อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอน 13 สมุทัยใส่ความหวัง บังทุกข์ เก็บปัญญา

"บ้านของใครมีคนไปคุมอยู่เต็มไปหมดตั้งร้อยตั้งพันดังนี้ ดูก็น่าจะต้องกลุ้มใจไม่มีความสุขแน่ แต่กลับปรากฏว่า ชาวจิตตนครไม่ค่อยจะมีใครรู้สึกว่าถูกควบคุมตัวแจ พากันเห็นว่าอยู่ในโลกก็ต้องมีความสุขบ้าง สิ่งสนุกสนานก็มีอยู่มาก สิ่งเจริญตาเจริญหูก็มีอยู่โดยรอบ นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากที่ชาวจิตตนครเรียกกันว่า ความหวัง เป็นอาหารใจสำคัญของชาวจิตตนคร เมื่อเกิดความอ่อนเพลียหรือขัดข้องขาดแคลนอะไรขึ้น ก็รีบบริโภค ความหวัง ไว้รองท้อง ทำให้กระปรี้กระเปร่าวิ่งเต้นไปได้คราวหนึ่งๆ ทั้งนี้เพราะสมุทัยได้มีวิธีครองใจของชาวจิตตนครอย่างแยบยล จนยากที่คนทั่วไปจะรู้สึกได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่าสมุทัยทำอย่างไร จะลองเล่าไป ตามที่ท่าน ผู้รู้ ได้บอกไว้"

กิเลสร้อยแปดพันอย่างที่อลหม่านอยู่ในใจ ทำให้จิตใจเราไม่สงบเย็น แต่ส่วนใหญ่เรากลับไม่รับรู้ถึงความชุลมุนวุ่นวายอันเกิดจากกิเลสที่เพ่นพ่านในใจ เหมือนเราไม่ชอบอยู่ในที่สงบๆ แต่ชอบออกไปเฮฮาปาร์ตี้ แล้วเราว่าสนุก พอได้ออกไปดูคอนเสิร์ต ไปแด๊นซ์กระจายอยู่หน้าเวที ก็รู้สึกว่า "แหม สนุกสุดเหวี่ยง" อย่างนี้เป็นต้น บางคนมีความสุขกับการยื้อแย่งแข่งขัน ชอบชิงดีชิงเด่น ไม่ว่าอะไรๆก็ตามที่ชาวบ้านเขาอยากได้กัน จะต้องมองหาวิธีการให้ได้มาเป็นของตน จึงต้องใช้วิธีสารพัดรูปแบบ พอแย่งชิงมาได้ก็รู้สึกเลยว่า "แหม ช่างมีความสุข สะใจจริงจริ๊ง" อย่างนี้ก็มี บ้างก็เป็นสุขกับช่วงเทศกาล เพราะงานถนัดคือรีดนาทาเร้น ชอบฉกฉวยสถานการณ์ ฯลฯ จึงเป็นโอกาสหารายได้เสริมจนเต็มกระเป๋า แบบนี้มีให้เห็นอยู่เต็มเมือง

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ยังทรงชี้ให้เห็นถึงกลอุบายของกิเลสอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ สิ่งที่เรียกกันว่า "ความหวัง" เวลาที่จิตใจเราห่อเหี่ยว หมดหวังหมดพลัง เนื่องจากความทะยานอยากทั้งหลายที่เข้าควบคุมจิตใจได้อ่อนพลังลง ทำให้เกิดท้อถอย หมดเรี่ยวแรงกำลังที่จะออกไปไขว่คว้าในสิ่งที่กิเลสปรารถนา

แต่กิเลสนั้นช่างชาญฉลาด มันจะรีบหยิบยื่น "ความหวัง" ให้เราทันที แล้วก็เร่งผลักดันให้เรารีบรุดไปข้างหน้า เพื่อไขว่คว้าสิ่งที่จะนำมาสนองกิเลสนั่นเอง พอมีความหวังเข้าหน่อย ตาของเราก็ลุกวาว แม้จะเป็นเพียงแค่ "หวังน้ำบ่อหน้า" หรือ "หวังลมๆแล้งๆ" แต่กิเลสก็จะรีบบอกว่า "อย่างน้อยก็ยังมีหวัง"

