สุวิทย์ ใจป้อม

ศิลปินผู้มุ่งมั่นในการเขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์
นัดพบ

ภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เสด็จไปเยี่ยมราษฎรยังถิ่นทุรกันดารที่ห่างไกล ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ สุวิทย์ ใจป้อม ศิลปินผู้เขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากกว่า 500 ภาพ "ผมเขียนภาพแนวอื่นๆ เช่นกันทั้งภาพทิวทัศน์ ภาพเหมือน แต่ก็ภูมิใจเท่ากับการได้เขียนภาพของพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในดวงใจของชาวไทยทุกคน"

ปัจจุบันคุณสุวิทย์ทำงานประจำหรือว่าเป็นศิลปินวาดภาพเพียงอย่างเดียวคะ

มีหลายคนเข้าใจว่าผมเป็นศิลปินเขียนภาพเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ใช่ครับผมทำงานประจำอยู่ฝ่ายครีเอทีฟของเอไอเอส มา 13 ปีแล้วครับ โฆษณาหลายๆตัวของเอไอเอสหลายตัวเริ่มจากฝ่ายเราครับ เนื่องจากเราจะคิดเป็นภาพ ถ้าเป็นหนังก็จะเป็น storyboard ถ้าเป็นงานโฆษณาทั่วไปก็จะเป็น layout แม็กกาซีนอาจเป็น stick

ทราบว่าคุณสุวิทย์เป็นคนเชียงราย ซึ่งเป็นเมืองที่ศิลปินเยอะมาก ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการเขียนรูปด้วยรึเปล่าคะ

ใช่ครับผมเป็นคนเชียงราย ความที่จังหวัดเรามีศิลปินเยอะมาก ตอนนี้เราจึงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มขัวศิลปิน มีที่ตั้งอยู่เชิงสะพานริมแม่น้ำกก

ส่วนตัวผมเองนั้นเริ่มเขียนรูปตั้งแต่เมื่อไหร่และมีแรงบันดาลใจจากเรื่องใด ผมยังไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่เพราะก็มีคนเคยถามเหมือนกัน ผมรู้แต่ว่าชอบมาตั้งแต่เด็กๆ มีความสุขที่ได้เรียนศิลปะมาก สมัยผมเรียน สิ่งล่อใจคือใครที่เขียนรูปสวยครูจะมีอุปกรณ์วาดเขียนเล็กๆ น้อยๆ ให้

แล้วอย่างไรจึงมาเริ่มต้นวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงคะ

สำหรับการเขียนภาพในหลวง คงเป็นเรื่องตลกนะครับถ้าสมัยเด็กๆ ผมไม่รู้จักในหลวงเลยว่าพระองค์ท่านหน้าตาอย่างไร และพระองค์ท่านคือใคร เพราะที่บ้านไม่มีทีวีดู ก็อยู่ต่างจังหวัดน่ะครับ พอครูตั้งโจทย์ว่า อ้าว...นักเรียนวันนี้ครูจะให้วาดภาพในหัวข้อ "ในหลวงของเรา" ทุกคนนั่งเหวอกันหมดเพราะแทบจะไม่มีใครรู้จัก ครูต้องเอาเหรียญกับแบงก์มาให้ดูเป็นตัวอย่าง พร้อมทั้งอธิบายด้วยภาษาง่ายๆว่า นี่งัยคนที่ใส่แว่นอยู่ในแบงก์พระองค์ท่านคือในหลวงหรือพระมหากษัตริย์ของเรา

