ผ้าเกาะยอผ้าทอแดนใต้

สถานีศูนย์วัฒนธรรม

ครั้งหนึ่งอาจต้องอธิบายที่มาที่ไปกันให้วุ่นวาย แต่เดี๋ยวนี้เพียงเอ่ยชื่อ "ผ้าเกาะยอ" คำเดียว คนก็ร้องอ๋อกันแล้ว

"เมื่อก่อนเวลาเอาผ้ามาขาย คนจะถามว่าเกาะยออยู่ส่วนไหนของประเทศก็ต้องเสียเวลาอธิบายกันยืดยาวเลย แต่ตอนนี้สบายใจมาก พอเขาเห็นว่าเป็นผ้าทอเกาะยอจะบอก มีแล้วค่ะ ซื้อแล้วค่ะ เราฟังก็ดีใจนะที่เขาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา และยังดีใจด้วยว่าผ้าทอเกาะยอมีชื่อเป็นที่รู้จักแพร่หลายแล้ว"

ยมนา สินธุรัตน์ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มร่มไทร ตัวแทนผู้ประกอบการจังหวัดสงขลา เล่าถึงอดีตของผ้าทอเกาะยอ ในระหว่างมาร่วมสาธิตแสดงผลงานเชิงนิทรรศการในงานภูมิปัญญาผ้าไทยและเทศกาลของขวัญของฝาก OTOP City 2014 ณ เมืองทองธานี เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ผ้าทอเกาะยอ หรือผ้าเกาะยอ เป็นผ้าทอพื้นเมืองของตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ที่มีมานานย้อนไปได้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยคนที่อพยพมาในช่วงแรกซึ่งมีเชื้อสายจีนเป็นผู้นำอาชีพการทอผ้ามาสอนชาวบ้านในบริเวณนั้น ระยะแรกใช้วิธีการทอด้วยกี่มือที่มีโครงสร้างเป็นไม้ไผ่ และใช้ ตรนแทนลูกกระสวย ลักษณะของผ้าทอที่ได้ยังเป็นผ้าพื้นเรียบๆ ไม่มีลวดลาย เนื่องจากทอใช้กันในครัวเรือนหรือเพื่อแจกจ่ายให้ญาติมิตร จนมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ วัฒนธรรมการทอผ้าถูกถ่ายทอดเข้ามาทำให้รูปแบบการทอผ้าเปลี่ยนไปเป็นแบบยกดอกชนิดต่างๆ ซึ่งลายที่พบในปัจจุบันมีทั้งแบบโบราณและแบบประยุกต์ อาทิ ลาย ๒ ตะกอ เช่น ลายตะเคียะ ลาย ๔ ตะกอ เช่น ลายราชวัตถ์ ลายแมงคา ลายลูกแก้ว ลายดอกพิกุล ลายลูกโซ่ ลายหก ลาย ๖ ตะกอ เช่น ลายโกเถี้ยม ลายดอกรัก ลายเกล็ดลิ่น ลาย ๘ ตะกอ เช่น ลายผกากรอง ลายข้าวหลามตัด เป็นต้น

ป้ายม-ยมนา บอกว่า ด้วยเอกลักษณ์ของผ้าเกาะยอที่ทอเป็นลายเล็กๆ จึงเป็นเหตุให้ผู้ทอต้องมีสมาธิสูงมากในการทำดอกผ้าแต่ละดอก เพราะไม่อย่างนั้นลายที่ควรจะได้ออกมาเป็นดอกกลมๆ อาจบิดเบี้ยวเหลืออยู่เพียงซีกเดียว ส่วนชื่อเรียกลวดลายของผ้าส่วนใหญ่มักตั้งชื่อกันง่ายๆ ตามลักษณะที่ดูคล้ายคลึงกับพืชพรรณไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไป เช่น ลายดอกพยอม ลายดอกรสสุคนธ์ ลายพริกไทย ลายลูกหวาย แต่บางครั้งก็ตั้งชื่อตามชื่อของผู้คิดลาย เช่น ลายโกเถี้ยม

"ช่วงหนึ่งมีอาจารย์จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเข้ามาสอนชื่อ โกเถี้ยม ทีนี้พอมีคนมาซื้อผ้าถามคนที่ทอว่าเป็นทอผ้าลายอะไร แกบอก...กูไม่รู้ลายอะไร แต่กูว่าลายโกเถี้ยม เพราะคนสอนชื่อนี้ก็เลยกลายเป็นเรื่องโจ๊กเล่ากันมาจนปัจจุบัน"

