของจีน) เดินทางข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เทือกเขาภูพาน ทางภาคอีสานของไทย ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร

สำหรับชาวภูไทบ้านโพนโยกย้ายถิ่นฐานจากที่อยู่อาศัยเดิมแถบกุดบาก จังหวัดกาฬสินธุ์ มาตั้งหลักแหล่งใหม่ครั้งแรกบริเวณบ้านหนองจอก ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านโพนในปัจจุบัน ๒ กิโลเมตร สิบปีต่อมา ผู้คนบางกลุ่มขยับขยายมาสร้างบ้านเรือนในทำเลที่อุดมสมบูรณ์กว่าเดิม โดยเรียกพื้นที่แห่งใหม่นี้ว่า "บ้านโพนไท" ตามสภาพภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นเนินกว้างอยู่ใกล้กับหนองน้ำขนาดใหญ่ ชาวภูไทยังคงรักษาความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี การแต่งกาย รวมทั้งการทอผ้าไหมไว้ โดยผู้หญิงจะถูกหัดให้ทอผ้าแพรวาตั้งแต่อายุ ๙-๑๕ ปี เพื่อใช้กันเองในครอบครัว และเพื่อเป็นสมบัติติดตัวเจ้าสาวเวลาแต่งงานออกเรือน หรือใช้ในโอกาสต่างๆ

ผู้นำกลุ่มทอผ้าแพรวาบ้านโพนกล่าวถึงความหมายของชื่อ "แพรวา" ว่าได้มาจากลักษณะเฉพาะของผืนผ้านั่นเอง

คำว่า แพรวา มีที่มาจากขนาดของผืนผ้า กว้าง ๑ ศอก ยาว ๑ วา ชาวภูไทบ้านโพนมักจะเรียกผ้าชิ้นชนิดต่างๆ ว่า 'ผ้าแพร' เช่น แพรตะโล้ (ผ้าขาวม้า) แพรมน (ผ้าคลุมศีรษะขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส) ดังนั้น 'ผ้าแพรวา' จึงมาจากผ้าชิ้นที่มีขนาดยาว ๑ วา ดั้งเดิมชาวภูไทใช้ผ้าชนิดนี้ใช้สำหรับคลุม สไบเฉียง คาดเอว โพกศีรษะ เป็นผ้าอเนกประสงค์เหมือนผ้าขาวม้า และมักใช้ในงานมงคล ไม่ได้นำมาตัดเป็นชุดเสื้อผ้าดังที่เห็นในปัจจุบัน

สีของแพรวาดั้งเดิมยืนพื้นที่สีแดง โดยจกสีอีก ๔ สี คือ ขาว เขียว กรมท่า เหลือง ลวดลายที่ทอจะเป็นลวดลายโบราณ ได้แก่ ลายหัวนาค สี่แขน ลายพันธุ์มหา ลายดอกแก้ว เป็นต้น ทั้งนี้ลวดลายของผ้าแพรวายังสามารถแยกย่อยออกเป็น ๓ ส่วน คือ 'ลายหลัก' เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด 'ลายคั่น' หรือลายที่มีขนาดเล็กอยู่ในแนวขวางของผืนผ้า ทำหน้าที่แบ่งลายใหญ่ออกเป็นช่องๆ และ 'ลายเชิง' คือลายที่ปรากฏช่วงปลายของผืนผ้า ทำหน้าที่เป็นตัวเริ่มและตัวจบของลายผ้า

การจก การขิด และการเกาะ คือสามเทคนิคสำคัญที่ทำให้เกิดเป็นผ้าแพรวาขึ้น ความพิเศษในการทอผ้าของชาวภูไทแท้อยู่ที่การประดิษฐ์ลายโดยไม่ใช้อุปกรณ์อื่นช่วย ไม่ว่าจะเป็น เข็ม ไม้ หรือขนเม่น แต่จะใช้เพียงปลายนิ้วก้อยช่วยในการเกี่ยวเส้นไหม เรียกว่า การเก็บลายหรือเก็บขิด หรือเรียกว่า การทอไหม หรือการจก การเก็บลาย แบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนแรกที่ชายผ้าทั้งสองข้าง ส่วนถัดมาเรียกว่าดอกเล็ก และส่วนสุดท้ายของการเก็บลาย เรียกว่า ลายขิดดอกลายผ้า หรือลายหลัก"