ผมและเพื่อนจึงรู้จักในหลวงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาและลงมือวาดภาพตามตัวอย่างที่เห็น หลังจากนั้นผมก็วาดรูปพระองค์ท่านเรื่อยมา โดยเฉพาะช่วงวันสำคัญ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา ครูก็จะให้วาดพระมหากษัตริย์กับพระราชินี พอเรียนชั้นมัธยม ผมไปเรียนสายวิทย์ จึงไม่ค่อยได้เขียนรูปพระองค์ท่าน รวมทั้งรูปอื่นๆด้วย แต่ด้วยความที่ชอบงานศิลปะ พอจบชั้นมัธยม 3 ผมก็เลือกที่จะไปเรียนต่อวิทยาลัยอาชีวะเชียงราย เพื่อเรียนศิลปะ ซึ่งทุกคนก็ยังงงๆอยู่ เรียนที่นั่น 3 ปี ผมก็เข้ามาเรียนต่อที่เพาะช่าง ซึ่งต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย จังหวะนี้เองที่ได้กลับมาเขียนรูปพระองค์ท่านอีก แต่ก็ขาดความต่อเนื่องเช่นเดิม ยุคนั้นยังไม่ได้มีการถ่ายรูปไว้เป็นเรื่องเป็นราว เวลาที่ผมเขียนใครมาเห็นเข้าแล้วชอบผมก็ให้ไป เพราะในหลวงเป็นเหมือนดวงใจของคนไทยทุกคน

จำได้มั้ยคะว่าได้เขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่านไปแล้วกี่ภาพ

เท่าที่พอจะจำได้คือประมาณ 500 ภาพละกระมังครับ เพราะหลังๆก็ได้ไปจัดนิทรรศการที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง ถ้าถามว่าทุกวันนี้คนที่รู้จัก สุวิทย์ ใจป้อม เพราะอะไร ทุกคนจะตอบว่า อ๋อ...ก็คนที่เขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงงัย

ศิลปินในเมืองไทยมีนับไม่ถ้วน เขียนรูปสารพัดแบบ ผมเองก็เขียน แต่พอผมมาเขียนรูปในหลวงเกิดความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การเขียนภาพของพระองค์ท่านคล้ายเกิดแรงปะทะกับผู้ที่เห็นภาพ เรียกว่าเมื่อผมเขียนภาพของพระองค์ท่านดึงดูดสายตาคนทั่วไปได้อย่างมาก ไม่ว่าคนคนนั้นจะเข้าใจเรื่องศิลปะหรือไม่ก็ตาม เพราะท่านคือหนึ่งในดวงใจ บ้างก็เอ่ยปากขอซื้อ บ้างเอ่ยปากชม บ้างถามถึงแรงบันดาลใจในการเขียนภาพของพระองค์ท่าน สมัยเรียนผมก็ไปเขียนภาพขายที่มาบุญครองด้วย เพราะผมเรียนภาคบ่าย ตอนเช้าราวสิบเอ็ดโมงผมก็จะไปถึงที่นั่นแล้วผ่านมาประมาณ 20 ปีแล้วนะครับสมัยก่อนโซนนี้อยู่ชั้นล่างสุด

แต่ละครั้งที่เขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่านคุณสุวิทย์มีแรงบันดาลใจจากสิ่งใด และคัดเลือกภาพต้นแบบประเภทใดคะ

ภาพทุกภาพของพระองค์ท่านเป็นแรงบันดาลใจให้แก่พสกนิกรชาวไทยเสมอ มิใช่แค่เรื่องการเขียนภาพเพียงอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น เวลาผมเครียดกับการทำงาน เพราะเราต้องทำตามโจทย์ที่ถูกกำหนดมา ซึ่งบางครั้งเครียดมากในการตีโจทย์ แต่พอผมกลับบ้าน แล้วได้นั่งลงเขียนรูปของพระองค์ท่าน กลับมีความรู้สึกสบายใจอย่างประหลาดขึ้นมาทันที

ไม่ใช่สบายใจเพียงอย่างเดียวนะครับ เกิดกำลังใจด้วย ทำไมรู้มั้ยครับ เพราะ...พระองค์ท่านทรงงานมากมาย เพื่อให้พสกนิกรอยู่เย็นเป็นสุข เรายังมิเคยเห็นพระองค์ท่านท้อแท้แม้แต่น้อย ยิ่งเวลาที่ได้เขียนภาพที่พระองค์ท่านยิ้ม ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผมได้มากเลยครับ และเป็นการเขียนรูปอย่างมีความสุขมาก หายเครียดราวกับปลิดทิ้ง