นอกจากตัวอย่างลวดลายที่กล่าวมา ยังมีอีกหนึ่งลายที่ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุดของชาวบ้านเกาะยอ นั่นคือ "ลายราชวัตถ์" ซึ่งมีผู้บันทึกเป็นข้อมูลไว้ตามคำบอกเล่าของ ครูกริ้ม สินธุรัตน์ ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ ๔ ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม จากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ว่าในปี ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จนิวัตเมืองสงขลา ในครั้งนั้นชาวเกาะยอได้คัดเลือกสุดยอดของลายผ้าที่ถือว่ามีลวดลายที่สวยที่สุดระดับราชาแห่งผ้าของเมืองใต้ถวายแด่พระองค์ ครั้นเมื่อในหลวงรัชกาลที่ ๗ ทอดพระเนตรผ้าได้มีรับสั่งถามว่า ผ้าลายอะไรสวยงามนัก ผู้ถวาย (ไม่ทราบชื่อ) ได้ทูลว่า เป็นผ้าลายยกดอกก้านแย่งประเภท ๔ ตะกอ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ลายคอนกเขา เนื่องจากว่ามีลายคล้ายลายขนคอนกเขา ชาวบ้านสมัยนั้นนิยมใช้เคียนอกอยู่กับบ้านและผู้ชายใช้พาดบ่าเวลาไปวัด เมื่อทรงทราบความตามนั้นแล้วจึงได้พระราชทานนามให้ว่า "ราชวัตถ์" ซึ่งแปลว่า "ราชาแห่งผ้า"

ต่อมา ในปี ๒๔๘๒ กรมการเมืองสงขลาได้ขอครูทอผ้าชาวจีนมา ๒ คน ชื่อ นายยี่สุ่น และนายพุดดิ้น ให้มาช่วยสอนการทอผ้าให้แก่ชาวเกาะยอที่วัดแหลมพ้อ (วัดหัวแหลม) โดยใช้กี่กระตุกเป็นครั้งแรก และนับแต่นั้นมาชาวเกาะยอก็หันมาทอผ้าด้วยกี่ชนิดนี้จนถึงปัจจุบัน

"พ่อเคยเล่าว่าครอบครัวเราผ้าทอมาแต่แรก สมัยย่าจะนั่งทออยู่ใต้ถุนบ้าน ตอนนั้นยังเป็นกี่ทอมืออยู่ พอพ่อเรียนจบชั้น ป.๔ ก็ออกมาช่วยครอบครัวหารายได้ด้วยการทอผ้า โดยเรียนจากครูคนไทยชื่อ นายยี่ แสงอรุณ ซึ่งเรียนมาจากครูชาวจีน ๒ คนนั้นอีกที ตอนหลังพ่อมาตั้งโรงทอผ้าเป็นของตัวเอง และสอนศิลปะการทอผ้าให้แก่ชาวบ้านตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๖ เป็นต้นมา"

ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มร่มไทรเล่าถึง ครูกริ้ม สินธุรัตน์ ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านผ้าทอเกาะยอ ซึ่งปัจจุบันมีอายุ ๙๒ ปีแล้ว แต่ความจำยังดีสามารถให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจเรื่องผ้าทอเกาะยอได้โดยไม่มีตกหล่น ในอดีตครูกริ้มเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยต่อลมหายใจให้กับผ้าทอเกาะยอ เนื่องจากในช่วงปีนั้น กิจกรรมการทอผ้าบนเกาะยอซบเซาลงไปมาก จนกระทั่งเหลือช่างทอที่มีฝีมือดีอยู่ไม่กี่คน

