ความผิดพลาดในญี่ปุ่น (วันที่หก)

สายลม แสงแดด

(ตอนจบ)

จากฟุตงบนพื้นเสื่อตาตามิแบบญี่ปุ่นแท้ในคามาคุระ เมืองแห่งขุนเขาและชายทะเล มาสู่เตียงสมัยใหม่ขนาดนอนได้หนึ่งคนครึ่งที่มีไฟอ่านหนังสือติดเหนือศีรษะ นอกหน้าต่างมองออกไปเห็นแสงสีแห่งความเป็นยุคสมัยใหม่ของกรุงโตเกียว

สามวันสุดท้ายในแดนอาทิตย์อุทัย อุทิศให้เมืองหลวงแห่งนี้โดยเฉพาะ

ถึงจะบอกว่าสามวัน แต่เอาเข้าจริง นับไปนับมาแล้วก็เหลือเวลาอยู่ที่โตเกียวจริงๆแค่วันเดียวเท่านั้นแหละ เนื่องจากวันแรกเป็นการเดินทางมาจากคามาคุระ ซึ่งจะถึงที่โตเกียวเวลาคล้อยบ่าย และวันที่สามจะต้องเดินทางไปที่สนามบินนาริตะเพื่อขึ้นเครื่องกลับไทย

ดังนั้น จึงไม่อาจนอนเอ้อระเหยเกลือกกลิ้งบนที่นอนในห้องเล็กๆได้ (ถ้าไปญี่ปุ่นแล้วได้นอนห้องกว้างขวางน่าจะสงสัยได้แล้วว่าไปผิดประเทศ เพราะที่นี่ห้องหับออกแนวกะทัดรัดแทบจะไม่มีที่เดินไปเสียหมด ยิ่งห้องน้ำจะเหมือนกล่องหรือตู้อะไรสักอย่างดีๆนี่เอง แต่ก็ยัดข้าวของจำเป็นทุกอย่างเข้าไปหมด อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยนะ) พอเช็คอินแล้วก็ออกไปบริหารกล้ามเนื้อขาอย่างที่ทำกันมาตลอดทั้งการเดินทางรอบนี้ โดยอันอับแรกสิ่งที่ต้องทำก็คือ ตามล่าหาราเม็ง

ราเม็งที่ว่าเป็นราเม็งไข่แฝดขึ้นชื่อ อยู่แถวๆวัดเซ็นโซจิ หรือวัดอาซากุสะ แหล่งท่องเที่ยวดังที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว ขณะนั้นยังไส้ไม่กิ่วกันมาก เลยแวบเข้าวัดไปก่อน ไหว้นั่นดูนี่พอเป็นกระสัยแล้วค่อยกลับออกมาสู่ภารกิจหาของกินใส่ท้อง

แต่ว่า...ร้านค้าแถววัดก็มีอยู่แค่นั้น แต่เดินกันจนขาลากแล้วก็ยังหาราเม็งอันโอชะที่ว่าไม่เจอ!

ขณะนั้นเริ่มเย็นลงแล้ว ร้านค้าหลายร้านปิดตั้งแต่ยังไม่หัวค่ำ ยิ่งมีโอกาสเจอน้อยลงไปอีก ลงท้ายเลยได้แต่ถอดใจ ตบไหล่บอกกันว่า นี่เป็นสัญญาณที่ดีว่าเราจะได้กลับมาเยือนโตเกียวอีก เพราะยังมีเรื่องติดค้างคาใจ คราวหน้าจะไม่ให้พลาดเด็ดขาด

เป็นอันว่าอดกินราเม็งไข่แฝดที่หมายมั่น เป็นการปิดทริปการเที่ยวญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ของแผนการและความผิดพลาดลงอย่างสมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ตาม ผิดแผนไปก็ใช่ว่าเราจะอดข้าวเย็นกัน หลังจากเดินตระเวนหาร้านใหม่อยู่นาน (เพราะไม่เจอร้านที่รู้สึกอยากกินเสียที) ก็พบเข้ากับร้านหนึ่งซ่อนอยู่ในตรอกเล็กๆข้างในดูเรียบแต่หรูพอใช้ หลังจากปรึกษาหารือกันแล้วก็ได้ความว่า กินไปเถอะ อีกสองวันก็จะกลับแล้ว ถึงแพงหน่อยก็รับได้

ซึ่งก็ปรากฏว่าไม่แพงมาก อย่างไรก็ตาม เราตั้งใจมาถลุงเงินเยนกันที่โตเกียวอยู่แล้ว ถึงได้เก็บเอาไว้เป็นจุดหมายสุดท้ายของการเดินทาง ทั้งๆที่จะเริ่มต้นจากที่นี่เป็นเมืองแรก แล้วไปจบที่โอซาก้าก็ได้

อาหารเย็นมื้อนั้นผ่านไปเรียบๆไม่หวือหวาอะไร แต่ว่ายังไม่เหนื่อยกัน เพราะฉะนั้นแม้ว่าตอนที่ออกมาท้องฟ้ามืดสนิทลงเหลือแต่แสงไฟถนนแล้ว ก็ชวนกันเตร็ดเตร่เล่นในเมืองต่อ โดยเดินย้อนกลับไปที่อาซากุสะอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างทางแวะซื้อเครปหวานๆกินท่ามกลางสายลมเย็นยามค่ำ เป็นของหวานหลังอาหารที่แสนจะพิเศษ