ยิ่งเราได้น้อมนำพระบรมราโชวาทเรื่องความเพียรในพระมหาชนมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ยิ่งเป็นสุขมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อปี 2554 ผมจึงลงมือเขียนภาพพระราชประวัติตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงการครองราชย์ในปัจจุบัน และน่าจะเป็นภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในฐานะพสกนิกรชาวไทยที่ได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่านอย่างร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา ซึ่งสำเร็จลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะก่อนลงมือเขียนผมสเก๊ตช์แล้วไปถามคนโน้นคนนี้ว่าเป็นไปได้หรือไม่ เพราะต้องใช้กระดาษขนาดใหญ่มาก ภาพดังกล่าวสูง 2 เมตร ยาว 15 เมตร เชียวนะครับ

คุณสุวิทย์เขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระราชประวัติด้วยเทคนิคอะไรคะ

ผมเขียนด้วยเทคนิคเครยอง หรือเกรยอง ซึ่งเหมาะที่จะเขียนลงบนกระดาษ ปัญหาคือผมจะไปหากระดาษที่มีขนาดใหญ่เท่านี้ได้จากที่ไหน หาซื้อก็ไม่มี แต่โชคดีที่มีสปอนเซอร์ เพราะรู้จักโรงพิมพ์ และอาสาที่จะหากระดาษให้ โดยไปล็อคโรงพิมพ์ไว้ให้ว่าอย่าตัดได้มา 30 เมตร ทราบว่าโรงพิมพ์นี้อยู่ที่ขอนแก่น เค้าสั่งกระดาษเข้ามาเพื่อให้ผมเขียนรูป จึงนับได้ว่างานชิ้นนี้มีผู้สนับสนุนเยอะมากและสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีครับ

ใช้เวลานานมั้ยคะกว่าจะเขียนเสร็จ

ราว 3 เดือนครับ เพราะต้องเขียนไปด้วยสเก๊ตซ์ไปด้วย ผมเขียนที่บ้านซึ่งเป็นทาวน์เฮ้าส์ จึงต้องใช้วิธีเขียนไปม้วนไปเหมือนฟิล์ม เพราะภาพมีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่บ้านของผมมาก

ภาพนั้นเล่าเรื่องตั้งแต่พระองค์ท่านประทับอยู่ที่โลซาน เรื่องของการศึกษา เรื่องเมื่อขณะทรงผนวช พระราชกรณียกิจ การทรงเป็นองค์อัครศิลปิน ฯลฯ แรงบันดาลใจจากเรื่องพระมหาชนกเกี่ยวกับความเพียรทำให้ผมสามารถเขียนภาพนี้เสร็จลงได้อย่างงดงาม เรื่องของความเพียรพระองค์ท่านทรงนิพนธ์ว่า หากคนเรามีความเพียรคิดทำสิ่งใดก็สำเร็จ ผมจึงน้อมนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนภาพ ต่อให้ผมต้องเขียนงานยาวอีกเป็นกิโลผมก็ทำสำเร็จถ้าเรามีความเพียรเป็นที่ตั้ง ดังนั้น ภาพนี้จึงสำเร็จได้ด้วยพระบรมราโชวาทเรื่องความเพียร และไม่ว่าผมจะไปสอนน้องๆ ที่ไหนผมจะไม่ลืมที่จะหยิบยกเรื่องนี้มาเล่าให้เขาฟัง

แสดงว่าคุณสุวิทย์ต้องสะสมรูปของพระองค์ท่านด้วยใช่มั้ยคะ

ใช่ครับ เวลาผมไปเห็นรูปของพระองค์ท่านที่ไหน แล้วผมชอบ มุมสวย ผมจะซื้อหนังสือเล่มนั้นมาเก็บไว้ทันที เมื่อนำมาวาดผมก็จะใส่ความเป็นศิลปะลงไปเพื่อให้เกิดองค์ประกอบที่สวยงามมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ภาพที่เราเขียนต่างออกไป

500 กว่าภาพที่วาดมาชอบรูปไหนเป็นพิเศษบ้างมั้ยคะ

จะเปรียบไปก็เหมือนรางเนื้อชอบรางยา บางภาพสวยและประทับใจเรามากที่สุด แต่ในสายตาคนอื่นอาจจะมองว่าไม่สวย แต่ถ้าถามคนเขียนทุกรูปล้วนเกิดจากความตั้งใจ ส่วนจะสวยหรือไม่อยู่ที่คนดูมากกว่า แต่ที่ผมเน้นคือพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่านพระพักตร์ต้องยิ้มน้อยๆ เสมอ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของศิลปะที่ผมแต่งเติมเข้าไป ถ้าเห็นพระองค์ท่านยิ้มแล้วเรามีความสุขทุกคนที่เห็นภาพก็คงจะมีความสุขด้วยผมคิดอย่างนั้น