"ตอนนั้นสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สาขาจังหวัดสงขลา มีคุณหญิงชื่นจิตต์ สุขุม เป็นนายกสมาคม นำคณะกรรมการไปสำรวจบนเกาะยอเจอกี่ทอผ้าที่ยังพอจะใช้งานได้เหลืออยู่แค่หลังเดียวอยู่ที่ใต้ถุนบ้านตรงที่เขาทำเป็นเล้าไก่เลยมาเริ่มฟื้นฟูกันใหม่ โดยใช้บ้านของผู้ใหญ่บ้านเป็นจุดศูนย์กลางในการส่งเสริมการทอผ้า มีการเชิญอาจารย์จากวิทยาลัยเทคนิคสงขลา เจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมาช่วยอบรมเรื่องเทคนิคการทอผ้า การย้อมสีให้มีคุณภาพดี กับเปลี่ยนมาใช้เส้นใยสังเคราะห์แทนการใช้ฝ้าย ส่วนช่างทอที่เหลืออยู่ไม่กี่คน มีคุณพ่อเป็นหนึ่งในนั้นก็มาช่วยกันฝึกหัดช่างรุ่นใหม่อยู่ประมาณ ๖ เดือน ผ้าทอเกาะยอถึงเริ่มออกสู่ตลาดอีกครั้ง โดยมีจำนวนผู้ทอผ้าเพิ่มมากขึ้น บางกลุ่มยึดทำเป็นอาชีพหลักเลย แต่ตอนหลังก็มีช่วงที่ซบเซาลงไปอีก เพราะว่ามีผ้าจากโรงงานเข้ามาตีตลาด บางช่วงขาดคนสืบต่อ เพราะคนรุ่นใหม่เขาหันไปทำงานโรงงานกันเยอะขึ้น คือว่าถ้าดูตามประวัติแล้ว ผ้าทอเกาะยอมีภาวะขาดๆ หายๆ ไปหลายช่วงเหมือนกัน"

อย่างไรก็ตาม ด้วยความร่วมมือกันของหลายฝ่ายทั้งทางภาครัฐ เอกชน และชาวบ้านในพื้นที่ที่ต้องการส่งเสริมสนับสนุนงานอาชีพศิลปหัตถกรรมและอุตสาหกรรมพื้นบ้านภาคใต้ จึงมีการดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมผ้าพื้นเมืองเกาะยอภายใต้แนวคิดพัฒนาอาชีพแบบผสมผสาน กล่าวคือ มีทั้งการศึกษาวิจัยและพัฒนา เช่น ใช้เส้นใยไหมผสมฝ้ายและใยบัวหลวงผสมฝ้ายทอสลับกันทำให้เกิดลวดลายชัดเจนสวยงามมีมิติขึ้น สร้างสรรค์ลวดลายใหม่โดยที่ไม่ทิ้งลวดลายเดิม ไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้มีคุณสมบัติพิเศษมากขึ้นเพื่อเพิ่มความหลากหลายและสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ผ้าพันคอ กระเป๋า กล่องทิชชู กล่องใส่ดินสอ กล่องสมุดโน้ต กรอบรูป ชุดผ้าปูโต๊ะอาหารที่มีเทคโนโลยีการสะท้อนน้ำทำให้ไม่เปรอะเปื้อน ซักออกง่าย และการพัฒนาคนให้มีความรู้ความเข้าใจในอาชีพแบบบูรณาการ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญหายทางศิลปวัฒนธรรม

"ตอนนี้เราภูมิใจมากที่ผ้าเกาะยอได้ขึ้นทะเบียนเป็นภูมิปัญญาแห่งชาติแล้ว โดยทางกลุ่มร่มไทรได้เป็นตัวแทนผู้สืบทอดมารับเกียรติบัตร นอกจากนี้ยังดีใจด้วยที่ว่าลูกหลานคนรุ่นใหม่เห็นการทอผ้าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้เป็นอาชีพได้ ปัจจุบันที่เกาะยอมีคนทอผ้าประมาณ ๒๐๐ ครัวเรือน ยังไม่นับลูกหลานคนเกาะยอที่ย้ายไปทำมาหากินหรือแตกครอบครัวไปอยู่ที่อื่น เช่น อำเภอกระแสสินธุ์ ที่เอาการทอผ้าไปด้วยจนไปเกิดเป็นผ้าทอกระแสสินธุ์ขึ้นอีกจำนวนไม่น้อย"

ป้ายมกระซิบว่า ปัจจุบันลำพังแค่ทอส่งขายภายในเกาะก็ทำกันแทบไม่ทันแล้ว กระนั้นเธอก็ยังขอฝากว่าอยากให้รุ่นหลังได้เห็นคุณค่าของผ้าทอไทย และที่สำคัญหากมีโอกาสพบเห็นผ้าทอเกาะยอ หรือแม้แต่ผ้าทอชนิดอื่นๆ ที่ไหนอยากให้มาช่วยอุดหนุนกัน เพราะว่านี่คือหนทางสายหลักเลยก็ว่าได้ที่จะช่วยต่ออายุงานมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นประเภทนี้ให้ยิ่งยืนยาวออกไป