ผ้าแพรวาได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากโครงการศูนย์ศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จฯไปทรงเยี่ยมพสกนิกรอำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ในปี ๒๕๑๙ โดยได้ทอดพระเนตรเห็นชาวภูไท บ้านโพน แต่งกายด้วยผ้าแพรวาสะพายเฉียง ทรงสนพระทัยมากจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการสนับสนุนและส่งเสริม จนผ้าแพรวาได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

"สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเข้าไว้ในศูนย์ศิลปาชีพและให้การสนับสนุน โดยมีพระราชดำริให้มีการคิดค้นทำสีอื่นๆขึ้นเพิ่มเติม นอกเหนือจากสีแดง และขยายหน้าผ้าให้กว้างมากกว่า ๑ วา ๑ ศอก เพื่อที่จะขายได้ ตัดเย็บเสื้อผ้าได้ และมีการประยุกต์ลวดลายตามความต้องการของตลาด ทำให้แพรวาในวันนี้มีลวดลายที่รังสรรค์ขึ้นใหม่มากมาย

ตอนนี้เราทอทั้งลายใหม่และลายเก่า ลายใหม่ผมเป็นคนออกแบบเอง โดยเอาลายโบราณมาผสมกัน มันอาจจะเป็นความคิดประหลาดๆ ของผมอยู่สักหน่อยที่อยากจะเพิ่มนู่นลดนี่ในลายผ้า อยากจะเห็นความแปลกใหม่ นอกจากลายที่เป็นเหลี่ยมซึ่งเห็นกันมาตลอด โชคดีที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ตอนนี้ถ้าถามว่าลายไหนที่ได้รับความนิยมมากกว่ากันก็น่าจะเป็นลายที่ผมออกแบบขึ้นมาใหม่ แล้วจดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา

ลูกค้าที่มาซื้อผ้าแพรวา ส่วนใหญ่ ๙๐% จะเป็นคนไทย ไม่ค่อยมีคนต่างชาติ อาจจะเพราะเขาไม่คุ้นเคยกับผ้าลายแบบนี้และยังต้องนำไปตัดเย็บเป็นชุดเองอีก สินค้าที่เอาไปโชว์ต่างประเทศจึงเป็นพวกผ้าคลุมไหล่ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆมากกว่า นอกจากไปออกบู๊ธตามงานส่งเสริมสินค้าต่างๆแล้ว ทางหมู่บ้านเรายังได้รับเชิญให้ไปสอนการทอแพรวา หลังจากที่ผ้าแพรวาสร้างรายได้ให้บ้านโพน หน่วยงานต่างๆ ก็ชักชวนให้ไปสอนบ้านอื่นเพื่อที่เขาจะได้มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีบ้าง แต่ก็ไม่ทั่วทั้งภาคอีสานนะครับ อย่างหนึ่งเลยคือการทอแพรวาไม่ง่าย ค่อนข้างละเอียดซับซ้อน ต้องใช้ความชำนาญ จึงทำให้การทอไม่ได้แพร่หลายกว้างขวางได้ง่ายขนาดนั้น

ทุกวันนี้พวกเราชาวภูไทบ้านโพนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และศูนย์ศิลปาชีพ ที่ส่งเสริมและสนับสนุนเรื่อยมา จนทำให้พวกเรามีรายได้ที่เพียงพอต่อการจุนเจือครอบครัว ส่งเสียลูกหลานเรียนหนังสือ จากเคยอยู่อย่างลำบากยากจน ความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น หลายหน่วยงานก็ให้การยอมรับและเห็นถึงความสำคัญในผ้าไหมแพรวา"

"แพรวาราชินีแห่งไหม" องค์ความรู้จากหนึ่งสมองสองมือของบรรพบุรุษ พิสูจน์ตัวเองผ่านกาลเวลา จนได้เป็นที่ประจักษ์ถึงเสน่ห์ของงานหัตถศิลป์ ณ แดนดินอีสาน ที่งดงาม มีเอกลักษณ์ และเปี่ยมด้วยคุณค่า

ข้อมูลอ้างอิง : http://www.qsds.go.th/monmai/cloth_history.php?cloth_id=2