ทำไมคุณสุวิทย์จึงเขียนด้วยเทคนิคเครยอง ทั้งๆที่เมื่อเขียนออกมาแล้วภาพจะเป็นขาวดำ

เครยอง คือแท่งถ่าน มีหลายสี แต่ที่นิยมคือสีดำ ผมเลือกใช้เครยองเพราะเห็นว่าแปลกและไม่มีใครทำ หากจะใช้สีน้ำมัน สีฝุ่น หรือเทคนิคอื่นๆ ล้วนมีศิลปินคนอื่นๆ ใช้แล้วทั้งนั้น แต่เครยองยังไม่มีใครนำมาใช้ นอกจากนี้คนที่จะใช้เครยองเขียนได้ต้องแม่นเรื่องทฤษฎีการแรง-เงา เพราะการเขียนด้วยเครยองเป็นขั้นแอดวานซ์

การเขียนด้วยเครยองจะต่างจากการใช้ดินสอหรือพู่กัน ที่เขียนในแนวตั้ง ต่างกับเครยองซึ่งเราต้องจับในแนวนอนเหมือนแท่งชอล์ก เราพลิกเหลี่ยมนิดเดียวอารมณ์ของภาพก็จะเปลี่ยนไป การเขียนด้วยเครยองจึงสนุกมาก แต่ยังไม่มีสอนในสถาบันนะครับ ผมไปได้เทคนิคนี้มาจาก อาจารย์สมยศ คำแสง ท่านใช้เครยองเขียนลายไทย ทั้งภาพลายกนก ภาพตัวพระ ตัวนาง ภาพยักษ์ ฯลฯ ของท่านจะสวยมากเมื่อใช้เทคนิคเครยองกระหนกของท่านจะพลิ้วมาก ผมบังเอิญไปเห็นเข้าตอนที่ไปเที่ยวบ้านท่าน ก็เลยขอมาลองฝึกเขียนดูบ้าง ท่านใจดีมากยกให้ผมกลับมาทั้งกล่อง แต่ผมนำมาเขียนแนวสากลไม่ใช่แนวศิลปะไทยเหมือนอย่างอาจารย์สมยศ

แท่งเครยองทำจากอะไรคะ

เป็นผงคาร์บอนอัดแท่งสี่เหลี่ยมครับ มีหลายเบอร์เหมือนดินสอ HB เวลาเขียนต้องเป็นเหลี่ยมเพราะเทคนิคสำคัญอยู่ที่วิธีการปาด ถ้าเหลี่ยมหมดก็ต้องเลิกใช้ ภาพที่เขียนด้วยเครยองจะคลาสสิคและเสร็จไวกว่าเทคนิคอื่น ผมใช้เครยองเขียนมากว่า 10 ปีแล้วครับ เรียกว่าการเขียนด้วยเทคนิคนี้ทำให้ผมทำงานศิลปะอย่างสนุกมากยิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้วคนทำงานศิลปะมีความสุขมากมั้ยคะที่ได้ทำงานที่ตัวเองรัก

ปกติคนทำงานศิลปะจะมีความสุขมากที่ได้เขียนรูป ไม่แต่เฉพาะที่ได้เขียนรูปในหลวงนะครับ รูปอื่นๆ ก็ได้ เพราะศิลปะต้องตั้งต้นด้วยความสุข เมื่อเร็วๆนี้ผมไปสอนศิลปะเด็กที่บ้านดอยลาน เด็กๆมีความสุขกันมากจนเย็นก็ไม่ยอมกลับบ้าน และนั่นคือความสุขอย่างหนึ่งของคนทำงานศิลปะครับ อีกทั้งการเขียนรูปยังนำมาซึ่งมิตรภาพ ผมมีเพื่อนเยอะขึ้นทุกวัน ซึ่งเป็นความสุขทางใจมากที่สุดแล้วละครับ