วัดตอนกลางคืนต่างออกไปจากตอนกลางวันมาก จากที่มีคนพลุกพล่าน ร้านรวงต่างๆเปิดขายของสารพัดอย่าง พอตกกลางคืนทุกอย่างจะเงียบสงบ เหลือคนบางตา แต่มีไฟเปิดสว่างตลอดทาง รวมถึงที่ตัววัดที่สวยไปอีกแบบ

ต้องมาตอนกลางคืนเท่านั้น ถึงจะเห็นว่าประตูร้านที่ดึงลงมาปิดได้เหมือนห้องแถวบ้านเรานั้น วาดเป็นลวดลายต่างๆดูสวยงาม สามนักท่องเที่ยวตระเวนราตรีเลยได้โอกาสถ่ายรูปกับทุกประตูที่คิดว่าสวย เท่านั้นยังไม่พอ เลยเถิดไปถ่ายกับหุ่นกระดาษที่เว้นช่องใบหน้าไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปด้วยอีกหลายตัว ออกท่าทางประหลาดๆแบบที่ตอนกลางวันคงไม่กล้าทำ

ดูเหมือนว่า ยามค่ำคืนจะถูกออกแบบมาให้เป็นเวลาแห่งการปลดปล่อยของมนุษย์โดยแท้

ผู้ร่วมทางสองคนของสุดแสงดาวไปเสี่ยงเซียมซีกัน เสียเงินไปคนละร้อยเยนพอให้สบายใจ จากนั้นก็กลับที่พัก

วันต่อมา อันเป็นวันก่อนวันสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้ มอบให้แก่ อะกิฮะบะระ ย่านช็อปปิ้งสำหรับผู้คลั่งไคล้เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ เกม ของเล่น และการ์ตูน

ก็บอกแล้วว่า ตั้งใจมาถลุงเงินเยนที่โตเกียว ขืนมาเมืองนี้เป็นที่แรก ได้ถังแตกกันตั้งแต่ต้นการเดินทางเท่านั้นเอง

เราตื่นกันสายหน่อย เพราะเมื่อคืนนอนดึก และไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อน (ถึงรีบไป ร้านส่วนใหญ่ก็ยังไม่น่าจะเปิด) กินมื้อเช้าแบบง่ายๆแล้วก็ดั้นด้นไปในดินแดนแห่งทุนนิยมและการค้าเสรี

มุดเข้าร้านนั้น มุดออกร้านนี้ สอดส่องเสียทุกร้านที่คิดว่าน่าเข้า ลงท้ายก็ได้โมเดลติดมือกลับมาหนึ่งตัวในราคาหนึ่งพันบาท

แต่แหม ไม่ยักมีกล่องใส่มาให้ เอาแต่กระดาษห่อ ตอนขากลับขึ้นรถไฟฟ้าเบียดกับผู้คน กลัวหักแทบแย่ ต้องถือไว้เหมือนถือระเบิด ด้วยท่าทางประกาศว่า เบียดได้เบียดไป แต่อย่าชนห่อของนี่เป็นอันขาดนะ เรียกว่ารักษาสุดชีวิตจนรอดปลอดภัยกลับโรงแรมไปได้

แล้วสุดท้ายก็ต้องหิ้วเจ้าโมเดลตัวนี้ขึ้นเครื่องไปด้วย เพราะจะยัดลงกระเป๋าเดินทางได้ยังไงเล่า หักกันพอดี!

อ้อ ก่อนจะมาญี่ปุ่น ญาติผู้พี่ฝากซื้อกระเป๋าถือแบบที่เขากำลังนิยมกันใบหนึ่ง ยี่ห้ออะไรจำไม่ได้แล้ว รู้แต่เป็นตารางๆราคาหลายหมื่น แต่ถ้าซื้อที่ญี่ปุ่นจะถูกกว่าที่ไทยอยู่หลายสตางค์ เลยไปเวียนหาให้ใน อะกิฮะบะระ และร้านต่างๆในโตเกียวเป็นนานก็ยังไม่เจอ เพิ่งมาเจอที่สนามบินตอนจะกลับนี่แหละ พอซื้อเสร็จคนขายจัดแจงจะเอากระเป๋าวางทับลงไปบนโมเดลในถุง เลยรีบห้ามเสียก่อน

"ไม่ได้! นี่มันเปราะบางมากเลยนะ"

ว่าแล้วก็เอาโมเดลราคาหนึ่งพัน วางทับลงไปบนกระเป๋าราคาเรือนหมื่น คนขายมองตาปริบๆยิ้มแหยๆ

แหม...ก็กระเป๋ามันหนักกว่าโมเดล แล้วก็ไม่แตกหักง่ายๆวางข้างล่างก็ถูกแล้วนี่

ไม่ใช่ความผิดพลาดเสียหน่อย เป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลที่สุดต่างหาก

จริงไหม?