ดังนั้น จึงถึงเวลาเหนื่อยอีกแล้ว เพราะต้องวิ่งไล่ตามความหวังที่ถูกกิเลสปลุกเร้าขึ้น แทนที่จะได้สุขสงบ ก็ต้องรีบลุกขึ้นมาไล่ตะครุบเหยื่อป้อนกิเลสกันต่อไป ก็นี่แหละเล่ห์กลมายาของกิเลส ที่รู้ทั้งรู้แต่ก็ไม่อาจหลุดรอด

"สมุทัยได้พยายามอย่างยิ่งที่จะปิดบัง หรือบิดเบือนสิ่งหนึ่งที่เรียกตามภาษาของท่านผู้รู้ว่าทุกข์ ไม่ยอมให้ใครรู้เห็น ทุกข์ ได้เป็นอันขาด ด้วยใช้อุบายวิธีต่างๆที่ทำให้พากันเห็นไปในทางตรงกันข้าม ถ้าใครเห็นเป็น สุข ไปได้ ก็ถูกความประสงค์ของสมุทัยที่สุด สมุทัยใส่ความหวัง หรือความอยาก เข้าไปในใจของชาวจิตตนคร พร้อมกับความเพลิน และความติดใจยินดี และคอยป้อนสิ่งที่เรียกว่า อารมณ์ แก่ความอยาก ความติดใจยินดี โดยแทรกเข้าไปกับข่าวสารที่ผ่านทางระบบสื่อสารชั้นนอกชั้นในดังกล่าวแล้ว"

สมุทัยสั่งการให้เหล่าสมุนน้อยใหญ่ คือกิเลสตัณหานานัปประการ คอยจุดไฟแห่งความหวังให้ลุกโชนขึ้นกองแล้วกองเล่า ชาวจิตตนครที่หารู้เท่าทันไม่ ก็คอยวิ่งไล่ตามดวงไฟแห่งความหวังเหล่านั้นไป ไม่ต่างจากแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ แมลงเม่าเริงร่าไปกับแสงไฟที่สว่างไสว ชวนให้เคลิบเคลิ้ม ดึงดูดให้บินเข้าไปหา โดยหารู้ไม่ว่าอันตรายกำลังรออยู่ข้างหน้า แมลงเม่าได้แต่หลงคิดว่า ดวงไฟที่สวยงามเหล่านั้นคงจะอยู่กับเราตลอดไป ความทุกข์ที่เกิดจากการปรุงแต่งของกิเลสตัณหาก็ล่อหลอกให้เราย้อมติด ไม่ต่างจากแมลงเม่าเล่นไฟนั่นเอง

"ชาวจิตตนครจึงพากันหิวกระหายต่ออารมณ์ต่างๆ เพลิดเพลินติดใจยินดีอยู่กับอารมณ์ต่างๆ สมุทัยใช้อารมณ์นี้เองเป็นเครื่องผูกใจชาวจิตตนครไว้ให้พากันหวังพากันเพลิดเพลินอยู่ตลอดคืน พรรคพวกของสมุทัยกี่ร้อยกี่พันก็พากันแฝงตัวคุมอยู่อย่างเงียบๆ และผลัดกันเยี่ยมหน้าออกมาบ้างเป็นครั้งคราว ชาวจิตตนครจึงไม่รู้ไม่เห็น เหมือนอย่างที่คนเป็นโรคมองไม่เห็นตัวเชื้อโรคตั้งพันตั้งหมื่นในร่างกาย ต่อเมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องจึงจะมองเห็น"

ความเพลิดเพลินติดใจในรสอร่อยของโลก ที่ประกอบไปด้วย ความกำหนัดยินดีในอารมณ์นั้นๆ ผู้ที่ประมาทมัวเมาย่อมซ่านไปในอารมณ์ต่างๆตามที่ตัณหาจัดให้ เมื่อถูกตัณหาร้อยรัดบ่อยเข้า ก็ทำให้ถอนตัวขึ้นจากตัณหาเหล่านั้นไม่ได้ ผู้ที่ต้องการถอนตนออกจากหล่มของตัณหา ก็ต้องใช้อาวุธสำคัญ คือ ปัญญา จึงจะตัดขาดจากรากเหง้าตัณหาได้

แต่กิเลสก็ไม่เคยยอมจำนนง่ายๆ เพราะกิเลสนั้นมากด้วยมายาที่จะแฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ แถมยังมีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา เปรียบไปก็คล้ายเชื้อโรคที่ดื้อยา ปราบยาก ดังนั้น จึงต้องใช้ปัญญามองหากุศโลบายใหม่ๆเอามาใช้กับกิเลส

"อันที่จริงเจ้าเมืองจิตตนครเป็นผู้มีอาวุธพิเศษอยู่หลายอย่าง สำหรับปราบปรามข้าศึกศัตรูทั้งปวง เหมือนอย่างที่ผู้ปกครองบ้านเมืองทั้งปวงจะต้องมีอาวุธและกำลังต่างๆ จึงจะปกครองและรักษาบ้านเมืองไว้ได้ ถ้าเจ้าเมืองจิตตนครประสงค์จะดูให้เห็นพรรคพวกของสมุทัยทั้งหมด ก็จะสามารถเห็นได้ เพราะมีปัญญาเป็นอาวุธพิเศษอย่างหนึ่งประจำตน แต่สมุทัยได้ลอบเก็บปัญญานี้ไว้เสีย ทั้งเมืองจิตตนครจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ ความหวัง ความเพลิน ความติดใจยินดี และความต่อสู้แย่งชิงอารมณ์กันต่างๆเป็นโอกาสให้พวกหัวโจกทั้ง 3 และพรรคพวก 108 จำพวกแทรกแซงกันอลหม่านไปหมด"

คนเรานั้นย่อมมีปัญญาติดตัวมาด้วยกันทั้งสิ้น และทุกคนก็สามารถที่จะเจริญปัญญาให้งอกงามขึ้นในตัวได้ ด้วยการดำเนินชีวิตบนหนทางที่พระพุทธองค์ทรงชี้นำไว้ นั่นก็คือการก้าวเดินไปตามทางที่เรียกว่า อริยมรรคมีองค์ 8 หรือเรียกง่ายๆว่า มรรค 8 ซึ่งเป็นหนทางของชีวิตอันประเสริฐและเปี่ยมด้วยปัญญา

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้ทรงพระนิพนธ์บทความ "อธิบายเรื่องปัญญา" ไว้ เมื่อครั้งยังทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) เมื่อปี พ.ศ.2523 มีใจความตอนหนึ่งว่า "มรรคมีองค์ ๘ นี้ ก็เท่ากับ ปัญญา ศีล สมาธิ นั่นเอง อันแสดงว่าปัญญาเป็นหัวหน้า แต่ที่แสดงไว้เป็นข้อปฏิบัติโดยทั่วไปเป็นลำดับว่า ศีล สมาธิ ปัญญา พระพุทธเจ้าได้ตรัสรับรองไว้ด้วยว่า สัมมาทิฏฐิ เป็นหัวหน้า เพราะว่าเมื่อมี สัมมาทิฏฐิ ก็ย่อมรู้เห็นทุกๆอย่าง ว่าผิดหรือถูกอย่างไร และเมื่อมีความเพียร ความชอบ ความระลึกชอบเข้าประกอบ ก็จะทำให้มีความเพียร มีสติ ละทุกสิ่งที่ผิด ทำทุกสิ่งที่ถูกให้เกิดขึ้น จนถึงเป็นความถูกต้องสมบูรณ์ แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยสมาธิเป็นหลัก เป็นที่ตั้งแห่งทุกๆข้อ เพราะจิตที่ไม่มีสมาธิย่อมดิ้นรนกระสับกระส่าย ไม่อาจที่จะใช้ปัญญาอบรมปัญญาที่มีอยู่ให้เจริญขึ้นได้ เหมือนอย่างไฟฉายที่แกว่งไปแกว่งมา ไม่อาจจะส่องอะไรให้มองเห็นชัดเจนได้ จึงต้องทำจิตให้สงบด้วยสมาธิเป็นหลัก ก็จะปฏิบัติให้มรรคทุกข้อแวดล้อมเข้ามา"

"ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนารู้พระธรรมของพระพุทธเจ้าแม้พอควร ถึงจะยังไม่มีปัญญาเห็นตามพระธรรมนั้นจริงๆ แต่ถ้าน้อมใจให้เชื่อบ้างว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นถึงบรมศาสดาที่ทรงสามารถตั้งพระศาสนาที่ใหญ่โตมั่นคงขึ้นได้ในโลก มีศาสนิกมากมาย อะไรที่ทรงสอนไว้ ที่เราได้ศึกษารู้ย่อมเป็นความจริง เป็นต้นว่า ทรงแสดงว่าสิ่งใดเป็นทุกข์ มิใช่เป็นสุข แม้จะยังไม่เห็นตามด้วยปัญญาของเราเองว่าเป็นทุกข์ กลับเห็นว่าเป็นสุข ก็ควรจะอาศัยความเชื่อเข้าประกอบ ให้น้อมใจลงรับไว้บ้างว่าสิ่งนั้นเป็นทุกข์จริง มิใช่เป็นสุขดังเราเห็น เมื่อยอมเชื่อบ้างแล้วว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ มิใช่เป็นสุข แม้จะเกิดความหลง ความเพลิน ความติดใจยินดีในสิ่งนั้น ก็ย่อมมีโอกาสจะหยุดลง หยุดเพลิน หยุดติดใจยินดีได้บ้าง แม้เพียงครั้งคราวเมื่อเกิดสติ เกิดปัญญา ถึงแม้ความไม่หลง ไม่เพลิน ไม่ติดใจยินดีในสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเป็นทุกข์ จะเกิดขึ้นเพียงครั้งคราวก็ยังดี เพราะจะเป็นเหตุให้หลงน้อย เพลินน้อย ติดใจยินดีน้อยลงได้ทุกที แม้มีความเพียรไม่ว่างเว้นที่จะทำให้น้อยลง"

"นัตถิ ปัญญาสมา อาภา" หมายถึง แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปัญญาคือแสงสว่างของสมาธิจิตที่ตั้งมั่น คนเราถ้าจิตสงบก็ย่อมทำให้เกิดความสว่างขึ้นในใจ จิตที่สว่างคือจิตที่สงบ จิตที่ระงับตั้งมั่นอยู่ในคุณพระรัตนตรัยทำให้เกิดปัญญา ในขณะเดียวกัน ปัญญาก็จะเข้ามาช่วยปรับสมดุลจิตใจไม่ให้วุ่นวายกับเรื่องข้างนอกได้ง่าย เช่นเดียวกับศีลที่ถือเป็นตัวตั้งต้นสำคัญที่ทำให้จิตสงบเร็วขึ้น เกิดสมาธิได้ง่ายขึ้น เพราะคนเราหากทำผิดศีลผิดธรรม จิตที่เป็นตัวรู้ซึ่งแม้ผู้อื่นไม่รู้ไม่เห็นด้วย แต่จิตที่ย่อมรู้แก่ใจจะเกิดฟุ้งซ่านซัดส่ายง่าย ทำให้เกิดสมาธิได้ยาก ตรงกันข้ามหากจิตมีศีลเป็นพื้นฐานก็จะเป็นจิตที่มั่นคงไม่วอกแวกง่าย ทำให้จิตตั้งมั่นได้เร็ว สมาธิเกิด ดังนั้น ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา จึงต่างสนับสนุนส่งเสริมกันและกัน

"กล่าวแล้วว่า ความหลง ความเพลิน ความติดใจยินดี เกิดจากอุบายแยบยลของสมุทัย ซึ่งเป็นหัวหน้าเหล่าร้ายยิ่งใหญ่ เมื่อทำลายเสียได้เพียงไร ก็เท่ากับทำให้ฝ่ายสมุทัยอ่อนกำลังเพียงนั้น ประเทศบ้านเมืองที่มีผู้ร้ายชุกชุม กับประเทศบ้านเมืองที่ไม่มีโจรผู้ร้ายหรือมีน้อย มีความสงบและความร่มเย็นเป็นสุขแตกต่างกันเพียงไร ย่อมเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว จิตตนครก็เช่นกัน จิตตนครที่สมุทัยมีกำลังอ่อน กับจิตตนครที่สมุทัยมีกำลังเข้มแข็ง ก็มีความสงบและความร่มเย็นเป็นสุขแตกต่างกันเพียงนั้น"

จิตที่ชุ่มเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ทำให้มัวเมาประมาท เมื่อจิตขาดปัญญาจึงจะเข้าไปยึดติด ยึดถือ โดยมีอุปาทานว่าเป็นตัวตน ของตน จึงเกิดเป็นทุกข์ขึ้น แต่จิตที่มีปัญญา จิตที่รู้จักตัวเอง ก็จะรู้ว่านี้เป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ ที่เป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อรู้อย่างนี้ก็บริหารจัดการเหตุปัจจัยต่างๆให้เป็นคุณต่อชีวิต ตามสมควรแก่ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ทำดีละชั่วเรื่อยไป แต่ไม่เกาะทั้งดีและชั่ว เท่านี้ทุกข์ก็ย่อมลดน้อยถอยลงได้

เทคนิคง่ายๆในการปลดปล่อยทุกข์ก็คือ เมื่อไหร่ที่รู้สึกเป็นทุกข์ ให้รีบกลับมาอยู่กับสติ มีความรู้เนื้อรู้ตัว รู้ใจ รู้ลมหายใจเข้าออกอยู่เสมอ สิ่งนี้จะทำให้เรามีชีวิตที่แท้จริง ไม่ส่งใจแล่นไปตามเรื่องวุ่นวายต่างๆรอบตัว

จิตที่มีปัญญาเปรียบเสมือนมีแสงสว่างส่องทาง แต่ถ้าเราไม่ก้าวเดินต่อไป ก็แทบไม่มีประโยชน์ เพราะเท่ากับย่ำอยู่กับที่ "วิริเยน ทุกขมัจเจติ" บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร หากเรามีความขยันหมั่นเพียร เพียรทำความดีทั้งทางกาย วาจา ใจ มีความพากเพียรที่จะลดละกิเลส ให้เบาบางลงไม่มากก็น้อย ด้วยหวังพ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสารเป็นที่สุด จะเห็นได้ว่านอกจากปัญญาแล้ว ความเพียรก็เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น จึงอย่าได้หยุดสร้างความเพียร ดังที่ผู้รู้ท่านกล่าวไว้ว่า "ยาหากกินหยุดกินหยุดไม่ต่อเนื่อง เชื้อโรคมันก็ดื้อยา ฉันใด ธรรมหากปฏิบัติแล้วหยุด ปฏิบัติแล้วหยุด ไม่ต่อเนื่อง กิเลสมันก็ดื้อธรรม ฉันนั้น"

"บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลาย แม้มีความเพียรไม่ว่างเว้นที่จะปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ย่อมจะได้เป็นเจ้าเมืองที่มีปัญญา สามารถทำจิตตนครของตนให้ร่มเย็นเป็นสุขได้ยิ่งๆขึ้นสืบไป"


(ขอขอบคุณ - ภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า